ตอนที่ 166. วางกลซ้อนกล

 โจโฉถูกสิมโพยทำลายยุทธวิธีขุดอุโมงค์ด้วยการให้ทหารขนเอาหินไปถมปากอุโมงค์ ทำให้ทหารของโจโฉที่อยู่ในอุโมงค์ตายสิ้น โจโฉเสียใจที่ยุทธวิธีล้มเหลวจึงถอยทัพจากเมืองกิจิ๋ว และให้ไปตั้งรับเพื่อเตรียมตีกองทัพของอ้วนชงที่จะกลับจากเมืองเพงง้วนก๋วน

            ทางฝ่ายอ้วนชงยกกองทัพไปล้อมเมืองเพงง้วนก๋วนไว้ มั่นใจว่าโจโฉจะไม่ยกกองทัพเข้าตีเมืองกิจิ๋ว เพราะได้สั่งให้อิมไก๋และจองกียกกองทัพไปตั้งคุมเชิงกองทัพโจโฉไว้ถึงสองด้าน แต่ในที่สุดโจโฉได้ทำลายแผนการคุมเชิงของอ้วนชงที่ต้องการสะกดทัพของโจโฉไม่ให้ยกไปตีเมืองกิจิ๋วได้สำเร็จ

            พออ้วนชงได้ทราบข่าวว่าโจโฉเคลื่อนทัพเข้าตีเมืองกิจิ๋วก็ตกใจ เกรงว่าเมืองกิจิ๋วจะเสียทีแก่โจโฉจึงคิดจะเลิกทัพกลับมาป้องกันเมือง และเรียกแม่ทัพนายกองเข้ามาปรึกษากำหนดแผนการเลิกทัพ

            ม้าเอี๋ยนนายทัพคนสำคัญที่ยกมากับอ้วนชงในครั้งนี้ได้เสนอว่าเมื่อโจโฉยกกองทัพไปล้อมเมืองกิจิ๋ว ย่อมต้องคิดอ่านเตรียมตีสกัดกองทัพของท่านที่จะเลิกทัพกลับจากเมืองเพงง้วนก๋วน ดังนั้นหากท่านเดินทัพกลับเมืองกิจิ๋วตามทางหลวงก็จะต้องกลและเสียทีแก่โจโฉ

            อ้วนชงได้ฟังดังนั้นจึงว่าความคิดของท่านนั้นชอบอยู่ แต่จะเลิกทัพกลับไปในเส้นทางใดเล่าจึงจะไปรักษาเมืองกิจิ๋วได้ตามความคิด

            ม้าเอี๋ยนจึงว่าการศึกครั้งนี้โจโฉตั้งฐานลำเลียงเสบียงอาหารอยู่ที่ริมแม่น้ำเปกตก ขอให้ท่านเคลื่อนทัพไปตามเส้นทางลัด เลาะเขตเขาทางตะวันตกตรงไปที่ริมแม่น้ำเปกตกแล้วเข้าตีฐานเสบียงอาหารของโจโฉ เมื่อโจโฉเสียเสบียงที่นี่แล้วก็ไม่อาจทำศึกต่อไปได้ แม้จะฝืนล้อมเมืองกิจิ๋วไว้ทหารก็จะเสียขวัญกำลังใจ คงจะเสียทีแก่ฝ่ายเราเป็นมั่นคง อนึ่งเมื่อท่านเข้าตีฐานเสบียงของโจโฉแล้ว โจโฉย่อมคิดอ่านส่งทหารมาช่วยป้องกันฐานเสบียง กองทัพที่ล้อมเมืองกิจิ๋วอยู่ก็จะรวนเร ให้ท่านแต่งทหารแจ้งแก่สิมโพยให้เตรียมการตีกระหนาบกองทัพโจโฉไว้ให้พร้อม เมื่อเห็นแสงไฟที่ท่านเผาฐานเสบียงของโจโฉแล้วก็ให้ยกกองทัพตีกระหนาบ โจโฉก็จะเสียทีแก่เรา

            อ้วนชงได้ฟังดังนั้นก็เห็นด้วยกับแผนการของม้าเอี๋ยน สั่งให้เตรียมการตามความคิดของม้าเอี๋ยนทุกประการ ให้ลีหูปลอมตัวลอบเข้าไปแจ้งข่าวให้สิมโพยทราบส่วนม้าเอี๋ยนและเตียวคีให้เป็นกองระวังหลัง ตัวอ้วนชงคุมทหารยกไปริมแม่น้ำเปกตก พออ้วนชงเคลื่อนทัพมาได้ระยะหนึ่ง ม้าเอี๋ยนและเตียวคีก็ยกกองระวังหลังตามอ้วนชงไป

            พออ้วนชงเลิกทัพจากเมืองเพงง้วนก๋วนและเคลื่อนทัพไปตามเส้นทางลัดจะตรงไปทางริมแม่น้ำเปกตก กองสอดแนมของโจโฉก็ได้ข่าวศึกและรายงานให้โจโฉทราบ

            โจโฉทราบความก็ตกใจ ครุ่นคิดแผนการศึกอยู่ขณะหนึ่งจึงเรียกแม่ทัพนายกองเข้ามาปรึกษาแล้วปรารภว่ากองทัพอ้วนชงคิดอ่านแผนการลึกซึ้ง จะไปทำลายฐานเสบียงของเราที่ริมแม่น้ำเปกตก หากเสียฐานเสบียงที่นี่แล้วการศึกข้างหน้าของเราก็จะขัดสน

            แล้วว่าเดชะบุญที่เราได้ข่าวความเคลื่อนไหวของกองทัพอ้วนชงเสียก่อน เราจะคิดอ่านทำลายกองทัพอ้วนชงให้จงได้ เพราะกองทัพอ้วนชงยกไปทำการครั้งนี้คงจะคิดอ่านสมคบกับข้างในเมืองกิจิ๋ว คอยโอกาสให้เรายกกองทัพไปป้องกันฐานเสบียงแล้วในเมืองกิจิ๋วก็ยกกองทัพมาตีกระหนาบ เราจะคิดอ่านตีกองทัพของอ้วนชงทั้งสองด้านให้แตกพ่ายไปจงได้

            โจโฉจึงออกคำสั่งให้จัดทหารเป็นสองกอง กองหนึ่งให้ซุ่มเตรียมตีสกัดกองทัพของเมืองกิจิ๋วที่จะยกออกมาโจมตี ส่วนอีกกองหนึ่งให้ยกไปตีกองทัพอ้วนชง ช่วยป้องกันรักษาฐานเสบียง

            ฝ่ายลีหูปลอมตัวเล็ดลอดเข้าไปในเมืองกิจิ๋วได้แล้วได้แจ้งความที่อ้วนชงสั่งการแก่สิมโพยทุกประการ แล้วเสนอแก่สิมโพยว่าบัดนี้เสบียงอาหารภายในเมืองมีอยู่ไม่มากนัก จำเป็นที่จะต้องตีกองทัพโจโฉให้แตกไปแต่โดยไว จึงเสนออุบายให้ทำทีเป็นยอมแพ้แก่โจโฉและให้ชาวเมืองไปขอเข้าด้วยกับกองทัพของโจโฉ อาศัยจังหวะที่ฝ่าย โจโฉประมาทจึงยกกองทัพออกไปโจมตีให้แตกพ่ายไป

            สิมโพยได้ฟังก็เห็นด้วยกับความคิดของลีหู จึงให้ปักธงสีขาวขึ้นบนเชิงเทินว่าบัดนี้อ้วนชงทิ้งเมืองไปแล้ว ชาวเมืองจึงพร้อมใจกันขอสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ และให้ชาวเมืองทำทีไปขอเข้าด้วยกับกองทัพของโจโฉ

            การที่ลีหูมาเสนอแผนการขึ้นใหม่ดังนี้ย่อมขัดแย้งกับแผนการที่อ้วนชงได้กำหนดมาแต่เดิม คือรอให้โจโฉยกทหารไปช่วยป้องกันฐานเสบียง แล้วในเมืองกิจิ๋วจึงค่อยยกตามตี แต่ลีหูกลับเสนอแผนการให้ลวงกองทัพโจโฉว่าทางในเมืองจะยอมสวามิภักดิ์เพื่อให้โจโฉประมาทและจะยกเข้าตี แผนการทั้งสองแผนจึงไม่ประสานกัน และไปคนละทิศคนละทาง สิมโพยไม่รู้แผนการความคิดของอ้วนชงจึงเออออเห็นด้วยไปกับแผนการความคิดของลีหูนั้น

            ทางฝ่ายโจโฉเมื่อเห็นในเมืองกิจิ๋วปักธงขาวยอมสวามิภักดิ์และมีชาวเมืองแห่กันมาที่ค่ายก็แจ้งในกลศึกของสิมโพย จึงเรียกแม่ทัพนายกองมาประชุมแล้วว่าสิมโพยคิดอ่านอุบายทั้งนี้ประหนึ่งเห็นเราเป็นเด็กทารกไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม คิดว่าเราจะหลงกลหลวมตัวประมาทแล้วจะยกกองทัพมาโจมตี เราจะซ้อนกลจับตัวสิมโพยให้จงได้

            จึงสั่งให้จัดทหารที่เตรียมไว้สำหรับตีเมืองกิจิ๋วแยกออกเป็นสองกอง กองละสามพันคน ให้เตียวเลี้ยวและซิหลงคุมทหารคนละกองลอบยกไปตั้งซุ่มอยู่สองข้างทางระหว่างเมืองกิจิ๋วกับค่ายหลวงของโจโฉ ส่วนตัวโจโฉเองนั้นใส่เกราะขี่ม้ากั้นสัปทนนำทหารยกไปใกล้กำแพงเมือง ทำทีว่าหลงกลของสิมโพย

            พอโจโฉยกไปใกล้กำแพงเมือง สิมโพยก็ให้ทหารเปิดประตูเมืองและเกณฑ์ชาวเมืองให้ถือพุ่มดอกไม้จุดธูปเทียนพากันเดินตรงเข้าไปที่กองทหารของโจโฉ

            โจโฉเห็นดังนั้นจึงให้หยุดม้าอยู่ก่อนที่จะถึงกองซุ่ม เป็นทีว่ารอให้ฝ่ายในเมืองออกมาสวามิภักดิ์ ฝ่ายสิมโพยเข้าใจว่าโจโฉต้องกลอุบายจึงคุมทหารยกออกจากเมืองจะเข้าจับตัวโจโฉ

            พอโจโฉเห็นสิมโพยคุมทหารออกจากเมืองตามชาวเมืองมาถึงจุดซุ่มก็ให้ทหารโบกสัญญาณธงแดงให้กองซุ่มทั้งสองกองเข้าโจมตีกองทหารของสิมโพยพร้อมกัน

            เตียวเลี้ยวและซิหลงคุมกองซุ่มคอยทีอยู่ พอเห็นสัญญาณจึงสั่งทหารให้ยกเข้าตีกองทหารของสิมโพยพร้อมกัน ทางฝ่ายโจโฉเมื่อให้สัญญาณแล้วสั่งทหารให้ร้องบอกชาวเมืองให้รีบหนีลงข้างทางแล้วสั่งทหารให้เข้าตีกองทหารของสิมโพยเข้าไปอีกทางหนึ่ง

            สิมโพยนำทหารหวังจะตีกองทัพโจโฉให้แตกพ่ายไปแต่กลับตกอยู่ในวงล้อมของทหารโจโฉถึงสามด้านก็ตกใจ ทหารของทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันอย่างชุลมุน บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก สิมโพยเห็นแผนการล้มเหลวจึงพาทหารที่เหลือตีฝ่าหนีกลับเข้าไปในเมือง

            โจโฉเห็นดั่งนั้นจึงพาทหารไล่ตามตีสิมโพย ในขณะที่สิมโพยและทหารส่วนหนึ่งหนีเข้าไปในเมืองได้แล้ว ส่วนหนึ่งยังเหลืออยู่นอกประตูเมือง โจโฉเห็นได้ทีจึงขี่ม้านำหน้าทหารจะบุกเข้าไปในภายในเมือง

            ทหารที่รักษาเชิงเทินเห็นสัปทนกั้นโจโฉแปลกตากว่าทหารทั้งปวงก็หมายตาว่าเป็นตัวโจโฉนายทัพ ดังนั้นพอโจโฉเข้าไปใกล้ระยะเกาทัณฑ์ทหารที่รักษาเชิงเทินจึงระดมยิงเกาทัณฑ์มาที่โจโฉ

            ทหารติดตามโจโฉเห็นดังนั้นก็ตกใจ ใช้ทวนปัดเกาทัณฑ์ป้องกันโจโฉเป็นพัลวัน แต่เกาทัณฑ์ดอกหนึ่งแล่นลอดไปถูกหมวกเกราะโจโฉหลุดหล่นตกลงที่พื้น

            ทหารที่แวดล้อมป้องกันโจโฉอยู่เห็นดังนั้นเข้าใจว่าโจโฉถูกยิงจึงพากันร้องพร้อมกันว่าท่านอัครมหาเสนาบดีถูกเกาทัณฑ์ข้าศึก กองทหารของโจโฉจึงตกใจแตกตื่นพากันมาล้อมอารักขาโจโฉไว้ ทหารของสิมโพยจึงหนีกลับเข้าไปในเมืองได้หมดสิ้นแล้วปิดประตูเมือง ประสานกับการระดมยิงเกาทัณฑ์มาที่กองทหารของโจโฉประดุจห่าฝน 

            ทหารของโจโฉได้ป้องปัดเกาทัณฑ์และคุ้มกันพาตัวโจโฉออกมาจนพ้นระยะเกาทัณฑ์ ในขณะนั้นโจโฉได้สติหายตกใจจึงสั่งให้ถอยทัพกลับเข้าค่าย

            ทางฝ่ายอ้วนชงยกทหารมาถึงริมแม่น้ำเปกตกแต่ไม่เห็นเรือเสบียงของโจโฉเพราะเมื่อทางฝ่ายโจโฉทราบข่าวว่าอ้วนชงยกกองทัพจะมาทำลายฐานเสบียง จึงสั่งให้ถอนเรือเสบียงไปทางด้านหลังระยะทางหนึ่งร้อยเส้นแล้วจอดซุ่มอยู่

            อ้วนชงไม่พบกองเรือเสบียงของโจโฉจึงยกทหารจะกลับไปเมืองกิจิ๋ว พอยกมาใกล้เมืองระยะสองร้อยเส้นจึงให้ทหารเตรียมตั้งค่ายและให้เตรียมฟืนฟางไว้เป็นอันมากเพื่อจะยกเข้าปล้นค่ายโจโฉ

            ทางฝ่ายโจโฉเมื่อทราบว่าอ้วนชงยกทหารมาจะตั้งค่ายกระหนาบจึงสั่งทหารกองที่เตรียมจะยกไปช่วยรักษาฐานเสบียงยกไปตีกองทัพของอ้วนชงไม่ให้ทันตั้งค่ายได้สำเร็จ

            ทหารของอ้วนชงกำลังสาละวนอยู่กับการตั้งค่าย ถูกกองทหารของโจโฉรุกเข้าโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวก็พากันแตกตื่นวิ่งหนี ทหารของโจโฉได้ทีจึงไล่ตามตีทหารของอ้วนชงบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            อ้วนชงจะตั้งค่ายกระหนาบกองทัพโจโฉไม่สำเร็จและถูกตีพ่าย จึงพาทหารถอยทัพมาสองร้อยเส้น ให้ตั้งค่ายไว้ที่เนินเขา และให้ทหารรีบไปตามกองทัพของม้าเอี๋ยนและเตียวคีซึ่งเป็นกองระวังหลังให้รีบรุดมาสมทบแต่ทหารที่ไปติดตามกองทัพของม้าเอี๋ยนและเตียวคีกลับไม่พบกองระวังหลังแม้แต่คนเดียว

            อ้วนชงหวังว่าจะพึ่งกำลังสมทบจากกองระวังหลังโดยที่หารู้ไม่ว่าในขณะที่เคลื่อนทัพจากเมืองเพงง้วนก๋วนนั้น โจโฉได้สั่งการให้ลิกองและลิเชียงลอบไปเกลี้ยกล่อมม้าเอี๋ยนและเตียวคีให้เข้าสวามิภักดิ์ หัวหน้ากองระวังหลังทั้งสองจึงได้แปรพักตร์ตามลิกองและลิเชียงยอมเข้าด้วยกับโจโฉ และโจโฉได้แต่งตั้งให้เป็นนายทหารประจำกองทัพ

            ครั้นตกกลางคืนโจโฉจึงสั่งให้ลิกอง ลิเชียง ม้าเอี๋ยนและเตียวคี ทหารเก่าของอ้วนชงที่เข้าสวามิภักดิ์นำทหารยกไปปล้นค่ายของอ้วนชง ซึ่งตั้งคอยกองระวังหลังอยู่ที่เนินเขา กองทัพของอ้วนชงไม่ทันระวังตัวจึงถูกสี่นายทหารเก่าบุกเข้าปล้นค่าย ฆ่าฟันทหารในค่ายบาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก

            อ้วนชงทราบว่าทหารเก่าของตัวแปรพักตร์เข้าด้วยโจโฉและยกกองทัพมาปล้นค่ายก็ตกใจ พาทหารถอยไปอีกสี่ร้อยเส้นจนพ้นจากการติดตามแล้วจึงให้ตั้งค่ายไว้ที่เชิงเขา

            ครั้นรุ่งขึ้นอ้วนชงเห็นทหารในค่ายอ่อนล้าอิดโรยและเสียขวัญกำลังใจ เนื่องจากเสียทีแก่ข้าศึกตลอดมาก็เสียน้ำใจ เห็นว่าไม่สามารถต่อสู้กับโจโฉได้อีกต่อไป จึงตั้งให้สิมเอ๋งเป็นทูตไปเจรจาสงบศึกยอมเข้าสวามิภักดิ์กับโจโฉ

            โจโฉทราบว่ามีทูตมาแต่อ้วนชงจึงให้ทหารเชิญทูตเข้ามาพบ พอทราบความจากปากทูตว่าอ้วนชงขอเจรจาสงบศึกยอมแพ้แก่กองทัพเมืองหลวงจึงคิดว่าอ้วนชงยอมแพ้ในครั้งนี้ก็เพราะสิ้นกำลัง หมดหนทางที่จะเอาชนะได้แล้วจึงคิดเอาตัวรอด วันใดที่สถานการณ์ผ่อนคลายแล้วคงจะแข็งอำนาจขึ้นอีก ดังนี้จะรับสวามิภักดิ์ก็เหมือนกับรับเอางูเห่ามาเลี้ยงไว้กับอก นานวันไปก็จะทำอันตรายแก่เรา

            เมื่อคิดดั่งนี้โจโฉจึงแกล้งบอกกับสิมเอ๋งว่า ซึ่งอ้วนชงจะยอมสวามิภักดิ์นั้นเรายินดีนัก แผ่นดินจะได้สงบสันติสืบไป แล้วโจโฉจึงสั่งให้ทหารเบิกเสื้อผ้าและทองถาดหนึ่งมอบแก่สิมเอ๋งเป็นกำนัล สิมเอ๋งรับของกำนัลแล้วคำนับลาโจโฉกลับไปแจ้งให้อ้วนชงทราบความทุกประการ

            พอสิมเอ๋งลับหลังพ้นไปจากค่าย โจโฉจึงเรียกเตียวเลี้ยวกับซิหลงมาสั่งการว่าอ้วนชงคิดเอาตัวรอดแกล้งยอมสวามิภักดิ์ เราจึงแกล้งวางอุบายว่าจะยอมรับการสวามิภักดิ์เพื่อให้อ้วนชงตายใจไม่ป้องกันระวังตัว ดังนั้นเวลายามสามคืนนี้ให้ท่านทั้งสองยกทหารไปปล้นค่ายอ้วนชง จับตัวอ้วนชงให้จงได้

            สองนายทหารรับคำสั่งโจโฉแล้วคำนับลาออกไปจัดแจงทหาร เตรียมปล้นค่ายอ้วนชงในเวลายามสามคืนนี้.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓