ตอนที่ 161. อุบาย "แยกหัวออกจากร่าง"
สิมโพยและฮองกี๋สองขุนนางเมืองกิจิ๋วคิดอ่านยกอ้วนชงบุตรคนเล็กของอ้วนเสี้ยว ซึ่งเกิดแต่ภรรยาน้อยคนหนึ่งขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทนอ้วนเสี้ยว กีดกันอ้วนถำบุตรผู้ใหญ่ไม่ให้ครองอำนาจ ในขณะเดียวกันยังคิดผลักไสไล่ส่งให้อ้วนถำยกไปรบกับโจโฉก่อน หากพลาดพลั้งเสียทีก็เท่ากับว่าได้อาศัยมือโจโฉกำจัดคู่แข่งไปในตัว
แต่พอกัวเต๋าได้ฟังว่าอ้วนชงจะให้อ้วนถำเป็นกองทัพหน้ายกไปรบกับโจโฉก่อนแล้วอ้วนชงจะยกกองทัพหลวงตามไปภายหลังก็แจ้งความคิดของอ้วนชงว่าเป็นแผนความคิดอ่านของสิมโพยและฮองกี๋ที่จะยืมมือโจโฉผลาญอ้วนถำและกองทัพเสีย โดยอ้วนชงคงจะไม่ยกกองทัพหลวงตามไป
ดังนั้นจึงว่าก่อนเดินทางเข้ามาในเมือง อ้วนถำได้สั่งการให้ข้าพเจ้าแจ้งแก่ท่านว่าในกองทัพของอ้วนถำซึ่งจะยกไปทำศึกกับโจโฉนั้นยังขาดที่ปรึกษาผู้มีสติปัญญาเป็นที่ปรึกษากองทัพ จึงขอสิมโพยกับฮองกี๋ไปในกองทัพด้วยจะได้ช่วยกันคิดอ่านการสงครามกับโจโฉ
ความที่กัวเต๋าได้อ้างว่าอ้วนถำจะขอสิมโพยและฮองกี๋ไปช่วยคิดอ่านการศึกนั้นเป็นเรื่องที่กัวเต๋าแต่งขึ้นเองเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า และแก้กลของสิมโพยและฮองกี๋ไปในตัว เพราะกัวเต๋านั้นเป็นขุนนางเมืองกิจิ๋วมาแต่ก่อน รู้ดีว่าอ้วนชงเป็นเด็กหนุ่ม ขาดความรู้ ความเข้าใจในความเมืองและการสงคราม ที่ถูกยกขึ้นเป็นเจ้าเมืองและที่คิดอ่านให้อ้วนถำยกไปรบกับโจโฉก่อน หาใช่สติปัญญาความคิดของอ้วนชงไม่ หากเป็นความคิดของสิมโพยและฮองกี๋ ดังนั้นหากแยกสิมโพยและฮองกี๋ซึ่งประดุจดังมันสมองที่บัญชาการงานเมืองกิจิ๋วโดยอาศัยร่างทรงของอ้วนชงออกไปอยู่กับอ้วนถำเสียได้แล้ว อ้วนชงก็เท่ากับศีรษะอันเป็นที่ตั้งแห่งความคิดอ่านหลุดออกจากร่าง และไร้ค่าอีกต่อไป ทั้งหากอ้วนถำได้สิมโพยและฮองกี๋ไว้เป็นกำลังแล้ว การที่จะกลับครองอำนาจเมืองกิจิ๋วก็เป็นเรื่องง่ายดายประดุจดั่งพลิกฝ่ามือเท่านั้น นี่คือแผนอุบาย “แยกศีรษะออกจากร่าง” ที่ร้ายกาจอุบายหนึ่งในบรรดาแผนอุบายทั้งปวงที่มีมาแต่ประวัติศาสตร์
มีผู้สรุปเคล็ดลับของแผนอุบายนี้เป็นถ้อยคำไม่กี่คำว่า “จับโจรต้องจับหัวหน้าโจรก่อน ทำศึกต้องทำลายสมองของกองทัพข้าศึกก่อน”
อ้วนชงไม่แจ้งความคิดของกัวเต๋า ยังคงตอบกัวเต๋าตามประสาเด็กหนุ่มว่า “ซึ่งเราจะยกเป็นกองหลวงไปนี้ก็จะได้อาศัยแต่ความคิดสิมโพย ฮองกี๋ เมื่ออ้วนถำให้มาขอไปแล้วเราจะได้ผู้ใดเป็นที่ปรึกษาเล่า”
ช่างเป็นคำตอบที่ไร้เดียงสาเหมือนกับหัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคที่ได้อาศัยใบบุญของญาติผู้ใหญ่จนได้มีอำนาจวาสนาเป็นหัวหน้าพรรคแล้วหลงคะนองว่าอำนาจวาสนาที่ได้มานั้นล้วนเกิดจากความคิดอ่านแลสติปัญญาตัว จึงประพฤติปฏิบัติเข้าทำนองที่โบราณเรียกว่า “คนตัวใหญ่กว่าเสื้อ”
กัวเต๋าฟังคำของอ้วนชงแล้วรู้สึกสมเพชอยู่ในใจและคาดหมายได้ว่าหากจะขอที่ปรึกษาไปทั้งสองคนอ้วนชงคงจะไม่ให้ เพราะต้องอาศัยความคิดอ่านของที่ปรึกษาเป็นสติปัญญานำทางเหมือนกับคนตาบอดที่ขาดไม้เท้าไม่ได้ฉะนั้น แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปทั้งสองคนก็จะต้องหาทางริดรอนกำลังความคิดของอ้วนชงลงไปให้จงได้ คิดดังนั้นจึงว่าแม้ท่านมีความจำเป็นต้องอาศัยที่ปรึกษา แต่ทางด้านอ้วนถำก็จำเป็นต้องอาศัยที่ปรึกษาเช่นเดียวกัน ดังนั้นขอท่านจงแบ่งปันที่ปรึกษาคนใดคนหนึ่งให้ไปกับกองทัพของอ้วนถำเถิด
อ้วนชงได้ฟังดังนั้นก็อับจนต่อถ้อยคำ โดยลืมคิดไปว่าตัวกัวเต๋าเองนั้นก็เป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ และอยู่ในกองทัพของอ้วนถำอยู่แล้ว ประกอบทั้งมีความเกรงอ้วนถำผู้พี่ว่าถูกใช้ให้ไปทำการศึกแล้วยังแล้งน้ำใจไม่ยอมให้แม้กระทั่งที่ปรึกษาเพียงคนเดียว แต่อ้วนชงตัดสินใจไม่ถูกว่าจะให้สิมโพยหรือฮองกี๋ไปกับกองทัพของอ้วนถำ
ดังนั้นอ้วนชงจึงตัดสินใจใช้วิธีการเสี่ยงทายเพื่อคัดเลือกที่ปรึกษาคนหนึ่งให้ไปกับกองทัพของอ้วนถำ โดยสั่งให้ทหารนำกระดาษสองแผ่นเขียนชื่อสิมโพยไว้ในแผ่นหนึ่ง เขียนชื่อฮองกี๋ไว้ในอีกแผ่นหนึ่ง ใส่ลงในโถเขย่าแล้วเสี่ยงทายว่าจับได้ชื่อผู้ใดก็จะให้ผู้นั้นไปกับกองทัพของอ้วนถำ
อ้วนชงจับได้กระดาษแผ่นที่เขียนชื่อฮองกี๋จึงบังคับให้ฮองกี๋ไปกับกองทัพของอ้วนถำ ครั้นได้ตัวที่ปรึกษาที่จะไปกับกองทัพของอ้วนถำแล้ว จึงทำหนังสือถึงอ้วนถำว่าข้าพเจ้าอ้วนชงผู้น้องขอภาวนาให้อ้วนถำพี่ท่านประสบชัยชนะในการศึก กำจัดโจโฉศัตรูราชสมบัติให้สำเร็จสมดังปณิธานของผู้บิดา เพื่อการนี้ข้าพเจ้าได้ให้ฮองกี๋ที่ปรึกษาผู้ใหญ่ไปในกองทัพของพี่ท่านด้วย ขอให้พี่ท่านรีบเคลื่อนทัพรุดหน้าไปยันกองทัพโจโฉไว้อย่าให้ล่วงเข้ามาในแดนเมืองกิจิ๋วได้ ตัวข้าพเจ้าจะยกกองทัพหลวงตามไปโดยไว
กัวเต๋ารับหนังสือจากอ้วนชงแล้วพาฮองกี๋ออกจากเมืองกิจิ๋วไปที่ค่ายของอ้วนถำแล้วรายงานความทั้งปวงให้อ้วนถำทราบ
ฮองกี๋คารวะอ้วนถำตามธรรมเนียมแล้วเห็นอ้วนถำไม่ได้ป่วยเหมือนกับที่กัวเต๋าได้แจ้งแก่อ้วนชงก็ตกใจ รู้ว่าเป็นอุบายที่พรากตัวเอามาจากอ้วนชง ไม่รู้อนาคตว่าจะดีร้ายประการใด ก็มีความวิตกจนใบหน้าเศร้าหมองลง
อ้วนถำอ่านหนังสือของอ้วนชงแล้วก็แจ้งในแผนอุบายของอ้วนชงที่คิดยืมมือโจโฉทำร้ายตัว คาดการได้ว่าแผนอุบายนี้เกิดแต่ความคิดของสิมโพยและฮองกี๋ แต่เมื่อเห็นฮองกี๋อยู่ที่เบื้องหน้าก็พาลโกรธ คิดจะฆ่าฮองกี๋เสีย จึงสั่งทหารให้จับตัวฮองกี๋ไว้
กัวเต๋าเห็นดังนั้นจึงห้ามทหารว่าอย่าเพิ่งคุมตัวฮองกี๋ออกไป จากนั้นจึงกระซิบบอกอ้วนถำว่าการทั้งนี้ท่านอย่าเพิ่งวู่วาม ฮองกี๋อยู่ในเงื้อมมือเราแล้ว จะฆ่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ขณะนี้เป็นหน้าศึก ยังสามารถอาศัยใช้ประโยชน์จากฮองกี๋ได้อยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรทำทีเป็นไม่รู้ความคิดของอ้วนชงแล้วยกไปกำจัดโจโฉเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยยึดเอาเมืองกิจิ๋ว
อ้วนถำเห็นด้วยกับความคิดของกัวเต๋า จึงสั่งให้ทหารปล่อยตัวฮองกี๋และให้เคลื่อนกองทัพยกไปรบด้วยโจโฉ
อ้วนถำนำทัพมาใกล้เขตแดนต่อแดนระหว่างเขตแดนเมืองกิจิ๋วกับเขตแดนเมืองหลวงจึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ที่ตำบลลิหยง
ทางด้านกองทัพโจโฉซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ริมแม่น้ำฮวงโห รอฟังข่าวศึกจากทหารที่ส่งไปสอดแนม ครั้นได้ทราบว่าอ้วนถำนำทัพยกมาตั้งอยู่ที่ตำบลลิหยง โจโฉจึงสั่งให้เคลื่อนกองทัพออกจากที่ตั้งเดิม ยกไปตั้งค่ายประชิดกับค่ายของอ้วนถำ
ครั้นรุ่งขึ้นทั้งสองฝ่ายต่างคุมทหารยกออกมาเผชิญหน้ากัน ตั้งขบวนเป็นแถวหน้ากระดานอยู่คนละฟาก เว้นพื้นที่เป็นลานรบไว้ตรงกลาง เตรียมการรบด้วยกำลังฝีมือของทหารเอก
อ้วนถำได้สั่งให้อังเจี๋ยวออกไปรบ ในขณะที่โจโฉสั่งให้ซิหลงออกรบ
พอสองนายทหารของทั้งสองฝ่ายออกไปในลานรบ กลองศึกของทั้งสองฝ่ายลั่นเพลงรบดังสนั่นเป็นสัญญาณให้นายทหารทั้งสองเข้ารบกัน ต่างฝ่ายต่างชักม้าปรี่เข้าหาแล้วประอาวุธกันอย่างรวดเร็ว ซิหลงรบกับอังเจี๋ยวได้ห้าเพลงก็เอาทวนแทงอังเจี๋ยวตกม้าตาย
โจโฉเห็นได้ทีจึงสั่งให้ทหารเคลื่อนกำลังเข้าตีกองทหารของอ้วนถำ ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้ตะลุมบอนกันเป็นสามารถ บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก จนตะวันพลบค่ำทั้งโจโฉและอ้วนถำต่างสั่งให้ตีระฆังเป็นสัญญาณให้ทหารของตัวถอยกลับเข้าค่าย
อ้วนถำเผชิญหน้ากับโจโฉเป็นครั้งแรกก็ตระหนักว่าด้วยกำลังทหารที่ยกมานั้นไม่เพียงพอต่อการเอาชัยชนะ ดังนั้นจึงให้ทหารรีบถือหนังสือกลับไปที่เมืองกิจิ๋วขอให้อ้วนชงรีบส่งกองทัพมาช่วย
วันรุ่งขึ้นโจโฉยกทหารออกไปท้ารบที่หน้าค่ายของอ้วนถำ แต่อ้วนถำตั้งมั่นอยู่ในค่ายไม่ให้ทหารออกไปรบ โจโฉเห็นอาการดั่งนั้นจึงคิดว่าเหตุที่อ้วนถำไม่ยกทหารออกมารบคงเนื่องจากรอให้ทหารเมืองกิจิ๋วยกมาสมทบ ดังนั้นจึงให้ทหารออกลาดตระเวนตามเส้นทางระหว่างเมืองกิจิ๋วและตำบลลิหยงอย่างเข้มงวด
ฝ่ายอ้วนชงครั้นได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือจากอ้วนถำแล้ว แทนที่จะเคลื่อนทัพหลวงยกไปช่วยอ้วนถำกลับปรึกษาคิดอ่านกับสิมโพยว่าหากยกทัพหลวงไปแต่เพลานี้กองทัพอ้วนถำได้ชัยชนะแล้วก็จะกำเริบและแข็งข้อเอากับอ้วนชง แต่ถ้าหากไม่ยกไปช่วย กองทัพอ้วนถำเสียทีแล้วโจโฉก็จะยกล่วงเข้ามาตีเมืองกิจิ๋ว ดังนั้นจึงจัดทหารเพียงห้าพันให้รีบยกไปช่วยอ้วนถำ
พอทหารห้าพันเริ่มเคลื่อนออกจากเมืองกิจิ๋ว ทางฝ่ายกองทัพก็ทราบข่าว โจโฉเห็นเหตุการณ์สมดังที่คาดคะเนจึงสั่งให้ลิเตียนและงักจิ้นคุมทหารหมื่นหนึ่งยกอ้อมค่ายของอ้วนถำไปตีสกัดกองทหารที่จะยกมาจากเมืองกิจิ๋วไม่ให้ยกมาสมทบกับกองทัพของอ้วนถำได้
สองทหารเอกรับคำสั่งของโจโฉแล้วรีบยกไปตามแผนยุทธการที่กำหนด ในขณะที่กองทหารเมืองกิจิ๋วกำลังเคลื่อนมาตามปกติโดยไม่ทันระมัดระวังตัว ลิเตียนและงักจิ้นได้สั่งให้กองทหารแยกออกเป็นสองกอง รุมตีกระหนาบทำลายล้างกองทหารห้าพันที่ยกมาจากเมืองกิจิ๋วนั้นจนเกือบหมดสิ้น เหลือไม่กี่คนที่หนีเล็ดรอดกลับไปได้
อ้วนถำเมื่อทราบว่าทางเมืองกิจิ๋วไม่ได้ยกกองทัพหลวงมาช่วย แต่ให้ทหารมาช่วยเพียงห้าพันและถูกโจโฉทำลายล้างไปแล้วก็โกรธอ้วนชงที่ไม่ยกทัพหลวงมาตามที่ตกลงกันไว้จึงพาลโกรธฮองกี๋และด่าว่าฮองกี๋อย่างรุนแรง
ฮองกี๋เห็นอ้วนถำโกรธเกรงว่าจะเป็นอันตรายจึงว่าขอท่านจงทุเลาความโกรธเอาไว้ก่อน เพราะบัดนี้การศึกกำลังขับเคี่ยวใกล้จะแตกหักแล้ว หากอ้วนชงยกกองทัพมาช่วยคงจะได้ชัยชนะแก่โจโฉ ดังนั้นข้าพเจ้าจะมีหนังสือไปถึงอ้วนชงให้รีบยกกองทัพมาช่วยท่านจงได้
อ้วนถำได้ฟังก็ยินดี แจ้งให้ฮองกี๋รีบดำเนินการตามที่เสนอ ฮองกี๋แต่งหนังสือเสร็จแล้วส่งให้อ้วนถำดูเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความจริงใจที่จะเร่งรัดให้อ้วนชงยกกองทัพมาช่วย
อ้วนถำรับหนังสือมาดูแล้วพอใจ ให้ผนึกหนังสือนั้นแล้วให้ทหารรีบนำไปที่เมืองกิจิ๋ว
ทางเมืองกิจิ๋วเมื่ออ้วนชงได้รับหนังสือของฮองกี๋แล้วจึงเชิญสิมโพยมาปรึกษาว่าจะทำประการใดต่อไป
สิมโพยรับหนังสือจากอ้วนชงมาอ่าน ไตร่ตรองแล้วก็แจ้งถึงเหตุการณ์ทางด้านกองทัพของอ้วนถำว่าฮองกี๋มีหนังสือมาทั้งนี้เนื่องเพราะเกรงอาญาของอ้วนถำจึงคิดอ่านทำหนังสือเพื่อเอาชีวิตรอด
จึงว่าการที่ท่านให้อ้วนถำเป็นกองทัพหน้ายกไปรบกับโจโฉครั้งนี้ กัวเต๋ามีสติปัญญาคงจะแจ้งความคิดของท่าน จึงวางอุบายขอตัวที่ปรึกษาไปช่วย ฮองกี๋มีหนังสือมาทั้งนี้หาใช่ความประสงค์ที่แท้จริงของฮองกี๋ไม่ เป็นแต่เพียงต้องการแสดงให้อ้วนถำวางใจไม่เอาผิดเท่านั้น ท่านอย่ายกกองทัพไปเลย ปล่อยให้อ้วนถำรบกับโจโฉจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำไปก่อน
แล้วว่าหากโจโฉเสียที ผลดีก็จะเกิดแก่เมืองกิจิ๋ว หรือแม้หากอ้วนถำเสียทีท่านก็จะสิ้นความกังวลที่อ้วนถำจะคิดอ่านแย่งชิงเอาเมืองกิจิ๋วอีกต่อไป ข้าพเจ้าคะเนการข้างหน้าแล้วเห็นว่าอ้วนถำคงจะเสียทีแก่โจโฉเป็นมั่นคง หากมีอันเป็นไปความครหาก็จะไม่เกิดแก่ท่าน
อ้วนชงได้ฟังก็มีใจยินดี เพราะบัดนี้น้ำใจอ้วนชงนั้นไม่ได้แลเห็นอ้วนถำว่าเป็นพี่สืบสายเลือดเดียวกันอีกต่อไปแล้ว กลับเห็นว่าเป็นศัตรูที่จะแย่งชิงอำนาจครองเมืองกิจิ๋ว หากถูกโจโฉล้างผลาญเสียได้ก็เท่ากับว่าได้อาศัยน้ำมือโจโฉกำจัดคู่ปรปักษ์โดยที่ตัวเองไม่ต้องลงแรง ความคิดครั้งนี้ช่างสั้นนัก เพราะแทนที่จะเกรงกลัวโจโฉซึ่งเป็นภัยที่ร้ายแรงประดุจเสือ กลับมาเกรงกลัวอ้วนถำซึ่งเป็นเพียงเนื้อสมันตัวหนึ่งเท่านั้น.
แต่พอกัวเต๋าได้ฟังว่าอ้วนชงจะให้อ้วนถำเป็นกองทัพหน้ายกไปรบกับโจโฉก่อนแล้วอ้วนชงจะยกกองทัพหลวงตามไปภายหลังก็แจ้งความคิดของอ้วนชงว่าเป็นแผนความคิดอ่านของสิมโพยและฮองกี๋ที่จะยืมมือโจโฉผลาญอ้วนถำและกองทัพเสีย โดยอ้วนชงคงจะไม่ยกกองทัพหลวงตามไป
ดังนั้นจึงว่าก่อนเดินทางเข้ามาในเมือง อ้วนถำได้สั่งการให้ข้าพเจ้าแจ้งแก่ท่านว่าในกองทัพของอ้วนถำซึ่งจะยกไปทำศึกกับโจโฉนั้นยังขาดที่ปรึกษาผู้มีสติปัญญาเป็นที่ปรึกษากองทัพ จึงขอสิมโพยกับฮองกี๋ไปในกองทัพด้วยจะได้ช่วยกันคิดอ่านการสงครามกับโจโฉ
ความที่กัวเต๋าได้อ้างว่าอ้วนถำจะขอสิมโพยและฮองกี๋ไปช่วยคิดอ่านการศึกนั้นเป็นเรื่องที่กัวเต๋าแต่งขึ้นเองเพื่อแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า และแก้กลของสิมโพยและฮองกี๋ไปในตัว เพราะกัวเต๋านั้นเป็นขุนนางเมืองกิจิ๋วมาแต่ก่อน รู้ดีว่าอ้วนชงเป็นเด็กหนุ่ม ขาดความรู้ ความเข้าใจในความเมืองและการสงคราม ที่ถูกยกขึ้นเป็นเจ้าเมืองและที่คิดอ่านให้อ้วนถำยกไปรบกับโจโฉก่อน หาใช่สติปัญญาความคิดของอ้วนชงไม่ หากเป็นความคิดของสิมโพยและฮองกี๋ ดังนั้นหากแยกสิมโพยและฮองกี๋ซึ่งประดุจดังมันสมองที่บัญชาการงานเมืองกิจิ๋วโดยอาศัยร่างทรงของอ้วนชงออกไปอยู่กับอ้วนถำเสียได้แล้ว อ้วนชงก็เท่ากับศีรษะอันเป็นที่ตั้งแห่งความคิดอ่านหลุดออกจากร่าง และไร้ค่าอีกต่อไป ทั้งหากอ้วนถำได้สิมโพยและฮองกี๋ไว้เป็นกำลังแล้ว การที่จะกลับครองอำนาจเมืองกิจิ๋วก็เป็นเรื่องง่ายดายประดุจดั่งพลิกฝ่ามือเท่านั้น นี่คือแผนอุบาย “แยกศีรษะออกจากร่าง” ที่ร้ายกาจอุบายหนึ่งในบรรดาแผนอุบายทั้งปวงที่มีมาแต่ประวัติศาสตร์
มีผู้สรุปเคล็ดลับของแผนอุบายนี้เป็นถ้อยคำไม่กี่คำว่า “จับโจรต้องจับหัวหน้าโจรก่อน ทำศึกต้องทำลายสมองของกองทัพข้าศึกก่อน”
อ้วนชงไม่แจ้งความคิดของกัวเต๋า ยังคงตอบกัวเต๋าตามประสาเด็กหนุ่มว่า “ซึ่งเราจะยกเป็นกองหลวงไปนี้ก็จะได้อาศัยแต่ความคิดสิมโพย ฮองกี๋ เมื่ออ้วนถำให้มาขอไปแล้วเราจะได้ผู้ใดเป็นที่ปรึกษาเล่า”
ช่างเป็นคำตอบที่ไร้เดียงสาเหมือนกับหัวหน้าพรรคการเมืองบางพรรคที่ได้อาศัยใบบุญของญาติผู้ใหญ่จนได้มีอำนาจวาสนาเป็นหัวหน้าพรรคแล้วหลงคะนองว่าอำนาจวาสนาที่ได้มานั้นล้วนเกิดจากความคิดอ่านแลสติปัญญาตัว จึงประพฤติปฏิบัติเข้าทำนองที่โบราณเรียกว่า “คนตัวใหญ่กว่าเสื้อ”
กัวเต๋าฟังคำของอ้วนชงแล้วรู้สึกสมเพชอยู่ในใจและคาดหมายได้ว่าหากจะขอที่ปรึกษาไปทั้งสองคนอ้วนชงคงจะไม่ให้ เพราะต้องอาศัยความคิดอ่านของที่ปรึกษาเป็นสติปัญญานำทางเหมือนกับคนตาบอดที่ขาดไม้เท้าไม่ได้ฉะนั้น แต่ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ไปทั้งสองคนก็จะต้องหาทางริดรอนกำลังความคิดของอ้วนชงลงไปให้จงได้ คิดดังนั้นจึงว่าแม้ท่านมีความจำเป็นต้องอาศัยที่ปรึกษา แต่ทางด้านอ้วนถำก็จำเป็นต้องอาศัยที่ปรึกษาเช่นเดียวกัน ดังนั้นขอท่านจงแบ่งปันที่ปรึกษาคนใดคนหนึ่งให้ไปกับกองทัพของอ้วนถำเถิด
อ้วนชงได้ฟังดังนั้นก็อับจนต่อถ้อยคำ โดยลืมคิดไปว่าตัวกัวเต๋าเองนั้นก็เป็นที่ปรึกษาผู้ใหญ่ และอยู่ในกองทัพของอ้วนถำอยู่แล้ว ประกอบทั้งมีความเกรงอ้วนถำผู้พี่ว่าถูกใช้ให้ไปทำการศึกแล้วยังแล้งน้ำใจไม่ยอมให้แม้กระทั่งที่ปรึกษาเพียงคนเดียว แต่อ้วนชงตัดสินใจไม่ถูกว่าจะให้สิมโพยหรือฮองกี๋ไปกับกองทัพของอ้วนถำ
ดังนั้นอ้วนชงจึงตัดสินใจใช้วิธีการเสี่ยงทายเพื่อคัดเลือกที่ปรึกษาคนหนึ่งให้ไปกับกองทัพของอ้วนถำ โดยสั่งให้ทหารนำกระดาษสองแผ่นเขียนชื่อสิมโพยไว้ในแผ่นหนึ่ง เขียนชื่อฮองกี๋ไว้ในอีกแผ่นหนึ่ง ใส่ลงในโถเขย่าแล้วเสี่ยงทายว่าจับได้ชื่อผู้ใดก็จะให้ผู้นั้นไปกับกองทัพของอ้วนถำ
อ้วนชงจับได้กระดาษแผ่นที่เขียนชื่อฮองกี๋จึงบังคับให้ฮองกี๋ไปกับกองทัพของอ้วนถำ ครั้นได้ตัวที่ปรึกษาที่จะไปกับกองทัพของอ้วนถำแล้ว จึงทำหนังสือถึงอ้วนถำว่าข้าพเจ้าอ้วนชงผู้น้องขอภาวนาให้อ้วนถำพี่ท่านประสบชัยชนะในการศึก กำจัดโจโฉศัตรูราชสมบัติให้สำเร็จสมดังปณิธานของผู้บิดา เพื่อการนี้ข้าพเจ้าได้ให้ฮองกี๋ที่ปรึกษาผู้ใหญ่ไปในกองทัพของพี่ท่านด้วย ขอให้พี่ท่านรีบเคลื่อนทัพรุดหน้าไปยันกองทัพโจโฉไว้อย่าให้ล่วงเข้ามาในแดนเมืองกิจิ๋วได้ ตัวข้าพเจ้าจะยกกองทัพหลวงตามไปโดยไว
กัวเต๋ารับหนังสือจากอ้วนชงแล้วพาฮองกี๋ออกจากเมืองกิจิ๋วไปที่ค่ายของอ้วนถำแล้วรายงานความทั้งปวงให้อ้วนถำทราบ
ฮองกี๋คารวะอ้วนถำตามธรรมเนียมแล้วเห็นอ้วนถำไม่ได้ป่วยเหมือนกับที่กัวเต๋าได้แจ้งแก่อ้วนชงก็ตกใจ รู้ว่าเป็นอุบายที่พรากตัวเอามาจากอ้วนชง ไม่รู้อนาคตว่าจะดีร้ายประการใด ก็มีความวิตกจนใบหน้าเศร้าหมองลง
อ้วนถำอ่านหนังสือของอ้วนชงแล้วก็แจ้งในแผนอุบายของอ้วนชงที่คิดยืมมือโจโฉทำร้ายตัว คาดการได้ว่าแผนอุบายนี้เกิดแต่ความคิดของสิมโพยและฮองกี๋ แต่เมื่อเห็นฮองกี๋อยู่ที่เบื้องหน้าก็พาลโกรธ คิดจะฆ่าฮองกี๋เสีย จึงสั่งทหารให้จับตัวฮองกี๋ไว้
กัวเต๋าเห็นดังนั้นจึงห้ามทหารว่าอย่าเพิ่งคุมตัวฮองกี๋ออกไป จากนั้นจึงกระซิบบอกอ้วนถำว่าการทั้งนี้ท่านอย่าเพิ่งวู่วาม ฮองกี๋อยู่ในเงื้อมมือเราแล้ว จะฆ่าเสียเมื่อใดก็ได้ แต่ขณะนี้เป็นหน้าศึก ยังสามารถอาศัยใช้ประโยชน์จากฮองกี๋ได้อยู่ ข้าพเจ้าเห็นว่าควรทำทีเป็นไม่รู้ความคิดของอ้วนชงแล้วยกไปกำจัดโจโฉเสียก่อน จากนั้นจึงค่อยยึดเอาเมืองกิจิ๋ว
อ้วนถำเห็นด้วยกับความคิดของกัวเต๋า จึงสั่งให้ทหารปล่อยตัวฮองกี๋และให้เคลื่อนกองทัพยกไปรบด้วยโจโฉ
อ้วนถำนำทัพมาใกล้เขตแดนต่อแดนระหว่างเขตแดนเมืองกิจิ๋วกับเขตแดนเมืองหลวงจึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ที่ตำบลลิหยง
ทางด้านกองทัพโจโฉซึ่งตั้งค่ายอยู่ที่ริมแม่น้ำฮวงโห รอฟังข่าวศึกจากทหารที่ส่งไปสอดแนม ครั้นได้ทราบว่าอ้วนถำนำทัพยกมาตั้งอยู่ที่ตำบลลิหยง โจโฉจึงสั่งให้เคลื่อนกองทัพออกจากที่ตั้งเดิม ยกไปตั้งค่ายประชิดกับค่ายของอ้วนถำ
ครั้นรุ่งขึ้นทั้งสองฝ่ายต่างคุมทหารยกออกมาเผชิญหน้ากัน ตั้งขบวนเป็นแถวหน้ากระดานอยู่คนละฟาก เว้นพื้นที่เป็นลานรบไว้ตรงกลาง เตรียมการรบด้วยกำลังฝีมือของทหารเอก
อ้วนถำได้สั่งให้อังเจี๋ยวออกไปรบ ในขณะที่โจโฉสั่งให้ซิหลงออกรบ
พอสองนายทหารของทั้งสองฝ่ายออกไปในลานรบ กลองศึกของทั้งสองฝ่ายลั่นเพลงรบดังสนั่นเป็นสัญญาณให้นายทหารทั้งสองเข้ารบกัน ต่างฝ่ายต่างชักม้าปรี่เข้าหาแล้วประอาวุธกันอย่างรวดเร็ว ซิหลงรบกับอังเจี๋ยวได้ห้าเพลงก็เอาทวนแทงอังเจี๋ยวตกม้าตาย
โจโฉเห็นได้ทีจึงสั่งให้ทหารเคลื่อนกำลังเข้าตีกองทหารของอ้วนถำ ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้ตะลุมบอนกันเป็นสามารถ บาดเจ็บล้มตายลงเป็นอันมาก จนตะวันพลบค่ำทั้งโจโฉและอ้วนถำต่างสั่งให้ตีระฆังเป็นสัญญาณให้ทหารของตัวถอยกลับเข้าค่าย
อ้วนถำเผชิญหน้ากับโจโฉเป็นครั้งแรกก็ตระหนักว่าด้วยกำลังทหารที่ยกมานั้นไม่เพียงพอต่อการเอาชัยชนะ ดังนั้นจึงให้ทหารรีบถือหนังสือกลับไปที่เมืองกิจิ๋วขอให้อ้วนชงรีบส่งกองทัพมาช่วย
วันรุ่งขึ้นโจโฉยกทหารออกไปท้ารบที่หน้าค่ายของอ้วนถำ แต่อ้วนถำตั้งมั่นอยู่ในค่ายไม่ให้ทหารออกไปรบ โจโฉเห็นอาการดั่งนั้นจึงคิดว่าเหตุที่อ้วนถำไม่ยกทหารออกมารบคงเนื่องจากรอให้ทหารเมืองกิจิ๋วยกมาสมทบ ดังนั้นจึงให้ทหารออกลาดตระเวนตามเส้นทางระหว่างเมืองกิจิ๋วและตำบลลิหยงอย่างเข้มงวด
ฝ่ายอ้วนชงครั้นได้รับหนังสือขอความช่วยเหลือจากอ้วนถำแล้ว แทนที่จะเคลื่อนทัพหลวงยกไปช่วยอ้วนถำกลับปรึกษาคิดอ่านกับสิมโพยว่าหากยกทัพหลวงไปแต่เพลานี้กองทัพอ้วนถำได้ชัยชนะแล้วก็จะกำเริบและแข็งข้อเอากับอ้วนชง แต่ถ้าหากไม่ยกไปช่วย กองทัพอ้วนถำเสียทีแล้วโจโฉก็จะยกล่วงเข้ามาตีเมืองกิจิ๋ว ดังนั้นจึงจัดทหารเพียงห้าพันให้รีบยกไปช่วยอ้วนถำ
พอทหารห้าพันเริ่มเคลื่อนออกจากเมืองกิจิ๋ว ทางฝ่ายกองทัพก็ทราบข่าว โจโฉเห็นเหตุการณ์สมดังที่คาดคะเนจึงสั่งให้ลิเตียนและงักจิ้นคุมทหารหมื่นหนึ่งยกอ้อมค่ายของอ้วนถำไปตีสกัดกองทหารที่จะยกมาจากเมืองกิจิ๋วไม่ให้ยกมาสมทบกับกองทัพของอ้วนถำได้
สองทหารเอกรับคำสั่งของโจโฉแล้วรีบยกไปตามแผนยุทธการที่กำหนด ในขณะที่กองทหารเมืองกิจิ๋วกำลังเคลื่อนมาตามปกติโดยไม่ทันระมัดระวังตัว ลิเตียนและงักจิ้นได้สั่งให้กองทหารแยกออกเป็นสองกอง รุมตีกระหนาบทำลายล้างกองทหารห้าพันที่ยกมาจากเมืองกิจิ๋วนั้นจนเกือบหมดสิ้น เหลือไม่กี่คนที่หนีเล็ดรอดกลับไปได้
อ้วนถำเมื่อทราบว่าทางเมืองกิจิ๋วไม่ได้ยกกองทัพหลวงมาช่วย แต่ให้ทหารมาช่วยเพียงห้าพันและถูกโจโฉทำลายล้างไปแล้วก็โกรธอ้วนชงที่ไม่ยกทัพหลวงมาตามที่ตกลงกันไว้จึงพาลโกรธฮองกี๋และด่าว่าฮองกี๋อย่างรุนแรง
ฮองกี๋เห็นอ้วนถำโกรธเกรงว่าจะเป็นอันตรายจึงว่าขอท่านจงทุเลาความโกรธเอาไว้ก่อน เพราะบัดนี้การศึกกำลังขับเคี่ยวใกล้จะแตกหักแล้ว หากอ้วนชงยกกองทัพมาช่วยคงจะได้ชัยชนะแก่โจโฉ ดังนั้นข้าพเจ้าจะมีหนังสือไปถึงอ้วนชงให้รีบยกกองทัพมาช่วยท่านจงได้
อ้วนถำได้ฟังก็ยินดี แจ้งให้ฮองกี๋รีบดำเนินการตามที่เสนอ ฮองกี๋แต่งหนังสือเสร็จแล้วส่งให้อ้วนถำดูเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีความจริงใจที่จะเร่งรัดให้อ้วนชงยกกองทัพมาช่วย
อ้วนถำรับหนังสือมาดูแล้วพอใจ ให้ผนึกหนังสือนั้นแล้วให้ทหารรีบนำไปที่เมืองกิจิ๋ว
ทางเมืองกิจิ๋วเมื่ออ้วนชงได้รับหนังสือของฮองกี๋แล้วจึงเชิญสิมโพยมาปรึกษาว่าจะทำประการใดต่อไป
สิมโพยรับหนังสือจากอ้วนชงมาอ่าน ไตร่ตรองแล้วก็แจ้งถึงเหตุการณ์ทางด้านกองทัพของอ้วนถำว่าฮองกี๋มีหนังสือมาทั้งนี้เนื่องเพราะเกรงอาญาของอ้วนถำจึงคิดอ่านทำหนังสือเพื่อเอาชีวิตรอด
จึงว่าการที่ท่านให้อ้วนถำเป็นกองทัพหน้ายกไปรบกับโจโฉครั้งนี้ กัวเต๋ามีสติปัญญาคงจะแจ้งความคิดของท่าน จึงวางอุบายขอตัวที่ปรึกษาไปช่วย ฮองกี๋มีหนังสือมาทั้งนี้หาใช่ความประสงค์ที่แท้จริงของฮองกี๋ไม่ เป็นแต่เพียงต้องการแสดงให้อ้วนถำวางใจไม่เอาผิดเท่านั้น ท่านอย่ายกกองทัพไปเลย ปล่อยให้อ้วนถำรบกับโจโฉจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำไปก่อน
แล้วว่าหากโจโฉเสียที ผลดีก็จะเกิดแก่เมืองกิจิ๋ว หรือแม้หากอ้วนถำเสียทีท่านก็จะสิ้นความกังวลที่อ้วนถำจะคิดอ่านแย่งชิงเอาเมืองกิจิ๋วอีกต่อไป ข้าพเจ้าคะเนการข้างหน้าแล้วเห็นว่าอ้วนถำคงจะเสียทีแก่โจโฉเป็นมั่นคง หากมีอันเป็นไปความครหาก็จะไม่เกิดแก่ท่าน
อ้วนชงได้ฟังก็มีใจยินดี เพราะบัดนี้น้ำใจอ้วนชงนั้นไม่ได้แลเห็นอ้วนถำว่าเป็นพี่สืบสายเลือดเดียวกันอีกต่อไปแล้ว กลับเห็นว่าเป็นศัตรูที่จะแย่งชิงอำนาจครองเมืองกิจิ๋ว หากถูกโจโฉล้างผลาญเสียได้ก็เท่ากับว่าได้อาศัยน้ำมือโจโฉกำจัดคู่ปรปักษ์โดยที่ตัวเองไม่ต้องลงแรง ความคิดครั้งนี้ช่างสั้นนัก เพราะแทนที่จะเกรงกลัวโจโฉซึ่งเป็นภัยที่ร้ายแรงประดุจเสือ กลับมาเกรงกลัวอ้วนถำซึ่งเป็นเพียงเนื้อสมันตัวหนึ่งเท่านั้น.