ตอนที่ 160. เปิดศึกสายเลือดตระกูล "อ้วน"
อ้วนเสี้ยวมิได้รู้การหนักเบา สั่งการให้อ้วนชงบุตรผู้เยาว์ซึ่งไร้เดียงสาทางการสงครามนำทัพยกไปรบด้วยกองทัพของโจโฉ เข้าทำนองคำโบราณที่ว่า “คบเด็กสร้างบ้าน คบหัวล้านสร้างเมือง” จึงมีอนาคตที่จะต้องประสบกับหายนะอยู่เบื้องหน้า ครั้นสั่งการแล้วก็มิได้ติดตามกำกับ ดังนั้นหนุ่มอ้วนชงซึ่งลำพองตัวตามสายเลือดพ่อจึงไม่รอคอยท่ากองทัพทั้งสามที่จะยกมาสมทบ รีบรุดยกกองทัพไปเผชิญหน้ากับกองทัพของโจโฉ จึงประดุจดั่งสมันน้อยวิ่งเข้าสู่ปากเสือฉะนั้น
โจโฉเห็นกองทัพเมืองกิจิ๋วยกมาตั้งค่ายประชิด จึงให้เตียวเลี้ยวคุมทหารยกไปท้ารบกับทหารของอ้วนเสี้ยว
อ้วนชงเห็นทหารโจโฉยกมาท้ารบมิได้คิดหน้าคิดหลังว่าฝีมือนายทหารผู้นำทัพของโจโฉเป็นประการใด รีบยกทหารออกไปรบกับเตียวเลี้ยว
อ้วนชงขับม้าออกไปรบกับเตียวเลี้ยวได้เพียงสามเพลง เห็นกำลังฝีมือเตียวเลี้ยวหนักหน่วงเด็ดขาดนักก็ตกใจ เพราะเคยเชื่อมั่นตัวเองมาแต่ก่อนว่ามีฝีมือล้ำเลิศในเมืองกิจิ๋ว ไม่คาดคิดว่าจะมีนายทหารที่มีฝีมือรบพุ่งกล้าแข็งกว่าตัวอยู่ในโลกก็เกิดความคิดกลัวตาย จ้องหาโอกาสจะชักม้าหนี
ครั้นพอได้โอกาสที่ม้าของเตียวเลี้ยวออกไปห่างตัว จึงรีบกระทืบโกลนม้าแล้วขับม้าหนีออกจากลานรบ เตียวเลี้ยวเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้รุกเข้าโจมตีกองทัพของอ้วนชง
ทหารของเตียวเลี้ยวได้รุกเข้าตีกองทหารของอ้วนชงอย่างรวดเร็วและดุเดือด ทหารของอ้วนชงเห็นตัวนายหนีและทหารของโจโฉรุมกระหน่ำเข้าตีก็แตกหนีตาม
ทั้งอ้วนชงตัวนายและไพร่พลทั้งปวงเสียทีแก่เตียวเลี้ยวแล้วพากันหนีกลับไปเมืองกิจิ๋ว
ฝ่ายอ้วนเสี้ยวหลังจากสั่งให้อ้วนชงนำทัพยกไปรบกับโจโฉแล้วยังคงพักฟื้นอยู่ในจวนมิได้ออกว่าราชการตามปกติ ครั้นทราบข่าวว่าอ้วนชงเสียทีแก่โจโฉแตกทัพถอยกลับมา อาการซึ่งป่วยไข้อยู่นั้นก็กำเริบขึ้นโดยฉับพลัน อ้วนเสี้ยวร้องขึ้นว่า “ตระกูลอ้วนคงจบสิ้นแล้วครั้งนี้”
สิ้นคำอ้วนเสี้ยวก็อาเจียนเป็นเลือด สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “โรคซึ่งป่วยนั้นก็กำเริบขึ้น อาเจียนโลหิตไหลออกมาถังหนึ่ง ล้มลงสลบอยู่กับที่”
นางเล่าซือผู้เป็นภรรยาเห็นอ้วนเสี้ยวกระอักเลือดล้มสลบลงก็ตกใจ รีบระดมหญิงรับใช้และผู้คนที่ในจวนให้ช่วยกันอุ้มอ้วนเสี้ยวไปที่เตียงนอนแล้วนวดเฟ้นพยาบาลจนอ้วนเสี้ยวฟื้นคืนสติ แต่กระนั้นอ้วนเสี้ยวได้แต่เพียงลืมตาเท่านั้น ไม่สามารถพูดจาได้อีกต่อไป
นางเล่าซือเห็นดังนั้นแทนที่จะคิดห่วงผู้ผัว กลับคิดจะยกลูกตัวให้ครองอำนาจในเมืองกิจิ๋ว จึงให้ทหารไปเชิญสิมโพย และฮองกี๋สองที่ปรึกษาผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพวกเข้ามาที่ในจวนโดยด่วน แล้วปรึกษาถึงการจะยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วแทนอ้วนเสี้ยว
อ้วนเสี้ยวรู้สติอยู่ได้ยินคำปรึกษาของผู้เป็นเมียที่คิดอ่านจะยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองก็ร้องไห้ เอามือชี้ที่หน้าอกของตัว
อาการของอ้วนเสี้ยวดั่งนี้เป็นอาการของคนกำลังใกล้ตาย แม้ไม่ได้ยินคำจากปากอ้วนเสี้ยวเอง แต่คาดหมายได้ว่าคงมุ่งหมายที่จะทัดทานว่าตัวกูยังไม่ทันตาย พวกมึงสิกลับคิดจะตั้งเจ้าเมืองแทนกูเสียแล้ว ไฉนจึงไม่คิดดูแลรักษาพยาบาลให้กูพ้นจากทุกข์ทรมานเล่า
นางเล่าซือเห็นอาการอ้วนเสี้ยวดั่งนั้นก็สำคัญเอาความหมายตามความต้องการของตัวว่าอ้วนเสี้ยวเห็นชอบที่จะให้อ้วนชงเป็นเจ้าเมือง และเพื่อให้คนทั้งปวงได้รู้เห็นเป็นประจักษ์พยาน จึงแกล้งถามขึ้นว่าพี่ท่านเต็มใจที่จะตั้งให้อ้วนชงเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วหรือ
อ้วนเสี้ยวพูดไม่ได้และอาการขณะนั้นอยู่ในช่วงที่หัตถ์แห่งมัจจุราชกำลังกระชากวิญญาณอ้วนเสี้ยวออกจากร่าง ลมแน่นขึ้นในอก อ้วนเสี้ยวจึงผงกหัวขึ้น นางเล่าซือเห็นเป็นทีจึงว่าพวกเราพร้อมที่จะทำตามความประสงค์ของท่านพี่
ลมในอกดันให้อ้วนเสี้ยวผงกหัวขึ้นแล้วหวนกลับลงร่าง อกเอวของอ้วนเสี้ยวเด้งขึ้นหัวที่ผงกอยู่ก็ล้มลงบนหมอนอีกครั้งหนึ่ง อ้วนเสี้ยวร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังอีกครั้งหนึ่งแล้วสิ้นใจตาย ณ บัดนั้น
ขณะนั้นเป็นปีเจี้ยนอันศกที่แปด เดือนหก
อ้วนสุดและอ้วนเสี้ยวสองพี่น้องตระกูล “อ้วน” ตายด้วยอาการอย่างเดียวกัน คืออาเจียนเป็นโลหิต ร้องขึ้นสุดเสียงเป็นครั้งสุดท้ายจึงสิ้นใจ ลักษณาการดั่งนี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันอาจเห็นว่าเป็นโรคเส้นเลือดแตกหรือมิฉะนั้นก็เป็นโรคหัวใจวาย แต่ความเป็นไปในแง่ของธรรมชาตินั้น นี่คือผลจากความคับแค้นใจในระดับสูงสุด ประสมด้วยแรงมานะและแรงหลงตัวเอง คิดอ่านทำการไม่สมความคิด ความผิดหวังก็ประดังให้เหตุแห่งโรคระเบิดขึ้นจนตัวตาย ซึ่งไม่เพียงแต่สองพี่น้องตระกูล “อ้วน” นี้เท่านั้นที่ตายด้วยลักษณะนี้ แต่ยังมีคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่มีอันเป็นด้วยลักษณะอย่างเดียวกัน
สิมโพยกับฮองกี๋เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองกิจิ๋ว รู้การธรรมเนียมและมีความสุขุมตามประสาของผู้สูงวัย ครั้นเห็นอ้วนเสี้ยวตายก็ยังคงมีสติมั่น สั่งการให้จัดแจงการศพของอ้วนเสี้ยวตามอย่างธรรมเนียมของเจ้าเมือง
แต่ทางฝ่ายนางเล่าซือนั้นไม่สนใจในเรื่องการศพ กลับคิดอ่านแต่เรื่องการสถาปนาอำนาจของอ้วนชงให้ครองเมืองกิจิ๋วแทนอ้วนเสี้ยว และคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวที่จะพึงมีพึงได้จากการตายของอ้วนเสี้ยวนั้น
ระหว่างเรื่องอำนาจของลูกในอกกับประโยชน์ของตัวสองเรื่องนี้ นางเล่าซือถือเอาประโยชน์ของตัวเป็นใหญ่ ดังนั้นด้วยใจริษยาอาฆาตภริยาน้อยของอ้วนเสี้ยวที่เพิ่งรับมาใหม่อีกห้าคนและอ้วนเสี้ยวลุ่มหลงภริยาน้อยทั้งห้าคนนี้เป็นอันมาก จึงสั่งให้ทหารไปจับตัวภริยาน้อยของอ้วนเสี้ยวทั้งห้าคนนี้เอาไปประหารเสียทั้งสิ้น
พอประหารเสร็จผู้ควบคุมการประหารก็เข้ามารายงานให้ทราบ นางเล่าซือฟังรายงานแล้วยังเกรงว่าภริยาน้อยทั้งห้าคนของอ้วนเสี้ยวตายแล้ว ดวงวิญญาณคงจะล่องลอยไปพบกันในสัมปรายภพอีก อ้วนเสี้ยวลุ่มหลงนางทั้งห้าในชาตินี้ เมื่อพบหน้ากันในยมโลกแล้วคงจะลุ่มหลงต่อไป กระนั้นเลยจำจะทำให้อ้วนเสี้ยวรังเกียจวิญญาณของนางทั้งห้าหรือมิฉะนั้นแม้เห็นหน้ากันในยมโลกก็ไม่ให้จำกันได้
คิดดั่งนี้แล้วอาศัยความโง่เขลาที่เกิดแต่ความหลงและความริษยาผิดมนุษย์นางเล่าซือจึงสั่งให้ผู้ควบคุมการประหารพาพรรคพวกไปตัดแขน ตัดขา และโกนผมของศพทั้งห้า แล้วเอามีดกรีดใบหน้าไม่ให้เหลือเค้าหน้าเดิม ป้องกันมิให้วิญญาณของอ้วนเสี้ยวจำภาพวิญญาณของภริยาน้อยทั้งห้าคน แม้หากว่าจำได้ก็คงรังเกียจวิญญาณทั้งห้าที่มีใบหน้าที่อัปลักษณ์ ผู้ควบคุมการประหารเกรงอำนาจนางเล่าซือจึงพาพวกไปทำการตามคำสั่งนั้น
นี่แหละความโง่ที่เกิดจากความหลงและความริษยาของสตรี จึงทำให้มีจิตใจแกร่งกล้า กล้าที่จะกระทำการที่ผิดปกติวิสัยของมนุษย์ โบราณจึงต้องเตือนคนรุ่นหลังให้ระมัดระวังความคิดของสตรีว่าจะประมาทมิได้เป็นอันขาด และตั้งเป็นคำพังเพยไว้ว่าสิ่งที่เหลือพ้นการคาดคิดของผู้คนมีอยู่สามอย่าง คือ “แรงเหมือนมด อดเหมือนกา กล้าเหมือนหญิง” ดั่งนี้
อ้วนเสี้ยวตายศพยังไม่ทันหายอุ่น วิญญาณของภริยาน้อยทั้งห้าคนก็ล่องลอยออกจากร่าง แต่ไม่ยุติลงเพียงเท่านี้เพราะเมื่ออ้วนชงเห็นนางเล่าซือผู้เป็นมารดา ผลาญชีวิตคนถึงห้าคนโดยไม่มีความผิดก็เกรงว่าผู้เป็นภรรยาน้อยทั้งห้าคนของอ้วนเสี้ยวนั้นล้วนมีญาติมิตรอยู่เป็นจำนวนมาก บ้างก็เป็นขุนนาง บ้างก็เป็นข้าราชการ บ้างก็เป็นพ่อค้าวานิชและชาวไร่ชาวนา คนเหล่านี้ย่อมผูกพยาบาทแล้วหาโอกาสล้างผลาญตอบแทนในวันหนึ่ง
อ้วนชงเกรงภัยในวันหน้าดั่งนี้แล้วจึงสั่งให้ทหารไปจับตัวญาติพี่น้องของภริยาน้อยอ้วนเสี้ยวทั้งห้าคนจนหมดสิ้น ทหารจับตัวผู้คนเหล่านั้นได้กว่าสามร้อยคน อ้วนชงจึงสั่งให้เอาตัวไปประหารเสียทั้งสิ้น
สิมโพยและฮองกี๋เห็นเหตุการณ์วุ่นวายจึงเร่งพิธีการศพของอ้วนเสี้ยวให้รวบรัดลงแล้วจัดการฝังตามธรรมเนียมและฐานะของเจ้าเมือง จากนั้นจึงตกลงกันที่จะสถาปนาอ้วนชงขึ้นสืบทอดอำนาจแทนอ้วนเสี้ยว เพื่อจะได้อาศัยใบบุญของอ้วนชงอำนวยอำนาจวาสนาแก่ตัวเองต่อไป
สิมโพยได้สั่งการให้เจ้าพนักงานจัดการพิธีสถาปนาอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมือง เชิญขุนนาง ข้าราชการ และแม่ทัพนายกองทั้งปวงของเมืองกิจิ๋วมาประชุม ณ ศาลาว่าการเมืองกิจิ๋ว แล้วอ่านประกาศในนามของทายาทและขุนนางข้าราชการทั้งปวงยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วตั้งแต่บัดนั้น
บรรดาคนทั้งปวงในที่นั้นอยู่ในเมืองตาหลิ่วไม่เห็นประโยชน์ใดที่จะทัดทานขัดขวางจึงเออออห่อหมกตามไปด้วย อ้วนชงจึงครองตำแหน่งเจ้าเมืองกิจิ๋วด้วยลักษณาการดั่งนี้
จากนั้นสิมโพยจึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปแจ้งแก่อ้วนถำ อ้วนฮี และโกกันผู้หลานของอ้วนเสี้ยวว่าบัดนี้อ้วนเสี้ยวตายแล้ว บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงของเมืองกิจิ๋วได้พร้อมใจกันยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วสืบอำนาจแทน
ในขณะนั้นอ้วนถำกำลังยกกองทัพมาเมืองกิจิ๋วตามคำสั่งของอ้วนเสี้ยวที่ให้เกณฑ์กำลังทหารจากเมืองเชียงจิ๋ว เมืองอิวจิ๋วและเมืองเป๊งจิ๋วยกมาบรรจบกับกองทัพของอ้วนชงแล้วยกไปรบกับโจโฉ จึงได้รับหนังสือจากทหารในระหว่างทาง
อ้วนถำทราบความว่าบิดาถึงแก่ความตายแล้วจึงปรึกษากับกัวเต๋าและซินเบ้งว่าจะมีความคิดอ่านประการใด
กัวเต๋าได้ทราบความก็อ่านเหตุการณ์ข้างในเมืองกระจ่างจึงว่า ตัวท่านแม้จะเป็นบุตรผู้ใหญ่ มีสิทธิที่จะได้เป็นเจ้าเมืองต่อจากบิดา แต่ตัวท่านมิได้อยู่ภายในเมือง เวลาล่วงมาถึงเพียงนี้ สิมโพยและฮองกี๋คงจะคิดอ่านสถาปนาอำนาจของอ้วนชงเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้นท่านจึงควรรีบยกเข้าไปในเมืองยึดอำนาจกลับคืน
ซินเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงท้วงติงว่าบัดนี้สิมโพยและฮองกี๋ได้คิดอ่านตั้งอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองแล้ว ซึ่งจะให้อ้วนถำรีบยกเข้าไปในเมืองนั้นเห็นจะไม่ได้ เพราะข้างในเมืองจะกลัวว่าอ้วนถำยกเข้าไปเพื่อยึดอำนาจก็จะคิดกลอุบายป้องกันและคิดอ่านกำจัดอ้วนถำเสีย หากเข้าไปในเมืองคงจะได้รับอันตรายเป็นมั่นคง
กัวเต๋าฟังคำท้วงของซินเบ้งก็ได้คิด จึงว่าคำของซินเบ้งนั้นชอบอยู่ ดังนั้นจึงควรปลงทัพไว้นอกเมืองก่อน ตัวข้าพเจ้าขออาสาเข้าไปในเมืองเพื่อฟังเหตุการณ์ให้เห็นประจักษ์ว่าการข้างในเมืองเป็นประการใดแล้วค่อยคิดอ่านต่อไป
อ้วนถำและซินเบ้งเห็นชอบกับความคิดของกัวเต๋า ดังนั้นกัวเต๋าจึงคำนับลาอ้วนถำและซินเบ้งเดินทางเข้าไปในเมืองแล้วขอพบอ้วนชง
อ้วนชงทราบว่ากัวเต๋ามาแต่กองทัพของอ้วนถำจึงเชิญสิมโพยและฮองกี๋มาที่จวนและให้ทหารเชิญกัวเต๋าเข้ามาพบ คารวะกันตามธรรมเนียมแล้วอ้วนชงจึงถามกัวเต๋าว่าอ้วนถำพี่เราไฉนไม่เข้ามาคารวะศพบิดา จึงให้ท่านมาแต่ผู้เดียว
กัวเต๋าจึงว่าอ้วนถำได้ทราบความจากหนังสือของอ้วนเสี้ยวที่ให้เกณฑ์ทัพยกมา สมทบกับท่านเพื่อจะไปรบกับโจโฉ อ้วนถำนำทัพรอนแรมมาอย่างรีบเร่งจึงเป็นไข้ พักอยู่ในค่าย ครั้นทราบว่าบิดาถึงแก่ความตายก็ร้อนใจจึงให้ข้าพเจ้าล่วงหน้าเข้ามาคารวะศพก่อน และสอบถามข่าวคราวว่าท่านจะยกกองทัพไปรบด้วยโจโฉเมื่อใด
อ้วนชงจึงว่าก่อนที่บิดาเราจะถึงแก่ความตายนั้น ได้สั่งความไว้ให้เราเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วสืบแทน และให้อ้วนถำพี่เราเป็นเจ้าเมืองเชียงจิ๋ว บัดนี้ได้แต่งการศพของบิดาเสร็จสิ้นแล้ว งานสำคัญแต่นี้ไปคือการกำจัดโจโฉตามปณิธานของบิดา
แล้วว่าขณะนี้โจโฉยกกองทัพมาตั้งมั่นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห หากเนิ่นช้าไปโจโฉก็อาจเคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำเข้ามาในแดนของเมืองเรา จึงให้อ้วนถำเป็นกองหน้ายกไปรบกับโจโฉ ส่วนตัวเราจะยกกองทัพหลวงตามไป.
โจโฉเห็นกองทัพเมืองกิจิ๋วยกมาตั้งค่ายประชิด จึงให้เตียวเลี้ยวคุมทหารยกไปท้ารบกับทหารของอ้วนเสี้ยว
อ้วนชงเห็นทหารโจโฉยกมาท้ารบมิได้คิดหน้าคิดหลังว่าฝีมือนายทหารผู้นำทัพของโจโฉเป็นประการใด รีบยกทหารออกไปรบกับเตียวเลี้ยว
อ้วนชงขับม้าออกไปรบกับเตียวเลี้ยวได้เพียงสามเพลง เห็นกำลังฝีมือเตียวเลี้ยวหนักหน่วงเด็ดขาดนักก็ตกใจ เพราะเคยเชื่อมั่นตัวเองมาแต่ก่อนว่ามีฝีมือล้ำเลิศในเมืองกิจิ๋ว ไม่คาดคิดว่าจะมีนายทหารที่มีฝีมือรบพุ่งกล้าแข็งกว่าตัวอยู่ในโลกก็เกิดความคิดกลัวตาย จ้องหาโอกาสจะชักม้าหนี
ครั้นพอได้โอกาสที่ม้าของเตียวเลี้ยวออกไปห่างตัว จึงรีบกระทืบโกลนม้าแล้วขับม้าหนีออกจากลานรบ เตียวเลี้ยวเห็นได้ทีจึงสั่งทหารให้รุกเข้าโจมตีกองทัพของอ้วนชง
ทหารของเตียวเลี้ยวได้รุกเข้าตีกองทหารของอ้วนชงอย่างรวดเร็วและดุเดือด ทหารของอ้วนชงเห็นตัวนายหนีและทหารของโจโฉรุมกระหน่ำเข้าตีก็แตกหนีตาม
ทั้งอ้วนชงตัวนายและไพร่พลทั้งปวงเสียทีแก่เตียวเลี้ยวแล้วพากันหนีกลับไปเมืองกิจิ๋ว
ฝ่ายอ้วนเสี้ยวหลังจากสั่งให้อ้วนชงนำทัพยกไปรบกับโจโฉแล้วยังคงพักฟื้นอยู่ในจวนมิได้ออกว่าราชการตามปกติ ครั้นทราบข่าวว่าอ้วนชงเสียทีแก่โจโฉแตกทัพถอยกลับมา อาการซึ่งป่วยไข้อยู่นั้นก็กำเริบขึ้นโดยฉับพลัน อ้วนเสี้ยวร้องขึ้นว่า “ตระกูลอ้วนคงจบสิ้นแล้วครั้งนี้”
สิ้นคำอ้วนเสี้ยวก็อาเจียนเป็นเลือด สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ระบุว่า “โรคซึ่งป่วยนั้นก็กำเริบขึ้น อาเจียนโลหิตไหลออกมาถังหนึ่ง ล้มลงสลบอยู่กับที่”
นางเล่าซือผู้เป็นภรรยาเห็นอ้วนเสี้ยวกระอักเลือดล้มสลบลงก็ตกใจ รีบระดมหญิงรับใช้และผู้คนที่ในจวนให้ช่วยกันอุ้มอ้วนเสี้ยวไปที่เตียงนอนแล้วนวดเฟ้นพยาบาลจนอ้วนเสี้ยวฟื้นคืนสติ แต่กระนั้นอ้วนเสี้ยวได้แต่เพียงลืมตาเท่านั้น ไม่สามารถพูดจาได้อีกต่อไป
นางเล่าซือเห็นดังนั้นแทนที่จะคิดห่วงผู้ผัว กลับคิดจะยกลูกตัวให้ครองอำนาจในเมืองกิจิ๋ว จึงให้ทหารไปเชิญสิมโพย และฮองกี๋สองที่ปรึกษาผู้ใหญ่ซึ่งเป็นพวกเข้ามาที่ในจวนโดยด่วน แล้วปรึกษาถึงการจะยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วแทนอ้วนเสี้ยว
อ้วนเสี้ยวรู้สติอยู่ได้ยินคำปรึกษาของผู้เป็นเมียที่คิดอ่านจะยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองก็ร้องไห้ เอามือชี้ที่หน้าอกของตัว
อาการของอ้วนเสี้ยวดั่งนี้เป็นอาการของคนกำลังใกล้ตาย แม้ไม่ได้ยินคำจากปากอ้วนเสี้ยวเอง แต่คาดหมายได้ว่าคงมุ่งหมายที่จะทัดทานว่าตัวกูยังไม่ทันตาย พวกมึงสิกลับคิดจะตั้งเจ้าเมืองแทนกูเสียแล้ว ไฉนจึงไม่คิดดูแลรักษาพยาบาลให้กูพ้นจากทุกข์ทรมานเล่า
นางเล่าซือเห็นอาการอ้วนเสี้ยวดั่งนั้นก็สำคัญเอาความหมายตามความต้องการของตัวว่าอ้วนเสี้ยวเห็นชอบที่จะให้อ้วนชงเป็นเจ้าเมือง และเพื่อให้คนทั้งปวงได้รู้เห็นเป็นประจักษ์พยาน จึงแกล้งถามขึ้นว่าพี่ท่านเต็มใจที่จะตั้งให้อ้วนชงเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วหรือ
อ้วนเสี้ยวพูดไม่ได้และอาการขณะนั้นอยู่ในช่วงที่หัตถ์แห่งมัจจุราชกำลังกระชากวิญญาณอ้วนเสี้ยวออกจากร่าง ลมแน่นขึ้นในอก อ้วนเสี้ยวจึงผงกหัวขึ้น นางเล่าซือเห็นเป็นทีจึงว่าพวกเราพร้อมที่จะทำตามความประสงค์ของท่านพี่
ลมในอกดันให้อ้วนเสี้ยวผงกหัวขึ้นแล้วหวนกลับลงร่าง อกเอวของอ้วนเสี้ยวเด้งขึ้นหัวที่ผงกอยู่ก็ล้มลงบนหมอนอีกครั้งหนึ่ง อ้วนเสี้ยวร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังอีกครั้งหนึ่งแล้วสิ้นใจตาย ณ บัดนั้น
ขณะนั้นเป็นปีเจี้ยนอันศกที่แปด เดือนหก
อ้วนสุดและอ้วนเสี้ยวสองพี่น้องตระกูล “อ้วน” ตายด้วยอาการอย่างเดียวกัน คืออาเจียนเป็นโลหิต ร้องขึ้นสุดเสียงเป็นครั้งสุดท้ายจึงสิ้นใจ ลักษณาการดั่งนี้ทางการแพทย์แผนปัจจุบันอาจเห็นว่าเป็นโรคเส้นเลือดแตกหรือมิฉะนั้นก็เป็นโรคหัวใจวาย แต่ความเป็นไปในแง่ของธรรมชาตินั้น นี่คือผลจากความคับแค้นใจในระดับสูงสุด ประสมด้วยแรงมานะและแรงหลงตัวเอง คิดอ่านทำการไม่สมความคิด ความผิดหวังก็ประดังให้เหตุแห่งโรคระเบิดขึ้นจนตัวตาย ซึ่งไม่เพียงแต่สองพี่น้องตระกูล “อ้วน” นี้เท่านั้นที่ตายด้วยลักษณะนี้ แต่ยังมีคนอื่น ๆ อีกหลายคนที่มีอันเป็นด้วยลักษณะอย่างเดียวกัน
สิมโพยกับฮองกี๋เป็นขุนนางผู้ใหญ่ของเมืองกิจิ๋ว รู้การธรรมเนียมและมีความสุขุมตามประสาของผู้สูงวัย ครั้นเห็นอ้วนเสี้ยวตายก็ยังคงมีสติมั่น สั่งการให้จัดแจงการศพของอ้วนเสี้ยวตามอย่างธรรมเนียมของเจ้าเมือง
แต่ทางฝ่ายนางเล่าซือนั้นไม่สนใจในเรื่องการศพ กลับคิดอ่านแต่เรื่องการสถาปนาอำนาจของอ้วนชงให้ครองเมืองกิจิ๋วแทนอ้วนเสี้ยว และคิดถึงแต่ประโยชน์ของตัวที่จะพึงมีพึงได้จากการตายของอ้วนเสี้ยวนั้น
ระหว่างเรื่องอำนาจของลูกในอกกับประโยชน์ของตัวสองเรื่องนี้ นางเล่าซือถือเอาประโยชน์ของตัวเป็นใหญ่ ดังนั้นด้วยใจริษยาอาฆาตภริยาน้อยของอ้วนเสี้ยวที่เพิ่งรับมาใหม่อีกห้าคนและอ้วนเสี้ยวลุ่มหลงภริยาน้อยทั้งห้าคนนี้เป็นอันมาก จึงสั่งให้ทหารไปจับตัวภริยาน้อยของอ้วนเสี้ยวทั้งห้าคนนี้เอาไปประหารเสียทั้งสิ้น
พอประหารเสร็จผู้ควบคุมการประหารก็เข้ามารายงานให้ทราบ นางเล่าซือฟังรายงานแล้วยังเกรงว่าภริยาน้อยทั้งห้าคนของอ้วนเสี้ยวตายแล้ว ดวงวิญญาณคงจะล่องลอยไปพบกันในสัมปรายภพอีก อ้วนเสี้ยวลุ่มหลงนางทั้งห้าในชาตินี้ เมื่อพบหน้ากันในยมโลกแล้วคงจะลุ่มหลงต่อไป กระนั้นเลยจำจะทำให้อ้วนเสี้ยวรังเกียจวิญญาณของนางทั้งห้าหรือมิฉะนั้นแม้เห็นหน้ากันในยมโลกก็ไม่ให้จำกันได้
คิดดั่งนี้แล้วอาศัยความโง่เขลาที่เกิดแต่ความหลงและความริษยาผิดมนุษย์นางเล่าซือจึงสั่งให้ผู้ควบคุมการประหารพาพรรคพวกไปตัดแขน ตัดขา และโกนผมของศพทั้งห้า แล้วเอามีดกรีดใบหน้าไม่ให้เหลือเค้าหน้าเดิม ป้องกันมิให้วิญญาณของอ้วนเสี้ยวจำภาพวิญญาณของภริยาน้อยทั้งห้าคน แม้หากว่าจำได้ก็คงรังเกียจวิญญาณทั้งห้าที่มีใบหน้าที่อัปลักษณ์ ผู้ควบคุมการประหารเกรงอำนาจนางเล่าซือจึงพาพวกไปทำการตามคำสั่งนั้น
นี่แหละความโง่ที่เกิดจากความหลงและความริษยาของสตรี จึงทำให้มีจิตใจแกร่งกล้า กล้าที่จะกระทำการที่ผิดปกติวิสัยของมนุษย์ โบราณจึงต้องเตือนคนรุ่นหลังให้ระมัดระวังความคิดของสตรีว่าจะประมาทมิได้เป็นอันขาด และตั้งเป็นคำพังเพยไว้ว่าสิ่งที่เหลือพ้นการคาดคิดของผู้คนมีอยู่สามอย่าง คือ “แรงเหมือนมด อดเหมือนกา กล้าเหมือนหญิง” ดั่งนี้
อ้วนเสี้ยวตายศพยังไม่ทันหายอุ่น วิญญาณของภริยาน้อยทั้งห้าคนก็ล่องลอยออกจากร่าง แต่ไม่ยุติลงเพียงเท่านี้เพราะเมื่ออ้วนชงเห็นนางเล่าซือผู้เป็นมารดา ผลาญชีวิตคนถึงห้าคนโดยไม่มีความผิดก็เกรงว่าผู้เป็นภรรยาน้อยทั้งห้าคนของอ้วนเสี้ยวนั้นล้วนมีญาติมิตรอยู่เป็นจำนวนมาก บ้างก็เป็นขุนนาง บ้างก็เป็นข้าราชการ บ้างก็เป็นพ่อค้าวานิชและชาวไร่ชาวนา คนเหล่านี้ย่อมผูกพยาบาทแล้วหาโอกาสล้างผลาญตอบแทนในวันหนึ่ง
อ้วนชงเกรงภัยในวันหน้าดั่งนี้แล้วจึงสั่งให้ทหารไปจับตัวญาติพี่น้องของภริยาน้อยอ้วนเสี้ยวทั้งห้าคนจนหมดสิ้น ทหารจับตัวผู้คนเหล่านั้นได้กว่าสามร้อยคน อ้วนชงจึงสั่งให้เอาตัวไปประหารเสียทั้งสิ้น
สิมโพยและฮองกี๋เห็นเหตุการณ์วุ่นวายจึงเร่งพิธีการศพของอ้วนเสี้ยวให้รวบรัดลงแล้วจัดการฝังตามธรรมเนียมและฐานะของเจ้าเมือง จากนั้นจึงตกลงกันที่จะสถาปนาอ้วนชงขึ้นสืบทอดอำนาจแทนอ้วนเสี้ยว เพื่อจะได้อาศัยใบบุญของอ้วนชงอำนวยอำนาจวาสนาแก่ตัวเองต่อไป
สิมโพยได้สั่งการให้เจ้าพนักงานจัดการพิธีสถาปนาอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมือง เชิญขุนนาง ข้าราชการ และแม่ทัพนายกองทั้งปวงของเมืองกิจิ๋วมาประชุม ณ ศาลาว่าการเมืองกิจิ๋ว แล้วอ่านประกาศในนามของทายาทและขุนนางข้าราชการทั้งปวงยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วตั้งแต่บัดนั้น
บรรดาคนทั้งปวงในที่นั้นอยู่ในเมืองตาหลิ่วไม่เห็นประโยชน์ใดที่จะทัดทานขัดขวางจึงเออออห่อหมกตามไปด้วย อ้วนชงจึงครองตำแหน่งเจ้าเมืองกิจิ๋วด้วยลักษณาการดั่งนี้
จากนั้นสิมโพยจึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปแจ้งแก่อ้วนถำ อ้วนฮี และโกกันผู้หลานของอ้วนเสี้ยวว่าบัดนี้อ้วนเสี้ยวตายแล้ว บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงของเมืองกิจิ๋วได้พร้อมใจกันยกอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วสืบอำนาจแทน
ในขณะนั้นอ้วนถำกำลังยกกองทัพมาเมืองกิจิ๋วตามคำสั่งของอ้วนเสี้ยวที่ให้เกณฑ์กำลังทหารจากเมืองเชียงจิ๋ว เมืองอิวจิ๋วและเมืองเป๊งจิ๋วยกมาบรรจบกับกองทัพของอ้วนชงแล้วยกไปรบกับโจโฉ จึงได้รับหนังสือจากทหารในระหว่างทาง
อ้วนถำทราบความว่าบิดาถึงแก่ความตายแล้วจึงปรึกษากับกัวเต๋าและซินเบ้งว่าจะมีความคิดอ่านประการใด
กัวเต๋าได้ทราบความก็อ่านเหตุการณ์ข้างในเมืองกระจ่างจึงว่า ตัวท่านแม้จะเป็นบุตรผู้ใหญ่ มีสิทธิที่จะได้เป็นเจ้าเมืองต่อจากบิดา แต่ตัวท่านมิได้อยู่ภายในเมือง เวลาล่วงมาถึงเพียงนี้ สิมโพยและฮองกี๋คงจะคิดอ่านสถาปนาอำนาจของอ้วนชงเสร็จสิ้นไปแล้ว ดังนั้นท่านจึงควรรีบยกเข้าไปในเมืองยึดอำนาจกลับคืน
ซินเบ้งได้ฟังดังนั้นจึงท้วงติงว่าบัดนี้สิมโพยและฮองกี๋ได้คิดอ่านตั้งอ้วนชงขึ้นเป็นเจ้าเมืองแล้ว ซึ่งจะให้อ้วนถำรีบยกเข้าไปในเมืองนั้นเห็นจะไม่ได้ เพราะข้างในเมืองจะกลัวว่าอ้วนถำยกเข้าไปเพื่อยึดอำนาจก็จะคิดกลอุบายป้องกันและคิดอ่านกำจัดอ้วนถำเสีย หากเข้าไปในเมืองคงจะได้รับอันตรายเป็นมั่นคง
กัวเต๋าฟังคำท้วงของซินเบ้งก็ได้คิด จึงว่าคำของซินเบ้งนั้นชอบอยู่ ดังนั้นจึงควรปลงทัพไว้นอกเมืองก่อน ตัวข้าพเจ้าขออาสาเข้าไปในเมืองเพื่อฟังเหตุการณ์ให้เห็นประจักษ์ว่าการข้างในเมืองเป็นประการใดแล้วค่อยคิดอ่านต่อไป
อ้วนถำและซินเบ้งเห็นชอบกับความคิดของกัวเต๋า ดังนั้นกัวเต๋าจึงคำนับลาอ้วนถำและซินเบ้งเดินทางเข้าไปในเมืองแล้วขอพบอ้วนชง
อ้วนชงทราบว่ากัวเต๋ามาแต่กองทัพของอ้วนถำจึงเชิญสิมโพยและฮองกี๋มาที่จวนและให้ทหารเชิญกัวเต๋าเข้ามาพบ คารวะกันตามธรรมเนียมแล้วอ้วนชงจึงถามกัวเต๋าว่าอ้วนถำพี่เราไฉนไม่เข้ามาคารวะศพบิดา จึงให้ท่านมาแต่ผู้เดียว
กัวเต๋าจึงว่าอ้วนถำได้ทราบความจากหนังสือของอ้วนเสี้ยวที่ให้เกณฑ์ทัพยกมา สมทบกับท่านเพื่อจะไปรบกับโจโฉ อ้วนถำนำทัพรอนแรมมาอย่างรีบเร่งจึงเป็นไข้ พักอยู่ในค่าย ครั้นทราบว่าบิดาถึงแก่ความตายก็ร้อนใจจึงให้ข้าพเจ้าล่วงหน้าเข้ามาคารวะศพก่อน และสอบถามข่าวคราวว่าท่านจะยกกองทัพไปรบด้วยโจโฉเมื่อใด
อ้วนชงจึงว่าก่อนที่บิดาเราจะถึงแก่ความตายนั้น ได้สั่งความไว้ให้เราเป็นเจ้าเมืองกิจิ๋วสืบแทน และให้อ้วนถำพี่เราเป็นเจ้าเมืองเชียงจิ๋ว บัดนี้ได้แต่งการศพของบิดาเสร็จสิ้นแล้ว งานสำคัญแต่นี้ไปคือการกำจัดโจโฉตามปณิธานของบิดา
แล้วว่าขณะนี้โจโฉยกกองทัพมาตั้งมั่นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห หากเนิ่นช้าไปโจโฉก็อาจเคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำเข้ามาในแดนของเมืองเรา จึงให้อ้วนถำเป็นกองหน้ายกไปรบกับโจโฉ ส่วนตัวเราจะยกกองทัพหลวงตามไป.