ตอนที่ 159. ใบบุญของความภักดีต่อแผ่นดิน

  เล่าปี่เสียทีแก่กองทัพโจโฉ สิ้นเนื้อประดาตัว ร่อนเร่พเนจรมาถึงฝั่งแม่น้ำฮั่นกั๋งแดนเมืองเกงจิ๋วอย่างท้อแท้รันทด โดยไม่รู้ตัวว่าดินแดนแห่งนี้เป็นที่สิงสถิตของมหาบัณฑิตผู้ยิ่งใหญ่ที่มีภูมิปัญญาครอบฟ้าคลุมดินและเพราะไม่รู้ชะตาแห่งฟ้าดังนี้ เล่าปี่จึงเต็มไปด้วยใจทุกข์ร้อน ตั้งตาคอยฟังข่าวคราวการเดินทางเข้าเกงจิ๋วของซุนเขียนที่ปรึกษาอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำฮั่นกั๋งนั้น

            การข้างในเมืองเกงจิ๋ว พอซุนเขียนเดินทางเข้าไปในเมืองได้ไปที่จวนของเล่าเปียว ครั้นเจ้าเมืองทราบความก็ออกมาต้อนรับ คารวะกันตามธรรมเนียมแล้วจึงถามว่าตัวท่านรับราชการอยู่ด้วยเล่าปี่ มีเรื่องทุกข์ร้อนประการใดจึงได้เดินทางมาถึงเมืองเกงจิ๋ว

            ซุนเขียนจึงว่าข้าพเจ้ารับราชการอยู่กับเล่าปี่ ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์แซ่เดียวกับท่าน เล่าปี่เป็นผู้ภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น มีสติปัญญาโอบอ้อมอารีและอุทิศตนเพื่อแผ่นดินแลราษฎร ได้ร่วมกับขบวนการของตังสินที่จะกำจัดโจโฉศัตรูราชสมบัติตามพระบรมราชโองการเลือดของพระเจ้าเหี้ยนเต้ หวังจะทำนุบำรุงแผ่นดินและพระมหากษัตริย์ให้เป็นสุขจึงต้องเป็นปรปักษ์กับโจโฉศัตรูราชสมบัติถึงทุกวันนี้ ต่อมากงเต๋าและเล่าเพ็กซึ่งอยู่เมืองยีหลำได้เข้าร่วมกับเล่าปี่แล้วทำศึกกับโจโฉจนตัวตาย เล่าปี่เสียทีโจโฉแล้วยกมาตั้งอยู่ฝั่งแม่น้ำฮั่นกั๋ง ตั้งใจจะไปขออาศัยซุนกวนที่เมืองกังตั๋ง

            เล่าเปียวฟังความจากซุนเขียนถึงตรงนี้ว่าเล่าปี่จะไปขออาศัยเมืองกังตั๋งคู่ปรปักษ์ก็พรั่นใจ สะอึกนิ่งอยู่กับที่ ซุนเขียนเห็นอาการดั่งนั้นจึงว่าต่อไปว่าข้าพเจ้าได้ทัดทานว่าซุนกวนนั้นแม้จะเป็นเจ้าเมืองหัวเมืองใหญ่ ตั้งอยู่ในปูมชัยอันมีแม่น้ำเป็นปราการขวางกั้นกองทัพโจโฉไม่ให้ทำอันตรายได้ก็จริงอยู่ แต่ซุนกวนนั้นยังถือว่าเป็นคนต่างสี มิใช่เชื้อวงศ์พระมหากษัตริย์ การที่จะคิดไปอาศัยอยู่กับซุนกวนจึงไม่ชอบเพราะเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งเชื้อพระวงศ์ฮั่น ข้าพเจ้าจึงขอให้เล่าปี่เปลี่ยนใจมาขออาศัยอยู่กับท่าน และอาสาเล่าปี่มาแจ้งความแก่ท่าน ขอจงพิจารณาโดยควรเถิด

            เล่าเปียวได้ฟังดังนั้นความประหวั่นพรั่นใจก็สร่างสิ้น มีน้ำใจยินดีขึ้นมาแทน แล้วว่าเล่าปี่กับเรานั้นแม้ไม่เคยรู้จักพบหน้าค่าตาแต่ต่างก็เป็นเชื้อพระวงศ์ฮั่น และแซ่ “เล่า” เหมือนกัน จึงดุจดั่งพี่น้อง เราได้กิตติศัพท์มาแต่ก่อนว่าเล่าปี่นั้นมีสติปัญญาและมีความภักดีต่อพระมหากษัตริย์ ซึ่งตรงกับอัธยาศัยแห่งเรา บัดนี้เมื่อเล่าปี่มีทุกข์จึงเหมือนเรามีทุกข์ด้วย เหตุนี้เราจึงยินดีให้เล่าปี่ยกมาอยู่ที่เมืองเกงจิ๋วจะได้เป็นกำลังกำจัดศัตรูราชสมบัติต่อไป

            ชัวมอนายทหารเอกของเมืองเกงจิ๋วซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องของนางชัวฮูหยินผู้เป็นภรรยาของเล่าเปียวอยู่ ณ ที่นั้นด้วย ได้ฟังความทั้งสิ้นแล้วเกรงว่าหากเล่าปี่ยกมาอยู่ในเมืองเกงจิ๋ว อาศัยความเป็นเชื้อพระวงศ์และแซ่เดียวกับเล่าเปียวก็จะมีฐานะและความสำคัญมากขึ้น จะทำให้ฐานะและความสำคัญของตัวลดน้อยถอยลงจึงไม่พอใจ คัดค้านขึ้นว่าเล่าปี่นี้เป็นคนไร้กตัญญู “อันเล่าปี่นั้นเดิมอยู่กับลิโป้แล้วหนีไปอยู่ด้วยโจโฉ โจโฉก็ได้เลี้ยงดูถึงขนาด เล่าปี่คิดร้ายแก่โจโฉจนได้ทำศึกกัน แล้วแตกหนีโจโฉไปอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวก็เลี้ยงไว้ เล่าปี่เอาใจออกหากจากอ้วนเสี้ยวแล้วรื้อตั้งตัวขึ้นทำศึกแก่โจโฉจนแตกมาอีก ซึ่งจะมาอาศัยอยู่ด้วยท่านขอให้ท่านดำริดูให้ต้องคำโบราณ แม้ท่านจะขืนรับเล่าปี่ไว้โจโฉก็จะยกมาตีเอาเมืองเรา อาณาประชาราษฎรจะได้ความเดือดร้อน ถ้าท่านจะใคร่เป็นสุขสืบไปจงตัดศีรษะซุนเขียนไปให้แก่โจโฉให้เป็นความชอบไว้”

            ซุนเขียนได้ฟังคำชัวมอซึ่งทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านต่อหน้าเล่าเปียวดั่งนั้นจึงว่า ตัวข้าพเจ้านี้มิได้เสียดายแก่ชีวิต ที่ตั้งหน้ารับใช้แลอาสาเล่าปี่ก็เพราะแลเห็นว่าเล่าปี่นี้มีน้ำใจสัตย์ซื่อ ถือความภักดีต่อพระราชวงศ์ฮั่นเป็นสำคัญกว่าสิ่งใด มีน้ำใจโอบอ้อมอารีรักอาณาประชาราษฎร หวังจะทำนุบำรุงให้เป็นสุข การที่เล่าปี่ไปอยู่กับลิโป้โจโฉ และอ้วนเสี้ยวนั้น ด้วยความจำใจและจำเป็น ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าคนเหล่านี้มีน้ำใจหยาบช้า คิดแย่งชิงราชสมบัติ แต่กระนั้นเล่าปี่ก็ยังคงขออาศัยชั่วคราวมิได้ยอมตัวเป็นข้าช่วงใช้ของลิโป้ อ้วนเสี้ยว หรือโจโฉ ยังคงดำรงตนเป็นไทสมเกียรติศักดิ์แห่งเชื้อพระวงศ์ฮั่นทุกประการ ผิดกับนักขายชาติทั้ง ๆ ที่มีฐานะ อำนาจวาสนาอยู่ในแผ่นดิน กลับทรยศต่อพระมหากษัตริย์และบ้านเกิดเมืองนอนยอมเป็นข้าของต่างชาติ ขายชาติขายแผ่นดินจนประเทศสิ้นซึ่งเอกราช ประชาชาติต้องตกเป็นข้าเขา

            แล้วว่าการที่เล่าปี่ผิดใจกับโจโฉหาใช่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวใดของเล่าปี่ไม่ แต่เป็นการผิดใจเพราะเล่าปี่ยึดมั่นกตัญญูในพระมหากษัตริย์ ทำการตามพระบรมราชโองการ ซึ่งพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงเป็นพระอักษรด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง ดั่งนี้จะว่าเล่าปี่ไร้ความกตัญญูได้ไฉน อันตัวท่านก็เป็นข้าในพระเจ้าเหี้ยนเต้ ไม่ชอบที่จะยกย่องศัตรูราชสมบัติว่าเป็นเจ้าบุญนายคุณของเล่าปี่ ข้าพเจ้ากล่าวความทั้งนี้แต่ความจริง ขอท่านจงพิจารณา

            เล่าเปียวฟังความทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นความข้างซุนเขียนเป็นความจงรักภักดี สัตย์ซื่อต่อพระมหากษัตริย์ต้องด้วยใจตัว แต่ความข้างชัวมอนั้นเอนเอียงไปในทางยกย่องศัตรูราชสมบัติ ขัดอัธยาศัยนักก็โกรธชัวมอ ขับชัวมอออกไปจากห้องรับรอง และสำทับตามหลังว่าไฉนเจ้าจึงว่ากล่าวยกย่องศัตรูราชสมบัติว่าเป็นเจ้าบุญนายคุณของเล่าปี่ อย่ามากล่าวความห้ามเราอีกต่อไปเลย

            ซุนเขียนจึงได้อาศัยใบบุญของความภักดีต่อแผ่นดินของเล่าปี่ทำให้ได้ชัยชนะในศึกการทูตครั้งนี้

            ชัวมอถูกเล่าเปียวขับไล่ออกจากห้องรับรองก็ได้อัปยศนัก ผูกใจเจ็บทั้งเล่าปี่และซุนเขียน กลายเป็นความพยาบาทที่จองล้างจองผลาญกันต่อไปในวันหน้า

            เล่าเปียวไล่ชัวมอออกจากห้องไปแล้วจึงว่าท่านจงกลับไปแจ้งแก่เล่าปี่ว่าเรามีความยินดีและขอเชิญเล่าปี่มาอยู่ที่เมืองเกงจิ๋วนี้ ว่าแล้วสั่งทหารให้จัดแจงทหารเตรียมที่จะยกออกไปต้อนรับเล่าปี่ที่นอกเมือง

            ซุนเขียนคำนับลาเล่าเปียวแล้วรีบกลับไปแจ้งแก่เล่าปี่ เล่าปี่ได้ทราบความจากซุนเขียนก็ยินดี สั่งให้เคลื่อนขบวนไปเมืองเกงจิ๋ว พอมาถึงระยะห่างตัวเมืองสามร้อยเส้น เห็นเล่าเปียวยกทหารออกมาต้อนรับอย่างสมเกียรติยศ เล่าปี่ก็มีน้ำใจยินดีรีบขับม้าติดตามไปด้วยกวนอู เตียวหุย จูล่ง ซุนเขียน บิต๊ก บิฮอง นำขบวนเข้าไปหาเล่าเปียว

            เล่าปี่ตรงเข้าไปคำนับเล่าเปียว คารวะทักทายกันตามอย่างธรรมเนียมแล้ว เล่าเปียวจึงนำขบวนของเล่าปี่เข้าไปในเมือง จัดแจงที่อยู่ให้เล่าปี่และไพร่พล แล้วเชิญเล่าปี่ กวนอู เตียวหุย จูล่ง มากินโต๊ะ เป็นการต้อนรับเล่าปี่ที่เข้ามาอยู่อาศัยในเมืองเกงจิ๋ว

            ทางด้านโจโฉยังคงตั้งทัพอยู่ที่เขาชองสัน ให้ติดตามหาข่าวคราวความเคลื่อนไหวของเล่าปี่อยู่มิได้ขาด พอทราบว่าเล่าปี่ยกไปอาศัยอยู่กับเล่าเปียวที่เมืองเกงจิ๋วก็ยิ่งแค้นเล่าเปียว และเล่าปี่ เรียกบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเตรียมจะยกกองทัพไปตีเมืองเกงจิ๋ว

            เทียหยกฟังปรารภของโจโฉแล้วทักท้วงว่ากองทัพของเราเพิ่งทำศึกมาอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องอาศัยระยะเวลาอีกช่วงหนึ่งเพื่อฟื้นฟูกองทัพและจัดเตรียมเสบียงอาหาร ทั้งขณะนี้การศึกข้างอ้วนเสี้ยวก็ยังไม่แล้วเสร็จเด็ดขาด ต่างฝ่ายต่างคุมเชิงพร้อมจะห้ำหั่นกันอยู่ หากท่านยกกองทัพลงใต้ไปตีเมืองเกงจิ๋ว ความทราบถึงอ้วนเสี้ยวแล้วคงจะยกกองทัพมาตีเมืองหลวง เราก็จะเสียทีแก่ข้าศึก

            แล้วว่ากรณีสมควรงดการทัพ ไว้ก่อนถึงฤดูร้อนแล้วค่อยคิดอ่านยกไปตีเมืองกิจิ๋วหรือเมืองเกงจิ๋วต่อไป อันเล่าปี่บัดนี้ขัดสนแล้วจึงไปพึ่งเล่าเปียว จึงไม่มีสิ่งใดที่จะเป็นภัยต่อท่าน ในที่สุดทั้งเล่าเปียวและเล่าปี่ก็คงไม่พ้นเงื้อมมือของท่าน

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็เห็นชอบ สั่งให้ถอนทัพจากตำบลเขาชองสันยกกลับเมืองหลวง แล้วปรับปรุงกองทัพสั่งสมเสบียงเตรียมทำสงครามต่อไป

            รุ่งปีเจี้ยนอันศกปีที่แปด เดือนสาม ข้างขึ้น ตรงกับ พ.ศ. 746 โจโฉได้เรียกประชุมที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกอง ปรึกษาการศึกว่าจะยกไปตีเมืองเกงจิ๋ว หรือเมืองกิจิ๋วก่อนกัน

            สภากลาโหมของเมืองหลวงเห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องยกกองทัพไปกำจัดอ้วนเสี้ยว ปราบภาคเหนือให้สงบราบคาบก่อน แล้วค่อยยกกองทัพลงใต้ ปราบภาคใต้ให้สงบราบคาบต่อไป แต่ในระหว่างที่กรีฑาทัพขึ้นเหนือตีเมืองกิจิ๋วนั้น จำต้องป้องกันมิให้เล่าเปียวกรีฑาทัพจากเกงจิ๋วรุกเข้าตีเมืองหลวงได้

            โจโฉจึงสั่งการให้แฮหัวตุ้นและหมันทองคุมทหารไปรักษาเมืองยีหลำ ทำหน้าที่ขัดตาทัพกองทัพเมืองเกงจิ๋วมิให้ยกมารุกรานเมืองหลวงได้ ให้ซุนฮกและโจหยินอยู่รักษาเมืองหลวง ตัวโจโฉคุมทัพใหญ่ยกออกจากเมืองฮูโต๋จะไปตีเมืองกิจิ๋วของอ้วนเสี้ยว

            ครั้นยกมาถึงชายแม่น้ำฮวงโหจึงให้ตั้งค่ายมั่นไว้ และให้ทหารออกไปลาดตระเวนสอดแนมหาข่าวคราวจากฝ่ายอ้วนเสี้ยวว่าจะมีความเคลื่อนไหวประการใด ที่เป็นดังนี้ก็เพราะว่าเมื่อเกือบสองพันปีก่อนนั้น แผ่นดินจีนยังไม่มีผู้ใดได้รับสัมปทานโทรศัพท์ ไม่ว่าโทรศัพท์แบบมีสายหรือไร้สาย ไม่มีแม้กระทั่งวิทยุหรือโทรเลขที่จะใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นจึงมีแต่ต้องปลงทัพไว้ที่ปลายเขตแดนแล้วสอดแนมข่าวศึก แม้ว่าการศึกสงครามจะยากลำบากถึงเพียงนี้ แต่ผู้คนในยุคนั้นก็หาได้ประหวั่นพรั่นใจไม่ คงตั้งหน้าตั้งตาคิดอ่านการศึก ทำลายล้างกันอย่างไม่หยุดยั้ง รวมทั้งได้พัฒนาวิทยาการในการล้างผลาญเพื่อนมนุษย์ด้วยกันจนสู่ขั้นสูงสุด กลายเป็นตำราพิชัยสงครามหลายฉบับและเป็นที่น่าแปลกว่าการศึกสงครามในโลกนี้แต่ครั้งประวัติศาสตร์นั้นไม่เคยมีชาติใดที่พัฒนาวิทยาการล้างผลาญกันเองจนถึงขั้นสูงสุด เป็นตำราพิชัยสงครามอย่างกับของจีน เพราะในยุคเดียวกันนั้นในยุโรปและทวีปอื่น ๆ ยังคงรบกันซึ่งหน้า ใช้กำลังมากตีกำลังน้อย บ้างก็ยังใช้ไม้ ใช้ก้อนหินอยู่ แต่ในแผ่นดินจีนได้พัฒนาวิทยาการเกี่ยวกับการล้างผลาญผู้คนจนก้าวหน้ามากที่สุดในโลก สิ่งที่ยังคงเหมือนกันในยุคนั้นมีเพียงประการเดียวเท่านั้นคือปัญหาระบบสื่อสารโทรคมนาคม ที่ต้องอาศัยคนไปสอดแนมฟังข่าวศึก

            ทางฝ่ายเมืองกิจิ๋วพอถึงปีใหม่อ้วนเสี้ยวก็หายป่วย สั่งให้จัดแจงเตรียมกองทัพจะยกไปตีเมืองหลวง

            สิมโพยที่ปรึกษาได้ทัดทานว่าท่านเสียทีแก่กองทัพของโจโฉที่ตำบลกัวต่อครั้งหนึ่ง และที่ตำบลชองเต๋งอีกครั้งหนึ่ง สูญเสียไพร่พลไปเป็นอันมาก กองทัพของเรายังอิดโรยทั้งเสบียงอาหารยังไม่บริบูรณ์ ไม่ชอบที่จะยกไปทำศึกด้วยโจโฉ หากควรรั้งรอ บำรุงกองทัพให้บริบูรณ์ก่อนแล้วค่อยคิดการต่อไป

            อ้วนเสี้ยวได้ฟังคำสิมโพยน้ำใจก็เรรวน แต่ยังไม่ทันตัดสินใจประการใด ทหารกองข่าวก็ได้เข้ามารายงานว่าบัดนี้โจโฉได้กรีฑาทัพมาตั้งมั่นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ ฮวงโห เตรียมจะเคลื่อนทัพข้ามแม่น้ำฮวงโหล่วงมาตีเมืองกิจิ๋ว

            อ้วนเสี้ยวได้ฟังรายงานแล้ว น้ำใจมานะของเชื้อสายขุนนางเก่าจึงพลุ่งขึ้น แล้วว่าสิมโพยท่านอย่าได้ห้ามปรามเราเลย เพราะแม้เราจะตั้งมั่นอยู่ในเมือง โจโฉก็คงยกกองทัพล่วงเข้ามาตีเมืองเรา พลาดพลั้งก็จะเสียทีแก่ข้าศึก ฉะนั้นเราจะยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋ กำจัดศัตรูราชสมบัติเสียให้จงได้

            อ้วนชงผู้บุตรและเป็นผู้ว่าราชการเมืองกิจิ๋วแทนอ้วนเสี้ยวในระหว่างป่วย นับว่าเป็นบุตรกตัญญูอยู่ในที่นั้นด้วย เห็นอ้วนเสี้ยวเพิ่งหายจากป่วยไข้จึงเป็นห่วงสุขภาพว่าจะทรุดหนักลง จึงอาสาอ้วนเสี้ยวขอนำกองทัพยกไปรบกับโจโฉ

            อ้วนเสี้ยวเห็นชอบกับการขันอาสาของอ้วนชง จึงสั่งให้เกณฑ์ทหารจากเมืองเชียงจิ๋ว เมืองอิวจิ๋วและเมืองเป๊งจิ๋ว ให้ทั้งสามเมืองยกกองทัพมาบรรจบกับกองทัพของอ้วนชงแล้วยกไปพร้อมกัน

            อ้วนชงได้รับคำอนุญาตจากบิดาแล้วจึงรีบคำนับลาออกมาจัดแจงกองทัพ แต่ด้วยความลำพองใจที่ได้ชัยชนะเมื่อครั้งที่รบกับสูฮวน จึงไม่คอยท่าให้กองทัพจากทั้งสามเมืองยกมาสมทบ รีบยกทหารห้าหมื่นเศษออกจากเมืองกิจิ๋วไปตั้งค่ายประชิดอยู่กับค่ายของโจโฉ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘