ตอนที่ 153. คติในการเลือกนาย

จากการค้นค่ายหลวงของอ้วนเสี้ยว นอกจากพบสรรพเอกสารสำคัญเกี่ยวกับการสงครามและจดหมายที่ทหารของโจโฉมีไปถึงอ้วนเสี้ยวขอสวามิภักดิ์แล้ว ทหารของโจโฉได้ตรวจพบจอสิวถูกล่ามโซ่ขังอยู่ในค่ายนอกจึงคุมตัวเข้าไปหาโจโฉ

           โจโฉเห็นหน้าจอสิวถูกคุมเข้ามาพร้อมด้วยเครื่องจองจำก็จำได้เพราะเคยรู้จักกันมาแต่ก่อน และทราบว่าเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญของอ้วนเสี้ยว จึงลุกออกมาแก้มัดจอสิวและสั่งทหารให้ถอดเครื่องจองจำออกจากตัวจอสิว แล้วว่าท่านเป็นผู้มีสติปัญญา เหตุใดจึงถูกจองจำไว้เช่นนี้

           จอสิวเห็นกิริยาอาการของโจโฉก็รู้ว่าเป็นการเอาใจเพื่อจะเกลี้ยกล่อมให้สวามิภักดิ์ด้วย แต่น้ำใจจอสิวนั้นแม้จะไม่ได้รับความเชื่อถือจากอ้วนเสี้ยวและยังถูกลงโทษจองจำถึงเพียงนี้แล้ว ยังคงมีน้ำใจสัตย์ซื่อต่ออ้วนเสี้ยวมั่นคงอยู่ จึงว่าท่านอย่าเสียเวลามาเกลี้ยกล่อมข้าพเจ้าเลย ไม่ว่าประการใดข้าพเจ้าก็ไม่มีวันที่จะแปรพักตร์เข้ากับท่านเป็นอันขาด

           โจโฉได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านถูกจองจำได้รับความทุกข์ทรมานจงพักผ่อนให้เป็นที่สบายก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากล่าวกันในภายหลัง ว่าแล้วสั่งทหารให้เอาเสื้อผ้ามาให้จอสิวเปลี่ยน

           จอสิวยอมเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่โดยดีเพราะเสื้อผ้าเก่าขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี และเหม็นสาปเหงื่อไคลจนสุดแสนจะทนทาน

           พอจอสิวเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จโจโฉจึงว่า “อ้วนเสี้ยวนั้นเป็นคนหาสติปัญญามิได้จึงไม่เลี้ยงท่านให้ถึงขนาด แม้เราได้ท่านมาไว้ด้วย เราจะคิดอ่านกำจัดอ้วนเสี้ยวเสียก็จะได้โดยง่าย เหตุใดท่านยังคิดรักอ้วนเสี้ยวอยู่อีกเล่า?”

           จอสิวได้ฟังคำโจโฉที่ตำหนิอ้วนเสี้ยวนายตัวและยกย่องสติปัญญาว่าจะสามารถคิดอ่านช่วยเหลือให้โจโฉเอาชนะต่ออ้วนเสี้ยวได้โดยง่ายก็มิได้หวั่นไหวด้วยรู้มาแต่ต้นแล้วว่าการกระทำของโจโฉทั้งปวงนั้นล้วนเป็นไปเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เข้าสวามิภักดิ์ ครั้นจะต่อล้อต่อเถียงต่อไปก็ไม่เห็นประโยชน์อันใด จึงนิ่งเสียไม่ตอบคำ

           โจโฉเห็นจอสิวไม่โต้ตอบประการใดก็เข้าใจว่าจอสิวเกิดความลังเลขึ้นในใจว่าจะอยู่กับอ้วนเสี้ยวต่อไปหรือว่าจะเอนเอียงมาในทางที่จะเปลี่ยนใจจึงสั่งทหารให้แต่งโต๊ะเลี้ยงจอสิว

           เลี้ยงโต๊ะเสร็จแล้ว โจโฉสั่งทหารให้จัดที่พักแก่จอสิว และจัดทหารรับใช้ให้จอสิวใช้สอยประหนึ่งมีฐานะเป็นที่ปรึกษา

           พอค่ำลงจอสิวออกมาเดินนอกค่าย เห็นปลอดคนจึงตรงเข้าไปที่โรงม้า ลักม้าได้ตัวหนึ่งแล้วรีบขึ้นม้าควบหนีออกจากค่ายตรงไปทางริมแม่น้ำฮวงโหเพื่อจะกลับไปหาอ้วนเสี้ยวที่เมืองกิจิ๋ว

           จอสิวขี่ม้าหนีออกจากค่ายโจโฉได้ไม่ถึงร้อยเส้นก็ถูกทหารลาดตระเวนของโจโฉจับตัวได้ และคุมตัวเข้ามาที่ค่ายของโจโฉ

           โจโฉได้ทราบรายงานจากทหารที่จับตัวจอสิวแล้วเห็นว่าจอสิวยังมีน้ำใจภักดีต่ออ้วนเสี้ยวไม่คลอนแคลนจะเลี้ยงดูต่อไปไม่ได้ จึงสั่งทหารให้เอาตัวจอสิวไปประหาร 

           แต่พอประหารเสร็จโจโฉกลับได้คิดว่าจอสิวผู้นี้มีน้ำใจสัตย์ซื่อภักดีต่อนายความจริงไม่ควรที่จะประหาร แต่เมื่อประหารไปแล้วทำประการใดก็ไม่อาจฟื้นกลับคืนมาได้ กระนั้นเลยควรอาศัยศพจอสิวนี้เป็นบทเรียนให้ทหารในกองทัพถือเป็นแบบอย่างที่ต้องจงรักภักดีต่อเจ้านาย

           ดำริดังนั้นแล้วโจโฉจึงให้ประกาศไปทั่วกองทัพว่า จอสิวนี้มีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อนายสมควรเป็นแบบอย่างของเหล่าทหารทั้งปวง และเพื่อเป็นเกียรติจึงให้จัดการพิธีศพของจอสิวอย่างวีรชน ให้นำศพไปฝังไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห ให้จารึกความไว้ในแผ่นศิลาหน้าหลุมศพว่า “จอสิวนี้มีความสัตย์สุจริต รักนายเป็นอันมาก ผู้ใดจะทำการไปภายหน้าจงดูเยี่ยงอย่างจอสิวนี้เถิด”

           ครั้นจัดการเกี่ยวกับสินศึกและการศพจอสิวเรียบร้อยแล้ว โจโฉจึงสั่งให้จัดทหารเตรียมยกกองทัพไล่ตามตีอ้วนเสี้ยวต่อไป

           ฝ่ายอ้วนเสี้ยวเมื่อแตกทัพข้ามแม่น้ำฮวงโหไปได้พร้อมกับทหารไม่กี่ร้อยคนก็เดินทางไปตำบลลิหยง

           เจียวหงีซึ่งเป็นผู้รักษาตำบลลิหยงครั้นทราบข่าวว่าอ้วนเสี้ยวเสียทีแก่โจโฉแตกมาถึงตำบลลิหยงก็พาทหารออกมาต้อนรับอ้วนเสี้ยวเชิญเข้าไปในค่าย แล้วตั้งมั่นอยู่ที่ตำบลลิหยงนั้น

           ฝ่ายทหารของอ้วนเสี้ยวที่แตกทัพกระจัดกระจาย พอคุมกันติดและทราบข่าวว่าอ้วนเสี้ยวถอยไปตั้งอยู่ที่ตำบลลิหยงจึงพากันยกไปรวมพลอยู่ที่ตำบลลิหยง อ้วนเสี้ยวเห็นทหารที่แตกทัพมารวมพลกันเป็นจำนวนมาก สำรวจแล้วสูญเสียทหารไปกว่าครึ่งหนึ่งก็เสียใจ ไม่คิดจะสู้รบกับโจโฉอีกต่อไป ประกอบทั้งย่างเข้าฤดูหนาวจึงสั่งให้เคลื่อนทัพกลับไปเมืองกิจิ๋ว

           ในระหว่างเดินทัพกลับ พอค่ำลงถึงเนินเขาแห่งหนึ่งอ้วนเสี้ยวให้ปลงทัพไว้เพื่อเดินทางต่อในวันรุ่งขึ้น

           พอยามต้นผ่านพ้นไป อ้วนเสี้ยวได้ยินเสียงคนร้องไห้อยู่ภายนอกค่ายก็สงสัย เดินออกไปลอบฟังความก็ได้ยินเสียงร้องไห้ของทหารคร่ำครวญว่าถ้าหากแม้นนายเราเชื่อฟังคำเตียนห้องแล้ว ไหนเลยพี่น้องของเราจะล้มตายเป็นจำนวนมากและเสียทีแก่ข้าศึกถึงเพียงนี้

           อ้วนเสี้ยวได้ฟังความที่ทหารร้องคร่ำครวญแล้วก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนยกทัพมาครั้งนี้เตียนห้องซึ่งเป็นที่ปรึกษาได้ห้ามปรามอย่างแข็งขัน ทั้งยังยืนยันว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก หากฟังคำเตียนห้องก็คงไม่เสียหายถึงเพียงนี้ แต่ใจอ้วนเสี้ยวและด้วยมานะคิดว่าเตียนห้องเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษา หากคนทั้งปวงรู้ว่าคิดอ่านข้ามสติปัญญาเราไปย่อมเสื่อมเสียเกียรติภูมิของตระกูล “อ้วน” ครั้นกลับถึงเมืองกิจิ๋วก็ละอายใจแก่เตียนห้อง อ้วนเสี้ยวครุ่นคิดกังวลอยู่กับเรื่องไม่เข้าท่าจนล่วงสองยามจึงม่อยหลับไป

           พอรุ่งเช้าอ้วนเสี้ยวสั่งให้เคลื่อนทัพกลับเมืองกิจิ๋วต่อไป พบกับฮองกี๋ซึ่งเป็นที่ปรึกษาคุมทหารมาสมทบจึงปรารภความที่หนักใจเกี่ยวกับเตียนห้องให้ฟังว่าเรายกมาทำศึกครั้งนี้โดยไม่ฟังคำเตียนห้องจึงเสียที ครั้นกลับไปเห็นหน้าเตียนห้องก็จะขายหน้าเตียนห้อง

           ฮองกี๋ได้ฟังคำปรารภของอ้วนเสี้ยวเห็นเป็นโอกาสที่จะผลาญเพื่อนร่วมงานให้วายวอดไปได้จึงกล่าวว่าตัวข้าพเจ้าก็หนักใจในเรื่องนี้ เพราะข้าพเจ้าทราบว่าเตียนห้องแม้ถูกจำอยู่ในคุกก็ยังให้คนติดตามข่าวคราวของกองทัพอยู่อย่างใกล้ชิด พอทราบข่าวว่าท่านเสียทีโจโฉ เตียนห้องได้ปรบมือหัวเราะแล้วกล่าวเยาะเย้ยว่าที่ท่านเสียทีแก่ข้าศึกก็เพราะดื้อรั้นไม่ฟังคำ

           อ้วนเสี้ยวได้ฟังคำฮองกี๋ก็เชื่อว่าเตียนห้องเยาะหยันตัว จึงโกรธเตียนห้องเป็นอันมาก จึงว่าไอ้เตียนห้องนี้ดีแต่คิดสาปแช่งให้เราต้องเสียหายอัปยศ มิหนำซ้ำยังบังอาจมาตบมือหัวเราะเยาะเราอีกเล่า ว่าแล้วก็ชักกระบี่ประจำตัวส่งให้ทหารคนสนิทแล้วสั่งว่าเจ้าจงรีบเดินทางกลับไปเมืองกิจิ๋ว แล้วเอากระบี่นี้ประหารเตียนห้องเสียอย่าให้เราได้ทันพบหน้า

           อ้วนเสี้ยวกระทำการดังนี้จะว่าหลงเชื่อฮองกี๋ก็ไม่ถนัดนัก เพราะตลอดทั้งคืนนอนไม่หลับก็เพราะรู้สึกอับอายไม่กล้าสู้หน้าเตียนห้อง แต่ยังหาทางออกไม่ได้ ครั้นเห็นเป็นโอกาสที่ฮองกี๋รายงานว่าเตียนห้องดูหมิ่นเยาะหยันจึงถือโอกาสนั้นสั่งประหารเตียนห้องเสีย ผู้นำแบบอ้วนเสี้ยวนี้จึงเป็นผู้นำที่โฉดชั่วคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทำผิดแล้วไม่ยอมรับผิด คิดซัดทอดความผิดให้กับคนอื่น เอาดีเข้าตัว เอาชั่วใส่เพื่อน แทนที่จะสำนึกผิดแล้วกลับตัวทำในสิ่งที่ถูกหรือแทนที่จะเห็นว่าเตียนห้องมีสติปัญญาควรถือเป็นที่พึ่งพาอาศัยทางความคิดกลับวิปริตคิดผลาญผู้มีสติปัญญา เพียงเพื่อหน้าตาของตัวเอง ดังนั้นผู้นำชนิดนี้จึงมีแต่วิบัติและวินาศอยู่เบื้องหน้า ผู้ใดใครเข้าอยู่ด้วยก็มีแต่ต้องฉิบหายสถานเดียวเท่านั้น

           ข่าวคราวที่อ้วนเสี้ยวแตกทัพเสียทีแก่โจโฉกระฉ่อนถึงเมืองกิจิ๋ว ผู้คุมได้ยินข่าวแล้วเข้าไปคำนับเตียนห้องถึงในคุกแล้วว่าข้าพเจ้ารับราชการเป็นผู้คุมมาช้านาน ไม่มีความก้าวหน้าในราชการเพราะไม่ได้ร่วมขบวนการค้ายาเสพติดในคุกเหมือนกับคนอื่น และไม่ยอมสวามิภักดิ์กับเจ้านายซึ่งเป็นหัวหน้าขบวนการค้ายาเสพติดของเรือนจำจึงตกต่ำอยู่ดังนี้ ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขอฝากตัวไว้พึ่งใบบุญท่านในวันหน้า

           เตียนห้องได้ฟังดังนั้นจึงว่าตัวเราเป็นคนโทษอยู่ในอำนาจของท่าน ไฉนจึงมาฝากตัวไว้กับเราเล่า

           ผู้คุมจึงว่าก่อนออกเดินทัพท่านได้ทัดทานอ้วนเสี้ยวมิให้ยกกองทัพไปเพราะว่าจะเสียทีแก่ข้าศึก บัดนี้อ้วนเสี้ยวไม่ฟังคำท่านก็เสียทีแก่ข้าศึกแล้ว สมกับคำที่ท่านว่า ดังนั้นเมื่ออ้วนเสี้ยวกลับมาคงฟื้นคืนความสำคัญของท่าน นับถือเชื่อฟังยกย่องให้เป็นใหญ่ในราชการสืบไป เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงขอฝากตัวไว้กับท่าน

           เตียนห้องถูกจำอยู่ในคุกไม่สามารถติดต่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารภายนอก พอได้ยินความจากผู้คุมว่าอ้วนเสี้ยวแตกทัพเสียทีแก่โจโฉก็ตกใจ ตะลึงอยู่ครู่หนึ่งจึงหัวเราะแล้วว่าการที่ท่านปลงใจฝากตัวไว้กับเรานั้นขอบใจนัก แต่เห็นทีบุญเราจะสิ้นแล้ว เพราะอ้วนเสี้ยวเป็นคนเห็นแก่หน้าค่าตาตัวยิ่งกว่าสิ่งไหน ผิดแล้วไม่ยอมรับผิด ดังนั้นอ้วนเสี้ยวกลับมาถึงเมืองกิจิ๋ววันใด วันนั้นเราก็คงถูกถอดออกจากคุก แล้วไปยมโลกเป็นมั่นคง

           ผู้คุมได้ฟังก็สงสัยจึงถามว่าแลเมื่ออ้วนเสี้ยวไม่ฟังคำท่าน ปราชัยแก่ข้าศึกสมดังที่ท่านทัดทานแล้ว ไฉนจะมาประหารท่านเสีย

           เตียนห้องจึงว่า “ถ้าอ้วนเสี้ยวมีชัยชนะมาเห็นจะไว้ชีวิตเรา บัดนี้แตกมาต้องกับคำเราว่าเห็นจะมีความอัปยศแก่เรา จะให้ฆ่าเราเสียเป็นมั่นคง ด้วยเหตุว่าน้ำใจอ้วนเสี้ยวนั้นถือมานะอยู่ว่าตัวเป็นใหญ่ มิได้เอาความคิดผู้ใด ทำอาการประหนึ่งว่าตัวนั้นกล้าหาญมีสติปัญญาลึกซึ้งหาผู้ใดจะเสมอมิได้”

           ผู้คุมได้ฟังดังนั้นจึงว่าท่านอย่าเพิ่งเล็งการร้าย แต่ในขณะเดียวกันก็นึกลังเลสงสัยอยู่ในใจว่าการอาจเป็นไปดังที่เตียนห้องได้คาดการ

           พอผู้คุมออกมาจากห้องขังไม่ทันพ้นประตูเรือนจำก็สวนกับทหารที่อ้วนเสี้ยวสั่งให้ถือกระบี่มาประหารเตียนห้อง

           ทหารของอ้วนเสี้ยวเห็นผู้คุมจึงแจ้งคำสั่งของอ้วนเสี้ยวให้ผู้คุมทราบ และเร่งให้เบิกตัวเตียนห้องไปที่ลานประหาร

           เตียนห้องได้ฟังคำโต้ตอบของทหารที่รับคำสั่งอ้วนเสี้ยวกับผู้คุมจึงกล่าวขึ้นเป็นเชิงให้ผู้คุมได้ยินว่าบัดนี้คำเรากล่าวเป็นความจริงแล้วมิใช่หรือ ผู้คุมได้ยินก็ร้องไห้สงสารเตียนห้อง

           เตียนห้องจึงปลอบว่าท่านจะร้องไห้ไปไย “อันคำโบราณกล่าวไว้ว่าธรรมดาเกิดมาเป็นชายถ้าจะหาเจ้านายก็ให้พึงพิเคราะห์ดูน้ำใจซึ่งดีแลร้ายก่อนจึงให้เข้าอยู่ด้วย แลตัวเราทิ้งคำโบราณเสียมิได้พิจารณาดูน้ำใจอ้วนเสี้ยวให้ปรากฏว่าดีแลร้าย เห็นแต่กับยศถาศักดิ์เข้ามาอยู่ด้วยอ้วนเสี้ยว อ้วนเสี้ยวเป็นคนหาสติปัญญามิได้จึงเกิดเหตุทั้งนี้ก็เพราะกรรมของเรา”

           คำเตียนห้องอันประหนึ่งเป็นปัจฉิมวาจาก่อนอำลาไปสู่ยมโลกนี้คือคติสอนใจชายชาติอาชาไนยทั้งปวงว่าในการเลือกนายให้พิจารณาน้ำใจนายในสองประการ คือน้ำใจดีฤาน้ำใจร้าย แล้วจึงค่อยตัดสินใจ อย่าได้คิดเห็นแก่ยศถาบรรดาศักดิ์หรืออำนาจวาสนา มิฉะนั้นอย่าว่าแต่อำนาจวาสนาเลย แม้แต่ศีรษะบนบ่าก็จะรักษาไว้ไม่ได้ เตียนห้องรับกรรมเพราะฝืนคำโบราณนี้ แต่กระนั้นคนในยุคหลังบางครั้งก็ลืมเลือนอุทาหรณ์นี้ หลงทำนุบำรุงอุ้มชูคนชั่วช้าให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ยอมทำการทุกสิ่งอย่างทั้งทางดำและทางขาวโดยไม่คำนึงถึงบาปกรรมใด ๆ ที่จะเป็นวิบากแก่ตัว ในที่สุดก็กลับต้องถูกประหารด้วยน้ำมือของนายตัวนั่นเอง

           ว่าแล้วเตียนห้องก็ขอกระบี่จากทหารของอ้วนเสี้ยวแล้วเชือดคอตัวเองตาย สังเวยเคราะห์กรรมที่ฝืนคำโบราณในการเลือกนายผิดดั่งนี้.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓