ตอนที่ 149. ร้อยลิ้นลมลวง

 เขาฮิวสั่งให้ทหารค้นตัวพลเดินสาร พบหนังสือของโจโฉมีไปถึงซุนฮกจึงเอามาเปิดดู ครั้นทราบความว่าเป็นหนังสือเร่งเสบียงก็คาดการณ์ได้ว่ากองทัพโจโฉกำลังขาดเสบียง เห็นเป็นหนทางที่จะเอาชัยชนะต่อกองทัพโจโฉได้จึงมีความยินดี

            เขาฮิวจึงเข้าไปหาอ้วนเสี้ยว รายงานเรื่องที่กองทัพโจโฉขาดเสบียงให้อ้วนเสี้ยวทราบแล้วเสนอว่า “โจโฉตั้งรอกันอยู่กับเราก็ช้านาน จนเสบียงอาหารก็ขัดสนลงแล้ว เมืองฮูโต๋ก็ว่างเปล่าอยู่ขอให้ท่านแบ่งทหารวกไปตีเมืองฮูโต๋ แม้ได้เมืองฮูโต๋แล้วโจโฉก็จะอยู่ในเงื้อมมือเราเป็นมั่นคง”

            ตามความคิดของเขาฮิวไม่ได้คิดเห็นเอาการขาดแคลนเสบียงอาหารของกองทัพโจโฉเป็นปัจจัยแพ้ชนะ แต่เห็นว่าในขณะที่กองทัพของโจโฉมายันศึกอยู่ที่ชายแดนนั้น เมืองหลวงย่อมมีทหารน้อยตัว เป็นโอกาสที่จะยกเข้าตีเอาเมืองหลวงได้โดยเพียงแต่แบ่งทหารยกวกไปอีกทางหนึ่ง แล้วตรงเข้าตีเมืองหลวงเท่านั้น

            แต่อ้วนเสี้ยวผู้นำกองทัพซึ่งไม่เคยคิดจะรบแตกหักและไม่มีแผนการรบใด ๆ ที่จะเผด็จศึก เมื่อได้ฟังข้อเสนอของเขาฮิวแล้วกลับแย้งว่าโจโฉนั้นเป็นคนมีสติปัญญาเชี่ยวชาญการสงคราม กรณีเป็นไปได้ว่าโจโฉแต่งกลอุบายแกล้งให้ทหารถือหนังสือว่าขาดเสบียง เพื่อจะลวงกองทัพเรา เพราะเมื่อกองทัพเราแบ่งกำลังยกไปตีเมืองหลวง โจโฉก็จะยกทัพโจมตีกองทัพเราและบุกยึดเมืองกิจิ๋ว

            ความคิดของอ้วนเสี้ยวเป็นความคิดที่ขาดการประมาณการศึก เพราะกำลังพลของอ้วนเสี้ยวมีถึงเจ็ดสิบหมื่นมากกว่ากองทัพโจโฉถึงสิบเท่า หากแบ่งกองทัพยกไปตีเมืองหลวงเสียครึ่งหนึ่งก็ยังเหลือทหารอีกร่วมสามสิบห้าหมื่น พอเพียงที่จะรับมือกับกองทัพโจโฉซึ่งมีกำลังพลทั้งสิ้นเพียงเจ็ดแปดหมื่นได้

            เขาฮิวเห็นอ้วนเสี้ยวไม่ยอมรับแผนก็เสียใจจึงว่าการศึกบัดนี้กองทัพของเราได้ทีข้าศึกซึ่งมีทั้งกำลังพลน้อยกว่าและทั้งขาดแคลนเสบียงอาหาร หากไม่ทำการเผด็จศึกเสียตั้งแต่ครั้งนี้แล้วละไว้นานไปข้าศึกแก้ไขปัญหาตกไปแล้วจะทำการขัดสน

            ทางด้านสิมโพยแม้ได้รับคำสั่งให้ออกไปเกณฑ์เสบียงอาหารที่เมืองเงียบกุ๋น แต่ยังคงระวังข่าวคราวอยู่มิได้ขาด เพราะหวาดระแวงเขาฮิวว่าจะฉวยโอกาสในขณะที่ตัวไปเกณฑ์เสบียงเข้าเสนอความคิดเห็นทางการสงครามแก่อ้วนเสี้ยว จึงให้ทหารถือหนังสือมาถึงอ้วนเสี้ยวเพื่อกีดกันมิให้อ้วนเสี้ยวไว้วางใจเขาฮิว

            ในขณะที่อ้วนเสี้ยวและเขาฮิวกำลังปรึกษาความศึกกันอยู่นั้น ทหารสิมโพยที่ถือหนังสือมาได้เข้ามาขอพบแล้วมอบหนังสือของสิมโพยแก่อ้วนเสี้ยว

            อ้วนเสี้ยวได้เปิดหนังสือของสิมโพยซึ่งมีความว่า ขณะนี้ได้จัดแจงเสบียงอาหารจากเมืองเงียบกุ๋นเสร็จสิ้นแล้ว กำลังจะลำเลียงกลับ แต่มีผู้มารายงานว่าเขาฮิวได้ใช้อำนาจอิทธิพลข่มเหงรังแกราษฎร ปล่อยปละละเลยให้ลูกหลานใช้อำนาจเรียกส่วยสาอากรเถื่อนจากราษฎรชาวเมืองเจียงกุ๋น จึงได้จับตัวลูกหลานของเขาฮิวไว้ ไต่สวนแล้วรับเป็นสัตย์ ได้จับขังคุกไว้แล้วจึงรายงานมาให้ทราบ

            อ้วนเสี้ยวทราบความตามหนังสือของสิมโพยก็โกรธเขาฮิว แล้วพาลระแวงข้อเสนอของเขาฮิวว่าลวงให้เสียทีแก่โจโฉ จึงว่าตัวใช้อำนาจบาทใหญ่ปล่อยปละละเลยให้ลูกหลานข่มเหงรีดไถราษฎร ทั้งตัวยังเป็นเพื่อนของโจโฉมาแต่ก่อน บัดนี้มาลวงเราให้แบ่งทหารยกไปตีเมืองหลวง โทษตัวครั้งนี้ใหญ่หลวงนักแต่เป็นหน้าศึก เราจะฝากศีรษะตัวไว้บนบ่าก่อน จากนี้ไปห้ามเข้ามาเสนอความคิดเห็นใด ๆ ต่อเราอีก ว่าแล้วอ้วนเสี้ยวก็ให้ทหารไล่เขาฮิวออกไปจากค่าย

            เขาฮิวประสบกับเหตุการณ์เช่นนั้นก็เสียใจ เพราะรู้ดีว่าอ้วนเสี้ยวฟังคำยุแหย่ของสิมโพย ทำให้ตัวเองและลูกหลานเดือดร้อน ครั้นจะกลับไปเมืองกิจิ๋วก็อัปยศนัก ดังนั้นในขณะที่เดินออกมาจากค่ายของอ้วนเสี้ยวจึงชักกระบี่ออกจะเชือดคอตาย

            ทหารคนสนิทเห็นเช่นนั้นก็ตกใจรีบยุดเอากระบี่จากมือของเขาฮิวแล้วว่าเรื่องเพียงเท่านี้ท่านจะวู่วามไปไย ตัวท่านก็มีสติปัญญาเป็นอันมาก แต่ไม่ได้รับความเชื่อถือเชื่อฟังจากอ้วนเสี้ยวซึ่งเป็นคนไร้สติปัญญา จึงเหมือนกับตกอยู่ในที่อันมืด ควรหาทางผ่อนผันออกไปสู่ที่สว่าง

            แล้วว่าตัวท่านกับโจโฉก็เป็นเพื่อนสนิทกันมาแต่ก่อน ไฉนท่านจึงไม่ไปอาศัยอยู่กับโจโฉ ด้วยสติปัญญาและความเป็นเพื่อนเก่าโจโฉย่อมทำนุบำรุงดูแลท่านยิ่งกว่าอ้วนเสี้ยวเสียอีก

            เขาฮิวได้ฟังคำท้วงก็ได้สติ คิดว่าขืนอยู่กับอ้วนเสี้ยวต่อไปนอกจากไม่มีคุณค่าใด ๆ แล้ว พลาดพลั้งก็อาจถึงตายได้โดยง่าย กระนั้นเลยควรจะหนีไปอยู่กับโจโฉจะดีกว่า คำนึงดังนี้แล้วพอค่ำลงเขาฮิวจึงพาทหารที่สนิทแปดเก้าคนลอบหนีออกจากค่ายของอ้วนเสี้ยวตรงไปที่ค่ายของโจโฉ

            พอเขาฮิวและพวกเดินทางเข้ามาใกล้ก็ถูกทหารลาดตระเวนของโจโฉจับได้ พอถูกไต่ถามเขาฮิวก็แจ้งว่าตัวเรานี้เป็นชาวเมืองลำหยง เป็นเพื่อนสนิทกับท่านอัครมหาเสนาบดีมาแต่ก่อน วอนเจ้าให้พาเราเข้าไปพบท่านอัครมหาเสนาบดี ความชอบก็จะมีอยู่แก่เจ้าเป็นอันมาก

            ทหารลาดตระเวนได้ฟังความจากเขาฮิวเป็นหลักเป็นฐานและเป็นเรื่องใหญ่เพราะอ้างความเป็นเพื่อนเก่ากับโจโฉ จึงคุมตัวเขาฮิวไว้แล้วรายงานข่าวไปที่ค่ายหลวง

            ขณะนั้นโจโฉยังไม่หลับ นั่งครุ่นคิดอ่านการศึกอยู่ พอได้ทราบเนื้อความจากทหารที่เข้ามารายงานว่าเขาฮิวผู้เป็นเพื่อนเก่ามาแต่ค่ายของอ้วนเสี้ยว จึงมีความยินดียิ่งนัก สั่งทหารให้รีบไปพาตัวเขาฮิวเข้ามาพบ ตัวโจโฉไม่ทันใส่เสื้อคลุมรีบออกไปยืนรออยู่หน้าค่าย

            พอโจโฉเห็นทหารคุมเขาฮิวเข้ามาก็ย่อตัวลงคำนับ แล้วทักว่าไม่ได้พบกันเสียนานท่านสบายดีหรือ

            เขาฮิวเห็นโจโฉแสดงอาการเช่นนั้นก็ตกใจ เดินตรงเข้ามากุมมือโจโฉแล้วว่าตัวท่านเป็นผู้ครองอำนาจในแผ่นดิน ข้าพเจ้าเป็นแต่ผู้น้อย ไม่ควรที่จะมาคำนับข้าพเจ้า

            โจโฉเอามือทั้งสองจับสองแขนของเขาฮิวไว้แน่นแล้วว่า แม้บัดนี้ตัวเรามีอำนาจวาสนากว่าแต่ก่อน แต่น้ำใจเรายังเห็นความสำคัญของเพื่อนเหมือนดังเดิม ว่าแล้วก็จูงมือเขาฮิวเดินเข้าไปในค่าย ชวนให้นั่งลงที่โต๊ะแล้วสั่งทหารให้เอาน้ำชามาริน

            เขาฮิวจึงว่าหลังจากออกจากบ้านมาแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปรับราชการอยู่กับอ้วนเสี้ยว หวังจะได้ฝากตัวไว้ในราชการให้เป็นสุข ข้าพเจ้าได้ทำราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่อ้วนเสี้ยวมิได้เชื่อฟัง หลงแต่คำยุยงของสิมโพยแล้วเหยียดหยามให้ข้าพเจ้าได้รับความอัปยศนัก

            แล้วว่าบัดนี้ข้าพเจ้าได้ออกจากอ้วนเสี้ยวแล้ว ไม่เห็นที่พึ่งอื่นใดจึงบากหน้ามาขอพึ่งรับใช้ท่านกว่าจะสิ้นชีวิต

            โจโฉมีความยินดียิ่งนักจึงว่าท่านมาอยู่กับเราครั้งนี้เหมือนเทพยดาประทานชัยชนะให้ ความขัดสนในการศึกคงจะสิ้นไปเพราะได้ท่านช่วยชี้แจงแนะนำสั่งสอน และจะได้กำจัดอ้วนเสี้ยวผู้ก่อกบฏเสียให้ราบคาบ

            เขาฮิวจึงว่าเมื่อข้าพเจ้ามาอยู่กับท่านแล้วจะอุทิศทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังใจ และสติปัญญาคิดอ่านให้ท่านได้รับชัยชนะในสงครามจงได้ อนึ่งก่อนที่ข้าพเจ้าจะมาอยู่ด้วยท่านนี้ได้เสนอความเห็นแก่อ้วนเสี้ยวว่าการที่กองทัพของท่านออกมายันศึกอยู่ที่ชายแดนทำให้เมืองหลวงมีทหารบางเบา ขอให้อ้วนเสี้ยวแบ่งทหารยกไปตีเอาเมืองหลวง แต่อ้วนเสี้ยวมิได้เชื่อฟัง

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ตกใจแล้วว่าเป็นบุญของเราที่อ้วนเสี้ยวไม่เชื่อฟังคำท่าน มิฉะนั้นแล้วเราคงเสียทีแก่อ้วนเสี้ยวเป็นมั่นคง

            เขาฮิวจึงว่าการศึกของทั้งสองฝ่ายยันกันอยู่เช่นนี้ เสบียงอาหารย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของกองทัพ ทางด้านอ้วนเสี้ยวนั้นยกทหารมาเจ็ดสิบหมื่น ในแต่ละวันต้องใช้ข้าวกว่าสองหมื่นถัง คิดเป็นน้ำหนักถึงสามแสนห้าหมื่นกิโลกรัม ใช้กะทะหุงข้าวถึงเจ็ดพันห้าร้อยใบ ต้องใช้พลครัวกว่าสองหมื่นคนและยังต้องใช้คนลำเลียงเสบียงอาหารอีกห้าหมื่นคนนับเป็นการใหญ่ ส่วนกองทัพของท่านแม้มีจำนวนน้อยกว่ากองทัพของอ้วนเสี้ยวถึงสิบเท่า แต่ระยะทางไกลจากเมืองหลวงก็จะเพิ่มภาระให้แก่ท่านมากขึ้น เหตุนี้ข้าพเจ้าจึงประสงค์จะทราบว่าในคลังเสบียงของท่านมีข้าวเหลืออยู่สักเท่าใด เพื่อเป็นข้อมูลในการคิดอ่านการศึกต่อไป

            โจโฉฟังคำถามนี้ของเขาฮิวแล้วสะดุ้งใจ นึกสรรเสริญว่าเขาฮิวเพื่อนเก่าของเราผู้นี้มีความคิดอ่านหลักแหลม เข้าถึงแก่นแกนของปัญหา เดชะบุญที่อ้วนเสี้ยวไม่ปฏิบัติตามความเห็นของเขาฮิว และเป็นบุญของเราที่ได้เขาฮิวมา จึงว่ากองทัพของเราไม่มีปัญหาเรื่องเสบียงอาหาร เพราะได้เตรียมการมาเป็นอย่างดี ยังคงเพียงพอที่จะยันกับกองทัพอ้วนเสี้ยวไปได้ถึงหนึ่งปี

            เขาฮิวได้ฟังก็หัวเราะ แล้วว่าไม่มีการศึกที่ไหนที่จะเตรียมอาหารทีเดียวสำหรับใช้ทั้งปี ท่านล้อข้าพเจ้าเล่นหรืออย่างไร

            โจโฉจึงว่าข้าพเจ้าล้อท่านเล่นนั้นจริงแล้ว ความจริงก็คือเสบียงในกองทัพมีเพียงพอเลี้ยงทหารได้สักครึ่งปี

            เขาฮิวได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ ลุกขึ้นยืนแล้วว่าข้าพเจ้าบ่ายหน้ามาพึ่งพาท่านหวังช่วยท่านคิดอ่านทำการโดยสุจริต ทั้งหวังว่าท่านจะรำลึกถึงความเป็นเพื่อนเก่า วางใจเพื่อนให้สมกับตั้งใจ แต่เมื่อท่านไม่วางใจข้าพเจ้าฉะนี้ป่วยการที่ท่านจะรับข้าพเจ้าไว้ช่วงใช้ต่อไป ว่าแล้วก็คำนับขอลาโจโฉจะกลับไปทำไร่ไถนาที่บ้านเดิม

            โจโฉเห็นเขาฮิวผลุนผลันจะกลับไปจึงยุดชายเสื้อเขาฮิวไว้แล้วว่า ท่านอย่าวู่วามและคิดว่าข้าพเจ้าแคลงใจ จะขอบอกความจริงให้ทราบว่าเสบียงในกองทัพมีเหลือน้อยเต็มทีแล้ว คงจะเลี้ยงทหารได้สักสามเดือน

            เขาฮิวหันกลับมาหัวเราะแล้วว่า “เขาเลื่องลือกันว่ามหาอุปราชจะพูดจาสิ่งใดมักเป็นเล่ห์กล จะเชื่อฟังไม่ได้ บัดนี้ก็เห็นสมกับคำเขาว่า”

            โจโฉได้ฟังแทนที่จะโกรธกลับหัวเราะบ้างแล้วว่า “ท่านไม่รู้หรืออันการสงครามจำอาศัยเล่ห์กลจึงจะได้ชัยชนะแก่ข้าศึก”

            แล้วทำทีเอียงหน้ามากระซิบที่ข้างหูของเขาฮิวว่า ข้าพเจ้าจะบอกความลับให้ท่านทราบว่าในกองทัพกำลังขาดแคลนเสบียงอาหารแล้ว คงจะเลี้ยงทหารได้เพียงเดือนเดียวเท่านั้น

            เขาฮิวได้ฟังก็โกรธ ตวาดใส่โจโฉว่าปากท่านก็ว่าไม่แคลงใจข้าพเจ้า มิหนำซ้ำยังย้ำอีกย้ำเล่าว่าที่พูดเป็นความจริงแต่กลับลวงข้าพเจ้าจนบัดนี้ ท่านจะลวงข้าพเจ้าไปถึงไหนกัน ท่านลวงข้าพเจ้าไม่ได้ดอก เพราะเสบียงอาหารในกองทัพของท่านนั้นกำลังหมดสิ้นแล้ว เห็นจะใช้ได้ไม่เกินเจ็ดวันเท่านั้น

            โจโฉได้ฟังดังนั้นก็ตกใจ รีบปรามเขาฮิวว่าความศึกสำคัญฉะนี้ท่านอย่าพูดเสียงดังไป แล้วถามว่าเหตุใดท่านจึงกล่าวความฉะนี้

            เขาฮิวจึงส่งหนังสือที่จับได้จากทหารของโจโฉส่งให้ดู โจโฉเห็นเขาฮิวทราบความลับสำคัญของกองทัพแล้ว จึงกำชับว่าประเพณีการสงครามนั้นเสบียงอาหารย่อมเป็นปัจจัยสำคัญที่ถึงขนาดชี้ขาดแพ้ชนะ ท่านทราบความดั่งนี้แล้วจงเอ็นดูอย่าให้ความนี้แพร่งพรายไป มิฉะนั้นไพร่พลจะเสียขวัญ ข้าศึกจะฮึกเหิม

            เขาฮิวจึงว่าท่านจงวางใจข้าพเจ้าประสงค์จะทราบความจริงเพื่อคิดอ่านการศึกให้ตลอดเท่านั้น

            โจโฉจึงถามว่ากองทัพของอ้วนเสี้ยวมีกำลังพลมหึมามากกว่ากองทัพของเราถึงสิบเท่า ทั้งเสบียงอาหารของกองทัพเราก็มีเพียงพอใช้ไม่เกินเจ็ดวัน ทำไฉนจึงจะเอาชัยชนะต่อกองทัพของอ้วนเสี้ยวได้

            เขาฮิวจึงว่าสภาพการสงครามเป็นดังคำท่าน เหตุนี้สถานการณ์จึงกำหนดให้ท่านต้องทำการศึกเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยรวดเร็ว หากปล่อยเวลาให้เนิ่นช้าไปหรือไม่สามารถเผด็จศึกได้โดยรวดเร็ว ท่านก็จะปราชัยแก่อ้วนเสี้ยวเป็นมั่นคง

            โจโฉเห็นชอบกับแนวทางการทำสงครามของเขาฮิว แล้วถามว่าเมื่อสถานการณ์สงครามเป็นดั่งนี้ท่านจะมีความคิดอ่านเป็นประการใด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓