ตอนที่ 143. เดชอสูรกาย

ซุนเซ็กนั้นไม่เชื่อว่าอิเกียดจะเรียกฝนได้ จึงสั่งทหารให้เตรียมการประหารอิเกียดโดยให้เอาฟืนและฟางมาสุมไว้ใต้โรงพิธี สั่งว่าถ้าพ้นเวลาเที่ยงแล้วฝนยังไม่ตกก็ให้จุดไฟเผาอิเกียดให้ตายทั้งเป็น

            สั่งแล้วซุนเซ็กให้ทหารเอาทวนไปปักไว้ในที่แจ้ง เป็นกำหนดหมายว่าสิ้นเงาทวนแล้วเป็นเวลาเที่ยง

            เงาทวนที่ทาบไปทางด้านตะวันตกค่อยสั้นลง จนกระทั่งสิ้นเงา ฝนก็ยังไม่ตก แต่บังเกิดลมพายุใหญ่ ท้องฟ้ามืดมัวไปทั่วอากาศ

            ซุนเซ็กเห็นสิ้นเงาทวนเป็นกำหนดหมายว่าเที่ยงแล้วแต่ฝนยังไม่ตก ความที่ผูกใจคิดจะสังหารอิเกียดให้จงได้จึงไม่คอยท่า ทั้ง ๆ ที่เบื้องบนอากาศนั้นกำลังแปรผันส่อเค้าว่าฝนกำลังจะตก ออกคำสั่งให้ทหารจุดเพลิงที่ใต้โรงพิธีเพื่อเผาอิเกียดเสียทั้งเป็น

            พอเพลิงติดขึ้นฟ้าเริ่มคำรามเสียงก้องกระหึ่มสะท้านไหวทั่วทั้งแผ่นดิน เมฆคำรนเป็นประกายสีน้ำเงินแปลบปลาบ ควันเพลิงพุ่งขึ้นทาบโรงพิธี สายฝนก็กระหน่ำเทลงมาอย่างหนักหน่วง เพลิงที่กำลังลุกไหม้ก็ดับมอดลงด้วยแรงแห่งพระพิรุณนั้น

            ฝนตกกระหน่ำอย่างหนักจนน้ำท่วมพื้นถึงสองศอก ชาวเมืองที่มุงดูอยู่ด้วยใจศรัทธาไม่มีผู้ใดหลบลี้หนีหายจึงเปียกฝนกันทั่วถ้วน อิเกียดเห็นฝนตกตามต้องการแล้วจึงเงยขึ้นหน้าเบื้องบนแล้วร้องประกาศว่า ข้าพเจ้าขอขอบคุณสวรรค์ที่เมตตาอาณาประชาราษฎร ประทานฝนให้สมดังปรารถนา สิ้นคำอิเกียดฝนก็หยุดตกดังปลิดทิ้ง

            ชาวเมืองทั้งปวงเห็นความศักดิ์สิทธิ์จึงพากันกราบไหว้แล้วขึ้นไปบนโรงพิธี อุ้ม อิเกียดลงมาข้างล่าง แก้เชือกที่มัดอิเกียดออก

            ซุนเซ็กเห็นอิเกียดสามารถเรียกฝนได้ตามที่รับคำและเห็นชาวเมืองยิ่งเพิ่มความนับถือศรัทธาก็ยิ่งโกรธแค้น ละคำสัตย์ที่ว่าจะปล่อยตัวอิเกียด สั่งทหารให้เอาตัวอิเกียดไปประหาร

            บรรดาขุนนางและแม่ทัพนายกอง ตลอดจนชาวเมืองได้ยินคำสั่งของซุนเซ็กต่างพากันสงสารอิเกียด พร้อมกันคุกเข่าคำนับร้องขอชีวิตอิเกียดไว้ แต่เหมือนกลับยิ่งยุ ซุนเซ็กยิ่งบันดาลโทสะตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า พวกเจ้าจะเข้าด้วยอิเกียดคนกบฏหรือ คนทั้งนั้นเห็นซุนเซ็กบันดาลโทสะอย่างรุนแรงต่างพากันตกใจกลัว ซุนเซ็กจึงสั่งทหารให้จับตัวอิเกียดไปประหาร

            เพชฌฆาตได้ลงดาบที่คอแต่ดาบนั้นมิได้ระคายผิว เพชฌฆาตพยายามอยู่หลายครั้งก็ไม่สามารถประหารอิเกียดได้จึงเอาท่อนไม้ช่วยกันทุบตี แต่ท่อนไม้ทั้งนั้นต่างกระดอนกระเด็นราวปะทะกับภูเขา ซุนเซ็กจึงสั่งให้ทหารเอาอิเกียดไปถ่วงน้ำ สิ้นชั่วยามผ่านไปเอาร่างอิเกียดขึ้นจากน้ำก็ยังหายใจอยู่

            ซุนเซ็กจึงสั่งให้ทหารเอาทวนสวนทางทวาร อิเกียดจึงถึงแก่ความตาย ซุนเซ็กจึงสั่งให้เอาศพอิเกียดไปเสียบประจานไว้ที่หน้าเมืองกังตั๋งในข้อหากบฏ

            อันผู้เรืองวิทยาคมนั้น มีปรากฏให้เห็นตลอดชั่วเวลาแห่งประวัติศาสตร์ว่าบ้างก็สามารถทนทานต่อคมอาวุธ บ้างก็สามารถทนต่อการถ่วงน้ำ บ้างก็สามารถทำให้ไฟไม่ไหม้ร่างกาย แต่แม้จะเรืองวิทยาคมสักเพียงไหนก็ไม่อาจล่วงพ้นความตายไปได้ เพราะคนเรานั้นนอกจากมโนทวารอันรับรู้อารมณ์ความรู้สึกแล้ว ร่างกายยังมีทวารถึงเก้าแห่ง ประตูทวารทั้งเก้าแห่งนี้คือประตูที่คมอาวุธภายนอกสามารถทะลุทะลวงเข้าสู่ร่างกายทำให้ถึงแก่ความตายได้โดยวิทยาคมใด ๆ ก็ไม่อาจปิดกั้น อิเกียดจึงถึงแก่ความตายเพราะคมทวนที่เสียบแทงทางทวารหนักที่ทะลุไปถึงลำคอ สมดังที่ได้ประกาศให้ชาวเมืองได้ทราบไว้ล่วงหน้าแล้วว่าชะตาตัวถึงกำหนดสิ้นในวันนี้แล้ว

            ชาวเมืองเห็นศพอิเกียดถูกเสียบประจานไว้หน้าเมือง ต่างพากันไปกราบไหว้บูชา บ้างก็ร้องไห้ด้วยใจสงสาร บ้างก็ร้องไห้ด้วยใจคิดถึงคุณที่อิเกียดเคยรักษาโรคภัยไข้เจ็บ

            ดวงอาทิตย์คล้อยลับจากฟ้า บนนภามืดมิดด้วยอุ้งหัตถ์แห่งราตรี แต่ชาวเมืองก็ไม่ระย่อท้อถอย พากันมาเคารพสักการะศพอิเกียดแน่นขนัด ครั้นเพลาแรกของราตรีผ่านไป เมฆก้อนใหญ่ทะมึนปกคลุมเหนือฟ้ากังตั๋ง เมฆคำรนฟ้าคำรามกึกก้อง ฝนห่าใหญ่ได้ตกลงมาอีกครั้งหนึ่ง สิ้นเมล็ดฝนศพของอิเกียดพลันหายไป เหลือแต่ทวนซึ่งเสียบอยู่กับพื้น

            ทหารรักษาการณ์ซึ่งเฝ้าศพอิเกียดอยู่เห็นเหตุการณ์ดั่งนั้นจึงเข้าไปรายงานให้ซุนเซ็กทราบ ซุนเซ็กทราบความก็โกรธหาว่าทหารไม่เต็มใจรักษาหน้าที่ ชักกระบี่จะฆ่าทหารนั้นเสีย

            กระบี่ยังไม่ทันพ้นออกจากฝัก สายลมเย็นโชยวูบมา ซุนเซ็กมองไปที่ประตูเห็นรูปอิเกียดในชุดนักพรตลัทธิเต๋า กรายร่างลอยพริ้วเข้ามา ซุนเซ็กเห็นอิเกียดก็โกรธไม่คิดว่าเป็นผีหรือเป็นคน ชักกระบี่ออกตรงเข้าฟันรูปอิเกียดนั้น รูปอิเกียดก็หายไป พิษเกาทัณฑ์ซึ่งยังไม่สิ้นพลันกำเริบขึ้น ซุนเซ็กจึงสลบล้มลงอยู่ ณ ที่นั้น

            ทหารรักษาการณ์เห็นเหตุการณ์ก็ตกใจ พากันอุ้มซุนเซ็กไปที่ตั่งสำหรับนอนพักผ่อน ช่วยกันนวดเฟ้นจนซุนเซ็กฟื้นขึ้น ในขณะที่ชุลมุนกันอยู่นั้นสาวใช้ได้เข้าไปรายงานให้นางงอฮูหยินทราบเหตุการณ์ทั้งปวงที่เกิดขึ้น

            นางงอฮูหยินผู้มารดาทราบความก็ตกใจด้วยความห่วงใยซุนเซ็กผู้บุตรจึงรีบมาเยี่ยม เห็นอาการซุนเซ็กแล้วร้องไห้ แล้วว่าเหตุทั้งนี้เกิดแต่เหตุที่ฆ่าอิเกียดเสียนั่นเอง

            ซุนเซ็กฟังคำมารดาก็หาได้สำนึกไม่ หัวเราะขึ้นด้วยเสียงอันดังแล้วว่า ข้าพเจ้านี้เกิดมาเป็นชายชาติทหาร สืบสายเลือดของบิดา ก็แลเมื่อบิดายังมีชีวิตอยู่นั้นได้พาข้าพเจ้าไปในการสงคราม ได้สังหารข้าศึกเสียเป็นอันมาก “อุปมาเหมือนเมล็ดงาพ้นที่จะนับได้ ข้าพเจ้าก็ไม่มีอันตราย”

            แล้วกล่าวต่อไปว่าสำมะหาอะไรกับอิเกียดชีวิตเดียว ข้าพเจ้าฆ่าอิเกียดเสียเพื่อหวังบำรุงราษฎรให้เป็นสุข ไม่ต้องถูกคนฉ้อฉลหลอกลวงให้ตกอยู่ในความงมงายสืบไป ไฉนมารดาท่านจึงหลงเชื่ออิเกียดฉะนี้

            นางงอฮูหยินจึงว่าอิเกียดเป็นผู้ทรงศีล ประพฤติปฏิบัติตนเพื่อความสุขของประชาราษฎร์ มีน้ำใจเมตตา ตั้งอยู่ในบุญสุนทาน ไม่เคยเบียดเบียนล้างผลาญผู้คน แต่เจ้าประหารผู้วิเศษเสียฉะนี้ ภัยจึงบังเกิดแก่ตัวเจ้า ฉะนั้นจะต้องรีบทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งให้แก่อิเกียดเพื่อบรรเทาเคราะห์กรรม

            ซุนเซ็กยังคงเถียงว่าเกิดมาเป็นคนย่อมมีความเจ็บป่วยเป็นธรรมดา ไม่มีผู้ใดจะล่วงพ้นไปได้ ข้าพเจ้าก็เป็นปุถุชน ถึงคราวป่วยเจ็บก็เป็นวิสัยที่จะบังเกิดได้ มารดาท่านจะบังคับให้ข้าพเจ้าไปนับถือขมาลาโทษแก่ผีบุญนั้นไม่ควร

            นางงอฮูหยินเห็นซุนเซ็กไม่เชื่อฟังคำก็เสียใจ จึงออกจากที่พักของซุนเซ็กกลับไปยังจวนของตน สั่งการพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เตรียมการบุญเพื่ออุทิศส่วนกุศลส่งไปให้อิเกียด

            คล้อยหลังมารดา ซุนเซ็กได้เอนหลังลงพักผ่อนในห้องพักเพื่อบรรเทาทุกขเวทนาอันเกิดแต่พิษเกาทัณฑ์ซึ่งกำเริบ พอใกล้สิ้นยามสองอากาศเย็นยะเยือก ลมเย็นสายหนึ่งโชยพัด ไฟที่ตะเกียงก็ดับลง ซุนเซ็กผวาตื่นขึ้น พลันไฟที่ตะเกียงก็ติดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เห็นอิเกียดยืนอยู่ที่หน้าเตียง

            ซุนเซ็กเห็นอิเกียดก็โกรธ ลุกขึ้นตวาดว่า “น้ำใจกูนี้ชังคนโกหกถือผีจึงฆ่ามึงเสีย บัดนี้มึงก็ตายแล้ว เหตุใดยังเป็นอสูรกายมาใกล้กู”

            แล้วซุนเซ็กจึงคว้ากระบี่ที่วางอยู่ข้างเตียงซัดเข้าใส่อิเกียด รูปอิเกียดก็หายไป สายลมเย็นยะเยือกโชยมาอีกครั้งหนึ่ง ตะเกียงก็ดับลงแล้วสว่างขึ้นอีก ซุนเซ็กพะว้าพะวังอยู่กับไฟตะเกียงที่ติดแล้วดับ ดับแล้วติดจนไม่เป็นอันหลับนอนทั้งคืน

            พอสว่างขึ้นสาวใช้ประจำจวนของนางงอฮูหยินได้เข้ามารายงานซุนเซ็กว่าอาการป่วยของซุนเซ็กครั้งนี้ผู้เป็นมารดามีความวิตกกังวลยิ่งนัก กินไม่ได้นอนไม่หลับ และบัดนี้ไม่สบาย ซุนเซ็กทราบข่าวก็ห่วงใยรีบออกไปเยือนมารดาถึงจวนและปลอบมารดาว่าข้าพเจ้าป่วยทั้งนี้เป็นไปตามวิสัยโลก ไม่หนักหนาสาหัสประการใด มารดาท่านอย่าได้วิตกเลย

            นางงอฮูหยินเห็นซุนเซ็กซูบซีดอิดโรยก็ยิ่งวิตกทุกข์ร้อน แล้วว่าอิเกียดเป็นผู้วิเศษแต่เจ้าสังหารเสียโดยที่ไม่มีความผิดจึงไปบังเกิดเป็นอสูรกายแล้วมาจองเวรจองกรรมเอากับเจ้า โรคภัยของเจ้านั้นหาใช่เกิดแต่เหตุอื่นใด หากเป็นเพราะเหตุอิเกียดนี่แล้ว

            แล้วว่าเพื่อจะไถ่โทษแทนเจ้า แม่ได้สั่งให้จัดการพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่ อิเกียดที่วัดยกเซียงก๋วน ขณะนี้การพิธีเตรียมไว้พร้อมเสร็จแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะต้องทำพิธีแต่ตัวแม่จะไปเห็นขัดสนเพราะไม่ค่อยสบาย พรุ่งนี้เช้าให้เจ้าไปทำพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลขอขมาลาโทษอิเกียดเถิด

            นางงอฮูหยินว่าแล้วก็จ้องหน้าซุนเซ็กเป็นทั้งทีอ้อนวอนและเป็นทั้งทีบังคับตามประสาแม่ลูก ซุนเซ็กขัดใจผู้เป็นมารดาไม่ได้ ทั้งสงสารมารดาที่ต้องล้มป่วยเพราะเป็นห่วงอาการของตัว จึงคำนับรับคำมารดาแล้วว่าพรุ่งนี้ลูกจะไปทำบุญส่งให้แก่อิเกียดตามคำท่าน แล้วคำนับลานางงอฮูหยินกลับออกมา

            วันรุ่งขึ้นสาวใช้จากจวนนางงอฮูหยินได้มาเร่งซุนเซ็กให้รีบออกไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่อิเกียด ซุนเซ็กจึงพาทหารออกจากจวนไปวัดยกเซียงก๋วน บรรดาหลวงจีนเตรียมการทั้งปวงไว้พร้อมแล้ว เห็นซุนเซ็กนำทหารเข้ามาในวัดจึงเข้าไปต้อนรับแล้วเชิญซุนเซ็กไปที่ตั้งการพิธี

            หลวงจีนส่งเทียนชนวนให้ซุนเซ็กจุดเทียนการพิธี ซุนเซ็กก็รับเทียนชนวนมาจุดพอเป็นพิธี แต่มิได้คำนับ หรือกล่าวขมาลาโทษ หรือประกาศอุทิศส่วนกุศลแก่อิเกียด พอจุดเทียนเสร็จหลวงจีนก็บอกให้ซุนเซ็กจุดธูป

            พลันที่ควันธูปลอยขึ้นปรากฏรูปอิเกียดในท่านั่งสมาธิลอยอยู่ในท่ามกลางกลุ่มควันนั้น ซุนเซ็กเห็นรูปอิเกียดก็โกรธร้องด่าว่าไอ้ผีบุญ กูไม่กลัวมึง แล้วหันหลังเดินกลับ

            พอเดินมาถึงเก๋งหน้าวิหาร เห็นรูปอิเกียดยืนอยู่ที่เก๋งจ้องถลึงตามาที่ซุนเซ็ก ซุนเซ็กเห็นดังนั้นก็ยิ่งโกรธ ชักกระบี่ออกจากฝักแล้วขว้างไปที่รูปอิเกียด แต่รูปอิเกียดพลันหายไป

            กระบี่ของซุนเซ็กแล่นไปถูกทหารคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้เอาทวนเสียบแทงทวารหนักของอิเกียดล้มลงถึงแก่ความตายที่ข้างเก๋งหน้าวิหารนั้น พอศพล้มลงเลือดไหลออกทั้งทางปาก จมูก หู ตา และทวารหนักเป็นที่สมเพชนัก

            ซุนเซ็กเห็นทหารที่รับคำสั่งให้ประหารอิเกียดถูกกระบี่ถึงแก่ความตายก็สงสาร สั่งการเจ้าหน้าที่ให้แต่งการศพทำพิธีอย่างสมเกียรติ แล้วนำไปฝังไว้ตามธรรมเนียม

            ในขณะที่ซุนเซ็กกำลังเดินออกจากบริเวณวิหาร ก็เห็นรูปอิเกียดในชุดนักพรตในลัทธิเต๋าเดินกรายผ่านหน้าไปมา ซุนเซ็กไม่กล้าที่จะใช้กระบี่ฟาดฟันรูปอิเกียดนั้นต่อไปอีก เพราะเกรงว่าจะไปถูกทหารของตัว จึงได้แต่ด่าว่าอิเกียดเป็นข้อหยาบช้า

            ซุนเซ็กจะเดินไปทางไหน รูปอิเกียดก็ไปปรากฏให้เห็น ซุนเซ็กก็ยิ่งโกรธ พอออกมาพ้นบริเวณวิหารแล้วเรียกทหารมาสั่งว่าวัดนี้มีผีอิเกียดมาสิงอยู่แล้ว หากปล่อยไว้ชาวเมืองจะได้รับความเดือดร้อน ให้เร่งรื้อวิหารนั้นเสียเถิด

            ทหารที่ติดตามซุนเซ็กมากลัวอาญาของซุนเซ็กจึงเตรียมจะเข้าไปรื้อวิหาร ทันใดนั้นเห็นรูปอิเกียดนั่งอยู่บนหลังคาวิหารแล้วเอากระเบื้องมุงวิหารซัดขว้างมายังทหารที่กำลังจะเข้ามารื้อวิหารจนทหารได้รับบาดเจ็บหลายคน พวกที่เหลือเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นพากันเกรงกลัวไม่กล้าเข้าไปใกล้บริเวณวิหารอีก

            ซุนเซ็กเห็นเช่นนั้นก็โกรธ ออกคำสั่งให้หลวงจีนทุกรูปออกจากบริเวณวัด แล้วให้ทหารจุดไฟเผาวัดยกเซียงก๋วนนั้นเสีย 

            เพลิงลุกไหม้ลามไปทั่วทั้งวัด ควันดำปกคลุมเหนือบริเวณวัด ปรากฏรูปอิเกียดในท่านั่งสมาธิลอยอยู่บนเปลวเพลิง

            ซุนเซ็กเห็นเพลิงไหม้วัดยกเซียงก๋วนพักหนึ่งแล้วจึงพาทหารกลับไปที่จวน แต่พอไปถึงประตูจวน เห็นรูปอิเกียดยืนทะมึนขวางประตูอยู่ ซุนเซ็กเกรงทหารจะได้รับอันตรายจึงพาทหารออกมาตั้งค่ายอยู่นอกเมือง

            ซุนเซ็กยามนี้ดุดันบ้าระห่ำ หาได้หวั่นเกรงอำนาจแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้แม้แต่น้อย พอตั้งค่ายที่นอกเมืองเสร็จ ได้ออกคำสั่งให้เรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองเพื่อเตรียมการยกกองทัพไปกำจัดโจโฉ.
 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓