ตอนที่ 141. พยัคฆ์น้อยต้องพิษเกาทัณฑ์

เจี้ยนอันศกปีที่สี่ เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้เสด็จไปประทับที่เมือง   ฮูโต๋ราชธานีใหม่ได้สี่ปี โจโฉได้ครองอำนาจรัฐส่วนกลางไว้อย่างเบ็ดเสร็จ แผ่อิทธิพลเหนือดินแดนอันเป็นวุยก๊กซึ่งตกอยู่ในปูมธาตุดิน และได้ปราบปรามปรปักษ์ด่าวดิ้นลงไปเป็นจำนวนมาก

            ทางด้านเหนือคงเหลืออ้วนเสี้ยวและม้าเท้ง หันซุย ทางด้านใต้คงเหลือเล่าเปียวและซุนเซ็ก ส่วนทางด้านตะวันตกเหลือเตียวล่อและเล่าเจี้ยง โดยดินแดนที่เป็นจ๊กก๊กก็คือเมืองเสฉวนและเมืองฮันต๋ง ซึ่งเล่าเจี้ยงและเตียวล่อเป็นเจ้าเมือง เป็นดินแดนขนาดใหญ่และอุดมสมบูรณ์ เป็นดินแดนที่พระเจ้าฮั่นโกโจ-เล่าปัง ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ฮั่นเคยใช้เป็นฐานแห่งอำนาจในอดีต

            ในช่วงเวลานี้เล่าปี่เชื้อพระวงศ์พเนจรยังคงร่อนเร่พเนจรอยู่ดังเดิม ล่าสุดได้เมืองเก๋าเซียที่เตียวหุยยึดไว้ และได้เมืองยีหลำซึ่งเล่าเพ็กและก๋งเต๋ายอมสวามิภักดิ์ เล่าปี่ได้เคลื่อนย้ายครอบครัวและกำลังทหารห้าพันคนไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่เมืองยีหลำ หัวเมืองชั้นตรีอย่างเมืองยีหลำและหัวเมืองชั้นจัตวาอย่างเมืองเก๋าเซียจึงเป็นดินแดนในอิทธิพลของเล่าปี่ แต่มีพื้นที่ตลอดจนประชากรและกำลังที่อ่อนด้อยเทียบไมได้กับกำลังอำนาจของโจโฉในเมืองหลวง

            ซุนเซ็กบุตรของเสือขาวซุนเกี๋ยนสืบสายเลือดกล้าหาญวู่วามจากบิดา จึงได้สมญาว่าพยัคฆ์น้อยแห่งลุ่มน้ำแยงซีได้ครองอำนาจเหนือดินแดนกังตั๋ง อันเป็นดินแดนที่ได้ชื่อว่าง่อก๊ก แม้จะยังไม่สามารถยึดครองหัวเมืองต่าง ๆ ได้หมดสิ้น แต่ก็ต้องนับว่าซุนเซ็กได้แผ่อำนาจอิทธิพลเหนือฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซีอย่างกว้างขวาง จะเป็นรองก็แต่โจโฉ แต่ในขณะเดียวกันย่อมเหนือกว่าเล่าปี่มากมายนัก

            ซุนเซ็กต้องการที่จะสถาปนาอำนาจเหนือแคว้นกังตั๋งอย่างเบ็ดเสร็จ ดังนั้นเมื่อโอกาสอำนวยจึงได้กรีฑาทัพไปตีเมืองโลกั๋งและเมืองอิเจี๋ยงไว้ในอำนาจได้สำเร็จ กวาดต้อนผู้คนและซ่องสุมกำลังทหารเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก

            ครั้นยึดได้เมืองโลกั๋งและเมืองอิเจี๋ยงแล้ว ซุนเซ็กยังหวังได้ยศและตำแหน่งจากเมืองหลวงเพิ่มขึ้น จึงให้เตียวเหียนเป็นทูตถือฎีกาขึ้นไปกราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ว่าบัดนี้ซุนเซ็กได้ครองอำนาจในดินแดนฝั่งใต้ของแม่น้ำแยงซี ได้ปราบปรามหัวเมืองไว้ในอำนาจ ทำให้เกิดสันติสุขและสันติภาพขึ้นในดินแดนแถบนี้

            เตียวเหียนถือฎีกาเข้าเมืองหลวงแล้วต้องยื่นผ่านโจโฉอัครมหาเสนาบดีตามทางราชการ ดังนั้นความสัมพันธ์ของซุนเซ็กกับเมืองหลวงในช่วงระยะเวลานี้จึงยังไม่ขาดสะบั้นจากราชสำนัก แต่หาได้ยอมสวามิภักดิ์โดยสมบูรณ์ไม่

            โจโฉเห็นฎีกาของซุนเซ็กแล้วก็รู้นัยยะแห่งฎีกานั้นว่าซุนเซ็กคิดตั้งตัวเป็นใหญ่ในแคว้นกังตั๋ง ครั้นจะปราบปรามซุนเซ็กเสียในทันที การศึกข้างเหนือยังต้องคุมเชิงอยู่กับอ้วนเสี้ยว ทั้งต้องคอยระวังม้าเท้ง หันซุย ซึ่งได้ร่วมคิดการกับกลุ่มตังสินและเล่าปี่ ไม่อาจทำการได้ตามความประสงค์ โจโฉจึงได้แต่ทอดถอนใจใหญ่รำพึงว่า “ธรรมดาชาติลูกเสือแล้วย่อมร้ายกาจ ผู้ใดจะหมายทำอันตรายแก่ลูกเสือนั้นก็ไม่ได้”

            โจโฉคิดจะปราบปรามซุนเซ็กให้อยู่ในอำนาจแต่ติดขัดด้วยการศึกทางด้านเหนือจึงคิดผูกไมตรีดึงซุนเซ็กไว้เป็นพวกด้วยกลวิธีผูกดอง ดำริว่าจะยกน้องสาวของโจหยินให้เป็นภรรยาซุนของผู้น้องของซุนเซ็ก หวังเอาการผูกดองครั้งนี้ดึงซุนเซ็กไว้เป็นพวก

            แต่ในขณะเดียวกันเพื่อสกัดกั้นความเติบใหญ่ของซุนเซ็ก โจโฉจึงไม่นำฎีกาของซุนเซ็กขึ้นกราบบังคมทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ทั้งยังเอาตัวเตียวเหียนไว้ทำราชการในเมืองหลวง

            ซุนเซ็กรอฟังข่าวจากเตียวเหียนแต่ไม่ได้ความจึงสืบสาวราวเรื่องว่าเหตุใดจึงเงียบหายไป พอทราบความว่าโจโฉปิดฎีกาไว้ไม่นำขึ้นกราบบังคมทูล และเอาตัวเตียวเหียนไว้ทำราชการในเมืองหลวง ซุนเซ็กจึงโกรธโจโฉคิดจะยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋

            ซุนเซ็กสั่งให้กองทัพทั้งกองทัพบก และกองทัพเรือฝึกซ้อมไพร่พลรอคอยโอกาสที่จะยกไปตีเมืองฮูโต๋ ข่าวคราวการเตรียมกองทัพของซุนเซ็กแพร่ขยายทั่วไปในดินแดนกังตั๋ง

            เค้าก๋องเจ้าเมืองเมืองง่อกุ๋น ซึ่งเป็นหัวเมืองขึ้นต่อเมืองกังตั๋งไม่พอใจซุนเซ็กที่คิดอ่านทำสงครามกับเมืองหลวง จึงแต่งหนังสือให้ทหารถือไปแจ้งแก่โจโฉว่าซุนเซ็กเตรียมการเพื่อจะยกกองทัพไปตีเมืองหลวงเป็นการกบฏต่อแผ่นดิน ขอให้โจโฉยกกองทัพลงมาปราบหรือมิฉะนั้นก็ให้กราบทูลพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้มีพระบรมราชโองการเรียกตัวซุนเซ็กเข้าไปรับราชการในเมืองหลวง

            โชคไม่เข้าข้างเค้าก๋องเพราะในขณะที่ทูตของเค้าก๋องถือหนังสือลงเรือข้ามอ่าวจะเดินทางไปเมืองหลวงนั้น ถูกทหารลาดตระเวนทางทะเลของเมืองกังตั๋งจับตัว ตรวจค้นพบหนังสือของเค้าก๋องแล้วนำตัวทูตและหนังสือนั้นเอาไปให้แก่ซุนเซ็ก

            ซุนเซ็กเห็นหนังสือของเค้าก๋องก็โกรธที่ลูกน้องคิดขายนายจึงสั่งประหารทูต แล้วคิดอุบายให้ทหารไปเชิญเค้าก๋องเจ้าเมืองง่อกุ๋นมากินโต๊ะที่เมืองกังตั๋ง

            เค้าก๋องเป็นเจ้าเมืองที่ขึ้นต่อเมืองกังตั๋ง ไม่ได้สงสัยว่าซุนเซ็กจะทราบความที่เสนอไปยังโจโฉ จึงมากินโต๊ะตามคำเชิญ

            ครั้นเค้าก๋องมากินโต๊ะตามคำเชิญแล้ว ซุนเซ็กจึงเอาหนังสือของเค้าก๋องให้ดูแล้วว่าเหตุใดมึงจึงกล่าวหาว่ากูเป็นกบฏ แล้ววางแผนการร้ายให้โจโฉกำจัดกูเสียเล่า

            เค้าก๋องเห็นดังนั้นก็ตกใจไม่สามารถโต้ตอบประการใดได้ ซุนเซ็กจึงสั่งทหารให้จับเค้าก๋องเอาไปตัดศีรษะ และสั่งทหารให้ไปจับครอบครัวและพรรคพวกของเค้าก๋องที่เมืองง่อกุ๋นเพื่อจะเอาตัวมาประหารเสียให้สิ้น

            พรรคพวกและผู้คนในครอบครัวของเค้าก๋องทราบข่าวจึงพากันหลบหนีจากราชภัยของซุนเซ็ก แต่การครั้งนี้ได้ผูกพยาบาทให้เกิดขึ้นแก่นายทหารของเค้าก๋องหลายคน

            นายทหารของเค้าก๋องสามนายคิดถึงคุณเค้าก๋องจึงวางแผนแก้แค้นซุนเซ็ก ปลอมตัวเป็นชาวบ้านมาเคลื่อนไหวอยู่ชายป่าใกล้เมืองกังตั๋ง คอยติดตามข่าวคราวการเคลื่อนไหวของซุนเซ็กเพื่อแก้แค้นให้กับเค้าก๋อง

            วันหนึ่งซุนเซ็กนึกสนุกจึงพาทหารติดตามไปล่าสัตว์ในป่าใกล้เมืองกังตั๋ง ทหารคนสนิทได้ทัดทานว่าสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ ไม่สมควรที่ซุนเซ็กจะเข้าป่าล่าสัตว์ แต่ซุนเซ็กนั้นทะนงในฝีมือและมีน้ำใจกล้าหาญไม่หวั่นเกรงอันตรายจึงไม่ฟังคำ พาทหารแต่สิบสองคนเข้าป่าไป

            ทหารคนสนิทของซุนเซ็กห่วงนายว่าจะได้รับอันตรายจึงนำความไปรายงานให้กับเทียเภาทราบ เทียเภาได้ทราบความก็ตกใจรีบพาทหารสิบคนติดตามซุนเซ็กไป

            ซุนเซ็กเข้าไปล่าเนื้อในป่า เห็นกวางตัวหนึ่งจึงเร่งฝีเท้าม้ารีบตามเข้าไปในป่าลึก ทำให้ทหารเดินเท้าที่ติดตามตามไปไม่ทัน

            นายทหารของเค้าก๋องทั้งสามคนติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของซุนเซ็กอย่างใกล้ชิดได้ทราบข่าวการเข้าป่าล่าสัตว์จึงดักซุ่มคอยทีอยู่ ครั้นซุนเซ็กขี่ม้าลึกเข้ามาในป่าไกลจากทหารที่ติดตามและเข้ามาใกล้ระยะที่ซุ่มอยู่จึงรุมกันเข้าไปทำร้ายซุนเซ็ก “คนหนึ่งเอาทวนแทงถูกเท้าซ้ายซุนเซ็ก คนหนึ่งเอาเกาทัณฑ์ยิงถูกหน้าผากซุนเซ็ก”

            ซุนเซ็กถูกยิงก็โกรธ ดึงเอาเกาทัณฑ์ออกจากหน้าผากแล้วยิงเกาทัณฑ์ไปถูกทหารของเค้าก๋องตายไปคนหนึ่ง แต่นายทหารอีกสองคนที่เหลือได้เข้ามารุมใช้ทวนแทงซุนเซ็กบาดเจ็บหลายแห่ง แล้วร้องบอกซุนเซ็กว่าเป็นทหารของเค้าก๋องมาแก้แค้นแทนนาย

            ซุนเซ็กไม่มีอาวุธใดติดตัวจึงได้แต่ใช้คันเกาทัณฑ์ป้องปัดทวนของทหารทั้งสองนายจึงถูกทวนบาดเจ็บเป็นสาหัส ขณะนั้นเทียเภาได้นำทหารตามมาทัน ซุนเซ็กเห็นเทียเภาจึงร้องเรียกให้ช่วย เทียเภาได้นำทหารเข้าล้อมทหารของเค้าก๋องแล้วฟันนายทหารทั้งสองคนนั้นถึงแก่ความตาย

            เทียเภาและทหารที่ติดตามไปได้พาตัวซุนเซ็กกลับเข้าเมืองกังตั๋งและให้หาหมอฮัวโต๋มารักษาพยาบาล แต่ในขณะนั้นหมอฮัวโต๋เดินทางไปรักษาโรคในเมืองหลวง จึงได้แต่เพียงศิษย์ของฮัวโต๋มารักษาพยาบาลซุนเซ็ก

            เพียงไม่กี่วันแผลที่ต้องทวนก็หายสนิท คงเหลือแต่แผลเกาทัณฑ์ที่ต้องบริเวณหน้าผาก ปรากฏว่าเป็นเกาทัณฑ์อาบยาพิษ แต่กระนั้นด้วยฝีมือแพทย์แผนโบราณของศิษย์ฮัวโต๋ก็สามารถรักษาแผลได้หายสนิทและข่มพิษร้ายไว้ไม่ให้กำเริบ แต่พิษนั้นก็ไม่สิ้นไปจากกายของซุนเซ็ก

            ศิษย์ของฮัวโต๋จึงได้แนะนำว่าการรักษาพยาบาลทำได้แต่เพียงเท่านี้ จะต้องใช้เวลาอีกหนึ่งร้อยวัน พิษในกายของซุนเซ็กจึงจะสูญสิ้นไปได้ ในระยะหนึ่งร้อยวันนี้ซุนเซ็กจะต้องช่วยตัวเองด้วยการทำจิตใจให้สงบ ไม่ให้เลือดพลุ่งพล่าน พิษร้ายจะได้ไม่กำเริบ ข้อสำคัญต้องข่มและระงับไม่ให้เกิดโทสะ เพราะเมื่อเกิดโทสะแล้ว เลือดในกายก็จะฉีดพล่านพิษจะกำเริบทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้ซุนเซ็กปลีกตัวไปอยู่ในที่ปราศจากการรบกวน

            ซุนเซ็กรับคำที่จะปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ แต่วิสัยซุนเซ็กนั้นเป็นคนใจร้อน และถึงคราวชะตาตกจึงเกิดเหตุบังเอิญให้เตียวเหียนซึ่งถูกโจโฉกักตัวไว้รับราชการในเมืองหลวงคิดอ่านแจ้งข่าวคราวข้างเมืองหลวงให้ซุนเซ็กทราบ จึงให้คนเดินทางมาส่งข่าวแก่ซุนเซ็กที่เมืองกังตั๋ง

            ซุนเซ็กทราบว่าเตียวเหียนให้คนมาพบก็ใคร่รู้ความจึงละคำของแพทย์ออกมาพบกับคนของเตียวเหียนแล้วถามความข้างเมืองหลวงว่าเตียวเหียนไปอยู่เมืองหลวงแล้วเป็นประการใดบ้าง

            คนของเตียวเหียนจึงเล่าความว่า โจโฉและบรรดาแม่ทัพนายกองล้วนเกรงซุนเซ็ก คงมีแต่กุยแกที่ปรึกษาของโจโฉเท่านั้นที่ไม่เห็นความสำคัญ

            ซุนเซ็กฟังคำเล่าก็คาดหมายได้ว่ากุยแกมีความคิดปรามาสตัว จึงถามต่อไปว่ากุยแกได้พูดถึงตัวเราประการใดบ้าง คนของเตียวเหียนได้ยินคำถามนี้ก็นิ่งอยู่

            ซุนเซ็กเห็นอาการดังนั้นก็คิดว่ากุยแกคงปรามาสตัวในเรื่องร้ายแรงจึงรุกเร้าเอาคำตอบ คนของเตียวเหียนขัดมิได้จึงเล่าว่ากุยแกได้เสนอต่อโจโฉว่าซุนเซ็กนั้นไม่น่าเกรงกลัว เพราะเป็นคนเจ้าโทสะวู่วาม ไม่คิดถึงน้ำใจของผู้น้อย นานไปจะตายด้วยฝีมือทหารเลว

            ซุนเซ็กได้ฟังคำเล่าก็บันดาลโทสะโกรธกุยแกเป็นอันมากจึงว่า ไอ้กุยแกผู้นี้เป็นใคร จึงบังอาจหมิ่นตัวเราถึงเพียงนี้ เราจะยกกองทัพไปตีเมืองหลวงแล้วจับกุยแกเอามาตัดลิ้นเสียให้หายแค้น

            ด้วยความใจร้อน ใจเร็ว และแรงโทสะ ซุนเซ็กจึงเรียกประชุมบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกอง แจ้งความที่คนของเตียวเหียนมาบอกให้ทราบ แล้วปรึกษาว่าจะยกกองทัพไปตีเมืองหลวง

            เตียวเจียวที่ปรึกษาเมืองกังตั๋งจึงว่า ท่านอย่าเพิ่งวู่วามเพราะบัดนี้ยังไม่พ้นระยะเวลาหนึ่งร้อยวันที่ท่านจะต้องรักษาตัวตามคำของแพทย์ ดังนั้นจึงควรงดความคิดที่จะยกกองทัพไปตีเมืองฮูโต๋เอาไว้ก่อน ล่วงพ้นหนึ่งร้อยวันไปแล้วค่อยคิดการสืบไป

            ในขณะที่กำลังปรึกษาและยังไม่ตัดสินใจไปทางใดทางหนึ่ง ทหารรักษาการได้เข้ามารายงานว่าตันจิ๋นทูตของอ้วนเสี้ยวเดินทางมาเมืองกังตั๋งและรอพบอยู่ ซุนเซ็กจึงให้ไปเชิญตันจิ๋นเข้ามาพบ แล้วรับหนังสือของอ้วนเสี้ยวมาอ่านดู

            ในหนังสือนั้นอ้วนเสี้ยวได้กล่างหาว่าโจโฉเป็นทรราช ข่มเหงย่ำยีพระเจ้าเหี้ยนเต้ เป็นกรณีที่ขุนนางผู้ภักดีต่อแผ่นดินทั้งปวงจะต้องร่วมมือกันกำจัดโจโฉ สร้างสันติสุขแก่บ้านเมือง และเห็นว่าซุนเซ็กเป็นขุนนางผู้ภักดีต่อราชสำนัก ครองอำนาจเป็นใหญ่อยู่ในภาคใต้จึงขอเชิญเข้าร่วมเป็นพันธมิตรกำจัดโจโฉโดยอ้วนเสี้ยวจะยกกองทัพลงมาจากทางเหนือและให้ซุนเซ็กยกกองทัพขึ้นไปจากทางใต้เข้าโจมตีเมืองหลวงพร้อมกันเพื่อกำจัดโจโฉให้จงได้

            ซุนเซ็กทราบความตามหนังสือของอ้วนเสี้ยวก็ยินดี เพราะมีจุดยืนเหมือนกับที่จะกำจัดโจโฉซึ่งเป็นทรราช และข้อเสนอของอ้วนเสี้ยวนั้นก็สอดคล้องกับความคิดของซุนเซ็ก จึงตัดสินใจร่วมมือกับอ้วนเสี้ยวกำจัดโจโฉ

            ซุนเซ็กสั่งเลิกประชุมแล้วให้แต่งโต๊ะเลี้ยงตันจิ๋นรวมทั้งบรรดาที่ปรึกษาและแม่ทัพนายกองบนหอรบหน้าเมืองกังตั๋ง.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘