ตอนที่ 13. สิบขันทีฝ่าวิกฤติ

สรรพ สิ่งในโลกย่อมผันแปรไปเป็นธรรมดา มีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่แล้วดับไปตามกฎแห่งพระไตรลักษณ์อันทรงธรรม ไม่มีวันที่จะละเว้นเกื้อกูลหรือเข้มงวดเอากับผู้ใด มีลาภยศสุขสรรเสริญได้ ก็มีอันต้องเสื่อมลาภเสื่อมยศ มีทุกข์และนินทาได้ เป็นของคู่กัน


            เมื่อ อยู่ในเวลากลางวัน ผู้มีปัญญาย่อมไม่หลงระเริง หากตระหนักดีว่าราตรีกาลย่อมมาเยือน ครั้นอยู่ในราตรีอันมืดมิด ผู้มีปัญญาย่อมไม่ประหวั่นพรั่นพรึงท้อถอย เพราะย่อมมองเห็นอนาคตที่แสงสว่างแห่งอรุณจะมาเยือน


            ธรรมชาติเป็นเช่นนี้ แต่เป็นวิสัยของปุถุชนที่พิสมัยแต่สิ่งอันเป็นที่พึงใจ รังเกียจเดียดฉันท์สิ่งอันเป็นที่ไม่พึงใจ ครั้นได้สิ่งที่พึงใจแล้วก็เหลิงระเริงอยู่กับความพึงใจนั้น ไม่ยอมคาดไม่ยอมคิดว่าความพึงใจนั้นย่อมมีอันสูญสิ้นไปสักวันหนึ่ง ไม่มีทางที่จะเป็นอมตะนิรันดรได้


            สิบ ขันทีในยุคสมัยของเลนเต้เรืองอำนาจวาสนายิ่งกว่าผู้ใดในแผ่นดิน อาศัยพระบารมีแห่งฮ่องเต้ก่อกรรมทำเข็ญไว้กับขุนนางข้าราชการเป็นฉกรรจ์แสน สาหัสนัก สร้างความเคียดแค้นชิงชังประทับไว้ในใจของขุนนางข้าราชการเกือบทั้งประเทศ และส่งผลให้เกิดความเดือดร้อนทุกข์เข็ญแก่อาณาประชาราษฎร


            สิบ ขันทีเหลิงระเริงในอำนาจดังนี้จนลืมไปว่าย่อมมีสักวันหนึ่งที่เลนเต้จะต้อง ลับลาบัลลังก์มังกร จึงไม่ได้เตรียมการสร้างคุณงามความดีไถ่โทษตน ไม่ได้สร้างความภักดีไว้กับใจคน ดังนั้นครั้นสิ้นแผ่นดินเลนเต้แล้วชะตากรรมของสิบขันทีจึงเปรียบประดุจดัง เถาวัลย์พันไม้ใหญ่ ครั้นไม่ใหญ่โค่นล้มลง เถาวัลย์นั้นก็ล้มลงตาม


            พลัน ที่สิ้นแผ่นดินเลนเต้ ปัญหาอำนาจรัฐใหม่ยังคงคลุมเครือยิ่งนัก พระราชวงศ์พระองค์ใดจะได้รับสถาปนาเป็นฮ่องเต้สืบราชสมบัติก็ยังไม่แน่ชัด ขุนนางข้าราชการผู้ใดจะก้าวขึ้นครองอำนาจรัฐภายใต้บัลลังก์มังกรก็ยังไม่แน่ ชัด

หัน ไปทางพระราชวงศ์ก็ยังไม่เห็นใครเป็นที่พึ่งได้ หันไปทางด้านขุนนางข้าราชการเล่าก็ปะเอาแต่คนที่ตัวเคยข่มเหงรีดไถเอาส่วย สินบนไปทั้งสิ้น เพราะขุนนางข้าราชการเหล่าใดที่ไม่ยอมอยู่ในระบบส่วยสินบนล้วนถูกปลดหรือถูก ถอดออกจากตำแหน่งกลายเป็นราษฎรสามัญ กลับไปทำไร่ไถนาค้าขาย ณ ภูมิลำเนาเดิมจนหมดสิ้น


            สิบ ขันทีจึงว้าเหว่ยิ่งนัก เป็นความว้าเหว่ที่หนาวเหน็บเข้าไปในหัวใจ เพราะเบื้องลึกแห่งบึ้งใจตระหนักดีว่าผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าทางด้านพระราชวงศ์หรือขุนนางข้าราชการไม่อาจหาใครเสมอเหมือนเลนเต้ได้ อีกแล้ว มีแต่คนซึ่งเป็นคนไกล หรือไม่ก็เป็นคนที่มีรอยแค้นตรึงอยู่ในใจทั้งสิ้น


            ดังนั้นแต่ละวันกลุ่มสิบขันทีจึงสาละวนปรึกษาหารือกันเพื่อหาทางออกให้กับ ชะตากรรมชีวิตของพวกตนและรอคอยโอกาสที่จะมาถึง หวังเอาโอกาสนั้นฟื้นคืนสถานะและอำนาจขึ้นมาใหม่


            ในระหว่างที่เหล่าขันทีกำลังรอเวลา รอโอกาสอยู่นั้น สภาคนเครียดที่ประชุมกันอยู่ในจวนของโฮจิ๋น ยังหาข้อยุติไม่ได้กับข้อเสนอของโฮจิ๋นที่ให้วางแผนกันจับสิบขันทีฆ่าเสีย จนเวลาผ่านไปชั่วยามหนึ่งแล้วทุกคนยังคงอยู่ในอาการเงียบ ส่ายศีรษะ บ้างก็เอานิ้วชี้เคาะโต๊ะ ทำทีเป็นครุ่นคิด บ้างก็ลุกเดินวนรอบโต๊ะ ทำทีเป็นใช้ความคิดอย่างหนัก โดยที่ทุกคนไม่ยอมกินโต๊ะ ทั้ง ๆ ที่ถูกโฮจิ๋นเชิญมากินโต๊ะ ทั้งนี้เนื่องเพราะปัญหาที่ขบคิดกันอยู่นั้นหนักหนาสาหัสนัก ประดังขึ้นมาถึงลำคอ กลืนกินอาหารไม่ลง


            คง มีแต่โจโฉเจ้าปัญญาเท่านั้นที่ยืนสงบนิ่งเฝ้าสังเกตอากัปกิริยาของโฮจิ๋น และเหล่าขุนนาง ที่เป็นไป ณ ที่นั้น แล้วรำพึงขึ้นในใจว่าคนพวกนี้หามีสติปัญญาไม่ ใช่แต่เท่านั้นยังเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวเอาตัวรอด แล้วเรื่องอะไรเราจะออกความคิดเห็นให้เป็นภัยแก่ตนไปในภายหน้า โจโฉจึงได้สงบนิ่งต่อไป


            ในขณะที่ความเงียบปกคลุมบรรยากาศในห้องจัดเลี้ยงซึ่งใช้เป็นห้องประชุมไป ด้วยนั้น ทหารรับใช้ได้วิ่งเข้ามารายงานต่อโฮจิ๋นว่าขุนนางชื่อพัวอิ๋นมาขอเข้าพบ เพื่อรายงานเหตุการณ์สำคัญ โฮจิ๋นจึงออกจากห้องจัดเลี้ยงไปพบพัวอิ๋นในห้องรับรองอีกห้องหนึ่ง


            พัวอิ๋นขุนนางซึ่งเป็นพวกของโฮจิ๋นรายงานให้โฮจิ๋นทราบว่าบัดนี้พระเจ้าเลน เต้สวรรคตแล้ว สิบขันทีปกปิดข่าวการสวรรคตนั้น แล้วเกียนสิดหนึ่งในสิบขันทีคบคิดกันกับตั๋งไทเฮาพระราชชนนีของฮ่องเต้ในพระ บรมโกศวางแผนจะแอบอ้างรับสั่งให้ตัวท่านเข้าวังแล้วสังหารเสีย จากนั้นจะให้หองจูเหียบพระโอรสในพระสนมเอกขึ้นครองราชย์ รายงานแล้วพัวอิ๋นก็ลากลับไป


            พัวอิ๋นออกจากจวนไปยังไม่ทันที่โฮจิ๋นจะกลับเข้าไปในห้องจัดเลี้ยง ทหารรับใช้ก็วิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานต่อโฮจิ๋นว่าเจ้าหน้าที่ราชสำนักเชิญ รับสั่งของฮ่องเต้มาพระราชทานแก่โฮจิ๋น


            โฮจิ๋นจึงให้เชิญเจ้าหน้าที่ราชสำนักเข้ามาในห้องรับรอง จึงได้รับหมายรับสั่งว่าให้โฮจิ๋นเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อปรึกษาราชการสำคัญ


            โฮ จิ๋นรับหมายรับสั่งแล้ว เดินกลับเข้ามาที่ห้องจัดเลี้ยงบอกความทั้งปวงให้เหล่าขุนนางทราบ ขุนนางทั้งนั้นสีหน้าแตกตื่นตกใจ แต่ไม่มีผู้ใดออกความเห็น ในขณะที่ความคิดของทุกคนโลดแล่นคาดคิดถึงเหตุร้ายที่กำลังเยื้องกรายเข้ามา เยือนพวกตน ต่างคนต่างคิดถึงชะตากรรมของตัวและครอบครัว พากันหน้าสลดลง จนเป็นที่เห็นได้ชัด

             โจโฉฉวยโอกาสนี้ทำตนเป็น “แสงไฟน้อยสว่างขึ้นในที่มืด” เสนอความเห็นว่า “เราจำจะตั้งให้หองจูเปียน พระราชบุตรคนโตเสวยราชสมบัติเสียก่อน” ทั้ง นี้เพื่อไม่ให้ราชบัลลังก์ก็ว่างลงนานเกินไปจนเสียธรรมเนียมการปกครองแผ่น ดิน หลังจากนั้นแล้วจึงค่อยคิดอ่านฆ่าเกียนสิดขันทีกับพรรคพวกต่อไป


             โฮจิ๋นยินข้อเสนอของโจโฉแล้วทั้งเห็นว่าไม่มีขุนนางผู้ใดโต้แย้งคัดค้านหรือ แสดงความเห็นเป็นอย่างอื่น จึงเห็นดีด้วยแล้วถามว่าผู้ใดจะอาสาไปทำการครั้งนี้


               อ้วนเสี้ยวนายพันทหารสารวัตรแห่งกองกำลังรักษาพระนคร ผู้เป็นบุตรอัครมหาเสนาบดีได้ฟังดังนั้นจึงขันอาสาว่าจะขอนำกำลังทหารห้าพัน บุกเข้าไปจับเกียนสิดกับพวกขันทีฆ่าเสียถึงในพระราชฐาน แล้วจึงยกหองจูเปียนขึ้นครองราชย์ต่อไป


             โฮจิ๋นมีความยินดียิ่งนัก มีคำสั่งให้จัดทหารห้าพันพร้อมอาวุธครบมือ ให้อ้วนเสี้ยวคุมทหารเข้าวังไป

             ยาม ตกอยู่ในสภาพกลัวตาย และเชื่อมั่นในกำลังทหารของตัว โฮจิ๋นจึงมองข้ามไปว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นการบุกพระราชฐาน มีความผิดฐานกบฎภายในราชอาณาจักร มีโทษถึงประหารเจ็ดชั่วโคตร ส่วนอ้วนเสี้ยวนั้นแรงแค้นพยาบาทสิบขันทีกรุ่นอยู่ในอก หาคิดหน้าคิดหลังประการใดไม่


             ส่วนโฮจิ๋นได้สั่งให้โหหยอง ซุนสิว แตะถ้ายพร้อมด้วยขุนนางใหญ่น้อยกว่าสามสิบคนติดตามโฮจิ๋นเข้าไปถึงพระตำหนัก ซึ่งไว้พระบรมศพพระเจ้าเลนเต้ แล้วให้เชิญหองจูเปียนพระราชบุตรพระองค์โตทรงฉลองพระองค์ชุดพระมหากษัตริย์ ขึ้นประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์


             โฮจิ๋นและขุนนางทั้งปวงกราบถวายบังคมแล้วให้อาลักษณ์อ่านประกาศสถาปนา ฮ่องเต้ในนามของเหล่าขุนนางและราษฎรทั้งปวง อัญเชิญหองจูเปียนขึ้นเสวยราชสมบัติตามราชประเพณี


              หองจูเปียนฮ่องเต้พระองค์น้อยสดับประกาศสถาปนาแล้วจึงตรัสว่าการแผ่นดินเป็น การใหญ่ ตัวเรายังเยาว์วัยนัก หวังเอาความภักดีของท่านทั้งปวงเกื้อกูลสนับสนุนเพื่อให้บ้านเมืองแลราษฎร สงบสุขสืบไป

              เหล่าขุนนางพร้อมกันถวายพระพร ถวายบังคม เสร็จพิธีแล้วฮ่องเต้พระองค์น้อยจึงเสด็จขึ้นจากนั้นโฮจิ๋นจึงตามอ้วนเสี้ยวไปที่บ้านเกียนสิดภายในพระราชวัง   ฝ่ายเกียน   สิดขันทีได้ยินเสียงอึกทึกครึกโครม  เห็นทหารเข้ามาในพระราชวังผิดสังเกตก็รู้ตัวว่าภัยกำลังจะมาถึง จึงวิ่งหนีออกจากบ้านเข้าไปในสวนหลังบ้าน

              ก๊กเสงขันทีซึ่งอาฆาตแค้นอยู่กับเกียนสิดก่อนนี้แล้ว เห็นโอกาสที่จะระบายแค้นเอากับเกียนสิดและสร้างความชอบไว้แก่ตน จึงวิ่งตามไปสังหารเกียนสิดตายในสวนดอกไม้นั้น


              สามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ว่าขันทีผู้นี้ชื่อกุยเสง อยู่นอกกลุ่มขันทีสิบคนซึ่งแปลผิด ความจริงเป็นก๊กเสง หนึ่งในสิบขันทีตามต้นฉบับภาษาจีน


              เหล่าทหารล้อมวังในบังคับของเกียนสิด เห็นเกียนสิดตายต่างตกใจกลัว ขอเข้าเป็นพวกของอ้วนเสี้ยวเป็นจำนวนมาก อ้วนเสี้ยวรายงานเหตุการณ์ให้โฮจิ๋นทราบแล้วเสนอว่าเราทำการมาถึงเพียงนี้ แล้วจำเป็นต้องฆ่าสิบขันทีที่เหลือเสีย บ้านเมืองจึงจะปกติ โฮจิ๋นเห็นด้วยจึงนำทหารไปที่กรมขันที แต่ไม่พบสิบขันทีแม้แต่คนเดียว


              ฝ่ายสิบขันทีได้รับรายงานข่าวมาก่อนแล้วว่าโฮจิ๋นและอ้วนเสี้ยวนำกำลังทหาร บุกเข้าวัง และขันทีเลวได้มารายงานว่าอ้วนเสี้ยวเสนอโฮจิ๋นให้สังหารพวกตนเสียก็ตกใจ วิ่งหลบหนีเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นใน เข้าไปในพระตำหนักโฮฮองเฮาผู้เป็นน้องสาวของโฮจิ๋น ซึ่งบัดนี้เมื่อมีการสถาปนาหองจูเปียนผู้บุตรขึ้นเป็นฮ่องเต้แล้ว ฐานะของโฮฮองเฮาจึงเปลี่ยนไปเป็นโฮไทเฮา


               สิบขันทีเข้าไปกราบบังคมฝากเนื้อฝากตัวกับโฮไทเฮาแล้วทูลว่าหลายปีมานี้พวก ตนได้ทุ่มเทรับใช้ฮ่องเต้และโฮไทเฮาไม่คิดถึงทุกข์สุขของตนและครอบครัว ได้เลี้ยงดูฮ่องเต้มาแต่น้อยด้วยใจภักดี บัดนี้ฮ่องเต้ในพระบรมโกศเพิ่งล่วงลับ ทุกคนอยู่ในความเศร้าโศก แผ่นดินต้องการความสงบสุข แต่อ้วนเสี้ยวกลับยุยงใส่ความหาว่าพวกตนสมคบกับเกียนสิดขันทีจะสังหารโฮจิ๋น เสีย แล้วยกหองจูเหียบขึ้นเป็นกษัตริย์  เพื่อ ให้โฮจิ๋นสังหารพวกตนเสีย การยุยงนั้นไม่เป็นความจริง เพราะพวกตนนั้นไม่ได้คบคิดกับเกียนสิด ว่าแล้วก็ใช้สุดยอดวิชาขันทีกราบทูลโฮไทเฮาว่าเกียนสิดนั้นเป็นคนสนิทของพระ นางตั๋งไทเฮาผู้เป็นแม่ผัวของโฮไทเฮา   คบคิดกับตั๋งไทเฮาจะ ให้หองจูเหียบขึ้นครองราชย์ ด้วยริษยาพระองค์ กีดกันไม่ให้พระองค์เป็นไทเฮา โดยที่พวกตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงขอพระบารมีช่วยชีวิตลูกนกลูกกาไว้รับใช้เบื้องพระยุคลบาทสืบไป


                สุดยอดวิชาขันทีว่าด้วยการสร้างความแตกแยกเพื่อเอาตัวรอดสัมฤทธิ์ผล  โฮ ไทเฮาถูกอำนาจโทสะบดบังพระทัยเพราะมีความขุ่นพระทัยในแม่ผัวสุมอยู่ในอกมา นานแล้วก็ทรงเชื่อตามคำทูลของขันที แล้วมีพระราชเสาวนีย์ว่าพวกเจ้าอย่าเป็นทุกข์เลย เราจะช่วยว่ากล่าวกับโฮจิ๋นเอง


                ตรัสแล้วจึงสั่งนางกำนัลไปเชิญโฮจิ๋นมาพบถึงในพระตำหนัก แล้วว่าขันทีสิบคนมีความภักดีต่อเราและฮ่องเต้ในพระบรมโกศ ทั้งเลี้ยงดูลูกเรามาด้วยใจซื่อจนได้เป็นฮ่องเต้ สิบขันทีเป็นคนละพวกกับเกียนสิด หาความผิดมิได้ ไฉนจะให้อ้วนเสี้ยวฆ่าเสียเล่า ทั้งเกียนสิดผู้คิดมิชอบต่อราชสมบัติก็ตายแล้ว แผ่นดินยามนี้ต้องการความสงบสุข อย่าได้ก่อเรื่องให้วุ่นวายไปเลย จะกระทบต่อพระบรมเดชานุภาพ


                โฮ จิ๋นเจอไม้นี้เข้าประกอบทั้งเป็นคนไร้ความคิด มีจิตใจโลเล ได้ฟังพระราชเสาวนีย์ของโฮไทเฮาแล้ว มิรู้ที่จะว่าประการใด ก็คล้อยตาม แล้วรับคำโฮไทเฮา


                โฮ จิ๋นรับคำโฮเทเฮาแล้วก็ออกมาว่าแก่อ้วนเสี้ยวและเหล่าขุนนางว่าบัดนี้พึ่ง ผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน บ้านเมืองต้องการความสงบเรียบร้อย เกียนสิดซึ่งคิดร้ายต่อเราก็ตายแล้ว ทั้งขันทีสิบคนที่เหลือก็ไม่ได้สมรู้ร่วมคิดด้วย จะฆ่าเสียย่อมมิควร ขอให้จบเรื่องกันเพียงเท่านี้ อ้วนเสี้ยวแย้งว่าเกียนสิดเป็นพวกสิบขันที สมคบกันคิดการใหญ่ ท่านรู้ตัวก่อนจึงรอดตาย “ขันทีสิบคนเหมือนหนึ่งรากหญ้า ตายแต่ต้นนั้นเห็นไม่สิ้นเชิง รากก็จะงอกแทนขึ้นมา ภายหน้าไปเห็นอันตรายจะมีแก่ท่านเป็นมั่นคง”


               โฮจิ๋นจึงว่าอย่าวิตกไปเลย เป็นธุระของเราเอง แล้วต่างคนก็แยกย้ายกันกลับบ้าน สิบขันทีจึงรอดตายด้วยสุดยอดวิชาขันทีที่ว่าด้วยการสร้างความแตกแยกเพื่อเอาตัวรอด และแสวงหาประโยชน์อย่างหวุดหวิด.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘