ตอนที่ 121. อุบายล่อเสือออกจากถ้ำ

 อ้วนเสี้ยวเมื่อทราบว่าเล่าปี่มาก็มีใจยินดี รีบพาทหารออกไปรอต้อนรับเล่าปี่ถึงประตูเมืองกิจิ๋ว ทั้งสองฝ่ายคารวะปฏิสันถารกันตามธรรมเนียมแล้ว อ้วนเสี้ยวจึงเชิญเล่าปี่เข้าไปในเมือง แล้วรีบแก้ตัวว่าตอนที่เล่าปี่ให้ซุนเขียนมาขอความช่วยเหลือนั้น “บุตรเราป่วยหนักอยู่จึงมิได้ยกไปช่วยท่าน ท่านอย่าน้อยใจแก่เราเลย เรามีความวิตกอยู่มิได้ขาด บัดนี้ท่านเสียเมืองไปแก่โจโฉ แต่ตัวท่านได้มาเห็นหน้ากันนี้เรามีความยินดีนัก”

            เล่าปี่ได้ฟังคำแก้ตัวของอ้วนเสี้ยวเช่นนั้นก็ไม่รู้ที่จะต่อว่าประการใด เพราะไม่เห็นประโยชน์ที่จะต่อว่าเอากับอ้วนเสี้ยวในสถานการณ์เช่นนั้น จึงกล่าวความผูกใจอ้วนเสี้ยวว่า “ครั้งนี้ข้าพเจ้าเป็นคนอนาถา ซึ่งท่านนับถือนี้คุณหาที่สุดไม่ แต่ก่อนนั้นข้าพเจ้าก็แจ้งอยู่ว่าน้ำใจท่านกว้างขวางอารี เลี้ยงทหารมิให้อนาทร ข้าพเจ้าก็คิดอยู่ว่าจะมาพึ่งอยู่ให้ท่านใช้ จะได้ช่วยกันกำจัดโจโฉเสีย บัดนี้เสียทีแก่โจโฉมาแต่ตัว แต่น้องข้าพเจ้าทั้งสองกับครอบครัวยังไม่รู้ว่าเป็นตายประการใด ซึ่งข้าพเจ้ามาหาท่านแต่ผู้เดียวนี้มีความอัปยศแก่คนทั้งปวงเป็นอันมาก ครั้งนี้ข้าพเจ้าจะขอกินน้ำสบถอยู่ทำการด้วยท่านจนกว่าจะสำเร็จ”

            อ้วนเสี้ยวได้ฟังคำเล่าปี่ก็ดีใจ จึงจัดให้เล่าปี่พักที่บ้านพักรับรองแขกเมืองชั้นพิเศษ จัดผู้คนและเครื่องใช้สอยต่าง ๆ ให้แก่เล่าปี่อย่างครบครัน

            ทางด้านโจโฉหลังจากตีทัพเล่าปี่แตกแล้วได้ยกทหารเข้ายึดเมืองเสียวพ่ายสำเร็จตั้งแต่คืนนั้น แล้วเคลื่อนทัพไปเมืองชีจิ๋ว เพื่อยึดเมืองชีจิ๋วโดยมิให้ทันตั้งตัว

            ในขณะที่เล่าปี่แตกทัพ และคิดจะหนีไปทางเมืองเสียวพ่าย แต่เห็นแสงเพลิงลุกขึ้นแล้วคิดว่าโจโฉยึดเมืองเสียวพ่ายได้แล้วนั้น ความจริงโจโฉยังคงติดพันในการศึกกับเล่าปี่ แต่ได้ให้ทหารไปซุ่มอยู่ใกล้กับเมืองเสียวพ่าย และคอยฟังสัญญาณการโจมตีกองทัพเล่าปี่ เมื่อได้ยินสัญญาณแล้วให้จุดเพลิงขึ้นเพื่อลวงเล่าปี่ว่าเมืองเสียวพ่ายเสียแก่โจโฉแล้ว ซึ่งเป็นผลสำเร็จเพราะเล่าปี่ต้องกลจึงต้องหนีไปพึ่งอ้วนเสี้ยว ดังนั้นเมื่อเล่าปี่แตกทัพแล้วโจโฉจึงรีบยึดเมืองเสียวพ่ายซึ่งอยู่ใกล้ที่สุดก่อน

            ฝ่ายบิต๊ก บิฮองและกันหยง ซึ่งเล่าปี่มอบหมายให้รักษาเมืองชีจิ๋วนั้น ครั้นทราบว่าโจโฉกำลังเคลื่อนทัพใหญ่มาที่เมืองชีจิ๋วจึงปรึกษาพร้อมกันว่า กองทัพเมืองชีจิ๋วเห็นจะรับมือกองทัพโจโฉไม่ได้ ขืนอยู่ในเมืองต่อไปก็จะเป็นอันตรายจึงพาพรรคพวกหนีออกจากเมือง เหลือแต่ตันเต๋งอยู่รักษาเมือง เมื่อเห็นเหตุการณ์จวนตัวเข้าตันเต๋งจึงสั่งทหารให้เปิดประตูเมืองรับกองทัพโจโฉ

            ตันเต๋งได้นำคณะขุนนางเมืองชีจิ๋วออกไปต้อนรับโจโฉถึงประตูเมืองแล้วรายงานเหตุการณ์ให้โจโฉทราบทุกประการ โจโฉทราบความแล้วก็มีความยินดีสั่งให้ทหารเคลื่อนเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองแต่กำชับมิให้ทำอันตรายหรือเบียดเบียนชาวเมืองเป็นอันขาด

            วันรุ่งขึ้นโจโฉจึงเรียกประชุมขุนนางข้าราชการเมืองชีจิ๋วและแม่ทัพนายกอง ปรึกษาว่าบัดนี้ได้ยึดเมืองชีจิ๋วและเมืองเสียวพ่ายไว้แล้ว แม้ยังไม่ทราบว่าเล่าปี่จะหนีไปที่ใด แต่คาดหมายว่าคงจะหนีไปอาศัยอ้วนเสี้ยว คงเหลือเมืองแห้ฝืออีกเมืองหนึ่งซึ่งทราบว่าเล่าปี่ได้ให้กวนอูรักษาเมือง ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรีบยกกองทัพไปยึดเมืองแห้ฝือ ท่านทั้งปวงจะมีความคิดอ่านประการใด

            ซุนฮกที่ปรึกษาได้สนับสนุนให้รีบยกกองทัพไปยึดเอาเมืองแห้ฝือเพราะหากละไว้นานช้าไปเกลือกอ้วนเสี้ยวจะยกกองทัพมาช่วยครอบครัวเล่าปี่ซึ่งติดอยู่ที่เมืองแห้ฝือก็จะได้ยากลำบากแก่ทหาร

            โจโฉเห็นด้วยกับความคิดของซุนฮกแล้วว่ากวนอูผู้รักษาเมืองแห้ฝือนั้นเคยประจักษ์ว่ามีฝีมือการสงครามเข้มแข็งกล้าหาญนัก อยากจะได้ตัวไว้ใช้ในราชการ ดังนั้นเพื่อให้ได้ตัวกวนอูและได้เมืองโดยไม่ต้องรบ จึงควรใช้วิธีการเกลี้ยกล่อมให้กวนอูเข้าสวามิภักดิ์

            กุยแกที่ปรึกษาคนสำคัญได้ติงว่าความคิดของท่านดั่งนี้ชอบอยู่ แต่ทว่ากวนอูนั้นเป็นน้องร่วมสาบานของเล่าปี่ มีน้ำใจซื่อสัตย์ยิ่งนัก คงจะไม่ยอมตกลงปลงใจรับเกลี้ยกล่อม หากส่งผู้ใดไปเกลี้ยกล่อมคงจะถูกกวนอูสังหารเสียเป็นมั่นคง

            เทียหยกที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งจึงเสนอว่า ข้าพเจ้าขอเสนอกลอุบาย “ล่อเสือออกจากถ้ำ” และจะทำให้ท่านได้ตัวกวนอูสมความปรารถนา

            โจโฉได้ฟังก็ดีใจจึงสอบถามว่าแผนการของท่านเป็นประการใด เทียหยกจึงว่าการที่ท่านจะเกลี้ยกล่อมกวนอูเสียตั้งแต่ต้น กวนอูคงจะไม่ยอมสวามิภักดิ์ แม้หากยกเป็นกองทัพใหญ่ไป กวนอูคงจะตั้งหลักต่อสู้อยู่ในเมือง ดีร้ายก็จะยอมสู้ตาย ความปรารถนาของท่านก็จะไม่บรรลุผล อันกวนอูนี้มีสำนึกรับผิดชอบในภาระหน้าที่เสมอด้วยชีวิต ครั้งนี้เล่าปี่มอบหมายให้กวนอูรักษาเมืองแห้ฝืออย่างหนึ่ง และรับผิดชอบดูแลครอบครัวอีกอย่างหนึ่ง จึงจำเป็นที่จะต้องวางอุบายลวงกวนอูให้ออกจากเมืองแห้ฝือเสียก่อน แล้วให้กองทัพเข้าล้อมเมืองแห้ฝือไว้ กวนอูเข้าเมืองไม่ได้ย่อมจะพะวักพะวงในครอบครัวของเล่าปี่เหนือกว่าสิ่งอื่นใด จากนั้นจึงค่อยให้เตียวเลี้ยวซึ่งมีไมตรีกับกวนอูมาแต่เดิมไปเจรจาเกลี้ยกล่อม การของท่านก็จะสำเร็จดังประสงค์

            โจโฉจึงถามต่อไปว่าท่านจะคิดอ่านประการใดจึงจะลวงกวนอูให้ออกจากเมืองมาได้ เทียหยกจึงเสนอว่าบัดนี้กองทัพของเราได้จับกุมทหารเล่าปี่ไว้เป็นอันมาก เราจะแต่งให้ทหารเล่าปี่จำนวนหนึ่งเป็นไส้ศึก ปล่อยกลับเข้าไปในเมืองแห้ฝือแล้วแต่งทหารออกไปท้ารบกับกวนอู ล่อกวนอูให้ห่างออกมาจากเมือง จากนั้นจึงให้ทหารเข้ายึดเมือง การก็จะสำเร็จ

            โจโฉฟังแผนการของเทียหยกแล้วมีความยินดียิ่งนัก สั่งให้เทียหยกดำเนินการตามเสนอ เทียหยกจึงได้คัดเลือกเอาทหารของเล่าปี่ที่ถูกจับได้สี่สิบกว่าคนปูนบำเหน็จจนถึงขนาด แล้วเกลี้ยกล่อมให้สวามิภักดิ์ด้วยกองทัพของโจโฉ จนทหารทั้งนั้นพร้อมใจแล้วจึงปล่อยตัวไป

            ทหารเหล่านั้นทำทีหนีกลับเข้าไปที่เมืองแห้ฝือและอ้างว่าถูกทหารโจโฉจับแต่หนีออกมาได้ ทหารฝ่ายกวนอูได้ไต่สวนทวนความทราบว่าเป็นทหารของกองทัพเล่าปี่ก็มิได้มีความสงสัยและรับไว้ในกองทัพเมืองแห้ฝือ

            ครั้นยามสามโจโฉจึงสั่งให้แฮหัวตุ้นคุมทหารห้าพันยกไปท้ารบกวนอู และสั่งให้เคาทูกับซิหลงคุมทหารยกไปซุ่มอยู่ที่ข้างเมืองแห้ฝือ สั่งกำชับว่าห้ามมิให้ทำอันตรายแก่กวนอู เมื่อใดที่กวนอูยกออกมารบด้วยแฮหัวตุ้นแล้วก็ให้ซิหลงและเคาทูคุมทหารเข้ายึดเมือง นายทหารทั้งสามคนรับคำสั่งแล้วก็รีบยกไปเมืองแห้ฝือ ส่วนตัวโจโฉมีความปรารถนาแรงกล้าที่จะได้ตัวกวนอู จึงคุมทหารอีกกองหนึ่งยกออกจากเมืองชีจิ๋วและหยุดกองทหารไว้ในระยะห่างจากเมืองแห้ฝือห้าร้อยเส้น เพื่อเตรียมรับตัวกวนอู และแก้ไขสถานการณ์เพื่อให้ได้ตัวกวนอูดังประสงค์

            แฮหัวตุ้นเคลื่อนกองทหารมาถึงประตูเมืองแห้ฝือก็ท้ากวนอูให้ออกมารบกันตัวต่อตัว กวนอูขึ้นไปบนเชิงเทินเห็นแฮหัวตุ้นยืนม้าอยู่หน้าทหารและสังเกตเห็นจำนวนทหารมีอยู่เพียงประมาณห้าพันก็สั่งให้เตรียมทหารสามพันแล้วยกออกจากเมืองจะไปรบด้วยแฮหัวตุ้น

            กวนอูรบกับแฮหัวตุ้นได้สิบเพลงก็เห็นแฮหัวตุ้นชักม้าหนี กวนอูไม่รู้กลอุบายก็ขับม้าไล่ตามแฮหัวตุ้นไป จนห่างจากเมืองแห้ฝือออกไปถึงสองร้อยเส้นก็ได้คิดว่าอาจเป็นกลอุบาย “ลวงเสือออกจากถ้ำ” จึงหยุดไล่ตามแฮหัวตุ้นแล้วพาทหารรีบกลับมาทางเมืองแห้ฝือ ครั้นเข้ามาใกล้ประตูเมืองเป็นเวลาใกล้รุ่งก็ได้ยินเสียงประทัดสัญญาณดังขึ้น เคาทูกับซิหลงได้คุมทหารออกมาสกัดกวนอูไว้ กวนอูจะเข้าเมืองก็ไม่ได้ ครั้นจะถอยกลับแฮหัวตุ้นก็ยกทหารตามมาสกัดด้านหลังไว้ล้อมกวนอูไว้แน่นหนา

            กวนอูได้ต่อสู้ป้องกันตัวท่ามกลางวงล้อมของทหารโจโฉตั้งแต่เช้าตลอดทั้งวันจนใกล้พลบค่ำก็อิดโรยกำลังลง จึงนำทหารตีฝ่าออกไปถึงเนินเขาลูกหนึ่ง แล้วสั่งให้ทหารหยุดพักที่เนินเขานั้น แฮหัวตุ้น ซิหลงและเคาทูก็คุมทหารล้อมเนินเขาลูกนั้นไว้อย่างแน่นหนา

            ในขณะที่กวนอูกำลังต่อสู้ป้องกันตัวอยู่นั้น ทหารของเล่าปี่ที่เป็นไส้ศึกอยู่ในเมืองได้พร้อมกันเปิดประตูเมือง ทหารของโจโฉจึงพากันยกเข้าไปในเมืองและรีบส่งข่าวให้โจโฉทราบ โจโฉทราบความก็ยินดีจึงสั่งให้เคลื่อนกองทัพไปที่เมืองแห้ฝือ

            ครั้นโจโฉมาถึงเมืองแห้ฝือได้รับรายงานว่าบัดนี้แฮหัวตุ้น เคาทู และซิหลงได้ล้อมกวนอูอยู่ที่เนินเขาลูกหนึ่ง โจโฉคิดที่จะทำลายขวัญของกวนอูและก่อให้เกิดความพะวักพะวงเกี่ยวกับครอบครัวของเล่าปี่จึงสั่งทหารให้คุมครอบครัวเล่าปี่ไว้ให้ปลอดภัย และให้จุดเพลิงขึ้นในเมืองเพื่อลวงกวนอูว่าโจโฉยึดเมืองได้และทำลายเมืองแห้ฝือแล้ว ครั้นสั่งการเสร็จโจโฉจึงนำทหารยกมาหนุนแฮหัวตุ้นซึ่งล้อมกวนอูอยู่ที่เนินเขา

            แผนล่อเสือออกจากถ้ำของโจโฉโดยความคิดของเทียหยกประสบความสำเร็จ เพราะเมื่อเสือออกจากถ้ำไปแล้ว ครอบครัวของเล่าปี่อันเปรียบประดุจดังลูกเสือหรือหัวใจของเสือก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของโจโฉ กลายเป็นเครื่องต่อรองที่มีผลกระทบต่อจิตใจของกวนอูอย่างรุนแรง เพราะโจโฉนั้นรู้ดีว่ากวนอูทรงไว้ซึ่งความสัตย์ซื่อ โดยเฉพาะกับคำสัตย์ปฏิญาณที่เป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเล่าปี่ มิได้รักหรือถนอมชีวิตตนเองเสมอด้วยการรักษาคำสัตย์ปฏิญาณนั้นเลย ดังนั้นการได้ครอบครัวเล่าปี่ไว้จึงเป็นปมเงื่อนสำคัญที่สุดที่จะได้ตัวกวนอูดังความปรารถนา

            ฝ่ายกวนอูถูกล้อมอยู่บนเนินเขาเห็นแสงเพลิงลุกสว่างขึ้นในเมืองก็คิดว่าโจโฉยึดเมืองแห้ฝือได้แล้วก็ตกใจเป็นห่วงครอบครัวของเล่าปี่ จึงนำทหารตีฝ่าลงมาจากเนินเขาเพื่อจะออกไปที่เมืองแห้ฝือ แต่ถูกทหารโจโฉสกัดไว้อย่างแน่นหนา กวนอูได้ใช้ความพยายามหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ จนรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งกวนอูก็เตรียมจะตีฝ่าออกไปอีก

            ในขณะนั้นเตียวเลี้ยวได้ขี่ม้าถือง้าวออกมาหน้าทหาร กวนอูเห็นเตียวเลี้ยวซึ่งเคยมีไมตรีมาแต่ก่อนจึงถามว่าท่านมาขวางเราไว้บัดนี้ต้องการที่จะรบกับเราหรือ เตียวเลี้ยวจึงว่าข้าพเจ้ามาครั้งนี้เพราะคิดถึงคุณท่าน หาได้คิดที่จะมารบกับท่านไม่ ว่าแล้วเตียวเลี้ยวก็ลงจากหลังม้า ส่งง้าวให้ทหารที่ตามมาแล้วเข้าไปคำนับกวนอู

            กวนอูเห็นเช่นนั้นก็ลงจากหลังม้าบ้าง รับคำนับเตียวเลี้ยวแล้วถามว่าท่านมาดั่งนี้เป็นเพราะโจโฉใช้ให้มาเกลี้ยกล่อมเราหรืออย่างไร เตียวเลี้ยวจึงว่าท่านเคยมีคุณช่วยขอชีวิตข้าพเจ้าไว้จากโจโฉ บัดนี้ข้าพเจ้าเห็นท่านมีทุกข์ใหญ่หลวงจึงอุตส่าห์รีบมาหวังจะแทนคุณท่าน

            กวนอูจึงว่าที่ว่าจะมาแทนคุณนั้น หรือว่าจะมาช่วยเรา เตียวเลี้ยวก็ว่าข้าพเจ้าทำเช่นนั้นไม่ได้ กวนอูมีความสงสัยจึงถามต่อไปว่าท่านว่าจะไม่รบกับเรา แต่ก็ไม่คิดจะช่วยเรา ที่ท่านว่ามาแทนคุณนั้นเป็นประการใด

            เตียวเลี้ยวจึงว่าท่านกับเล่าปี่ เตียวหุย สามคนเป็นพี่น้องร่วมสาบาน แต่บัดนี้สูญหายแยกย้ายไม่รู้อยู่ที่ใด แต่เมื่อคืนก่อนท่านอัครมหาเสนาบดียึดเมืองแห้ฝือได้ ได้ให้ทหารอารักขาครอบครัวของเล่าปี่ไว้โดยปลอดภัยแล้ว และจัดคนรับใช้ดูแลมิให้อนาทร ข้าพเจ้าจึงนำความมาแจ้งให้ท่านทราบ

            กวนอูจึงว่าคำท่านกำกวมนัก หากหวังจะมาเกลี้ยกล่อมให้เราเข้าด้วยโจโฉแล้วอย่าได้นึกหวังว่าจะสำเร็จ เพราะตัวเรานั้นนอกจากเล่าปี่แล้วไม่คิดที่จะเข้าด้วยผู้ใด “ตัวเราก็มิได้รักชีวิต อันความตายอุปมาเหมือนนอนหลับ ท่านเร่งกลับไปบอกแก่โจโฉให้ตระเตรียมทหารไว้ให้พร้อม เราจะยกลงไปรบ”

            เตียวเลี้ยวได้ฟังก็หัวเราะแล้วว่า ตัวท่านเป็นชายชาติทหาร ไม่เกรงกลัวต่อความตายนั้นก็ชอบอยู่ แต่คำท่านทั้งนี้โทษจะมีขึ้นกับตัวท่านถึงสามประการ กวนอูจึงว่าตัวเรามั่นคงในความสัตย์ซื่อ จะมีโทษสามประการได้อย่างไร.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘