ตอนที่ 115. ปากพาตาย

 หลังจากการต่อถ้อยร้อยคำในวันแรกที่พบกันแล้ว การขับเคี่ยวระหว่างโจโฉกับยีเอ๋งยังไม่จบลง เพราะการที่โจโฉสั่งให้ยีเอ๋งไปเป็นพลทหาร มีหน้าที่ตีกลองต้อนรับแขกซึ่งหวังจะทำให้ยีเอ๋งได้รับอัปยศนั้น ยีเอ๋งเองก็คิดหาหนทางที่จะอาศัยหน้าที่อันต่ำต้อยที่ได้รับมอบหมายนั้นทำความอัปยศให้เกิดขึ้นแก่โจโฉจงได้เหมือนกัน

            ต่อมาโจโฉได้จัดงานสโมสรสันนิบาตที่ศาลาว่าราชการของเมืองหลวง เชิญบรรดาขุนนางข้าราชการมากินโต๊ะ และยีเอ๋งในฐานะพลกลองก็ต้องทำหน้าที่ตีกลองต้อนรับแขก

            ในขณะที่บรรดาขุนนางข้าราชการและเจ้าหน้าที่ทั้งปวงแต่งตัวด้วยชุดเครื่องแบบที่สวยงาม ยีเอ๋งกลับใส่เสื้อขาดกะรุ่งกะริ่งออกมาปฏิบัติหน้าที่ และตีกลองอย่างไพเราะเสนาะโสตด้วยทำนองเพลงฌ้ออันลือลั่นในอดีต ทำให้บรรดาขุนนางข้าราชการซาบซึ้งประทับใจในความไพเราะนั้น

            อันทำนองเพลงฌ้อนี้ นับเป็นทำนองเพลงประวัติศาสตร์ในการสงครามของจีน เพราะเป็นทำนองเพลงที่เตียวเหลียงนำมาใช้ในราชการสงครามทำลายกองทัพของฌ้อปาอ๋องจนพินาศย่อยยับ ในครั้งนั้นเป็นช่วงปลายศึกครั้งสุดท้ายระหว่างฌ้ออ๋องกับฮั่นอ๋อง หลังจากปะทะกันแล้วกองทัพฌ้อเสียที แตกถอยมาติดอยู่ที่ริมแม่น้ำอู๋เจียง เข้าลักษณะเสือจนตรอก เตียวเหลียงซึ่งเป็นที่ปรึกษาของฮั่นอ๋องได้เสนอว่ากองทัพลักษณะนี้หากจะเข้าตีก็จะสู้ตาย ทำให้เกิดความสูญเสียแก่ทั้งสองฝ่าย จึงคิดอุบายทำลายกองทัพของฌ้ออ๋องด้วยศิลปะดนตรี ดังนั้นในค่ำคืนหนึ่งเตียว เหลียงจึงนำพลดนตรีเล่นทำนองเพลงฌ้อ โดยตัวเตียวเหลียงเป่าปี่เป็นเนื้อความให้กองทัพฌ้อรำลึกถึงบ้านในยามใกล้ฤดูหนาว เหล่าทหารในกองทัพของฌ้อปาอ๋องได้ยินเสียงปี่และดนตรีทำนองเพลงฌ้อ ต่างพากันรำลึกถึงบ้านแล้วหนีทัพเป็นอันมาก ตัวฌ้อปาอ๋องเองได้ยินเสียงปี่และดนตรีทำนองเพลงฌ้อก็เข้าใจว่าเหล่าทหารฌ้อแปรพักตร์ไปเข้าด้วยฮั่นอ๋องจึงเสียใจและฆ่าตัวตาย

            สุนทรภู่มหากวีแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ของประเทศไทยได้นำเอาทำนองเพลงฌ้อและเนื้อหาในเพลงปี่ของเตียวเหลียงมาปรับใช้ในพระอภัยมณี ซึ่งพระอภัยมณีได้เป่าปี่ทำลายกองทัพข้าศึก ความว่า

"วิเวกหวีดกรีดเสียงสำเนียงสนั่น       คนขยั้นยืนขึงตะลึงหลง
ให้หวิววาบซาบทรวงต่างง่วงงง     ลืมณรงค์รบสู้เงี่ยหูฟัง
พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต     ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง
ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง    คนข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย”

            สิ้นเสียงกลองอันไพเราะจับใจของยีเอ๋ง บรรดาขุนนางข้าราชการและโจโฉต่างหันมาจับตามองมือกลองจึงเห็นยีเอ๋งในชุดเสื้อผ้ากะรุ่งกะริ่ง นายทหารที่ควบคุมวงมโหรีจึงเข้าไปต่อว่ายีเอ๋งว่าท่านอัครมหาเสนาบดีจัดงานสโมสรสันนิบาต เหตุไฉนจึงใส่เสื้อขาดกะรุ่งกะริ่งให้เป็นที่เสื่อมเสียเกียรติยศ

            ยีเอ๋งได้ยินดังนั้นจึงถอดเสื้อและกางเกงเหลือแต่ตัวเปลือยเปล่า แล้วตีกลองขึ้นอีกครั้งหนึ่ง บรรดาขุนนางข้าราชการเห็นเช่นนั้นก็อับอาย ต่างเอามือปิดหน้า บ้างก็เบือนหน้าหนี โจโฉเห็นยีเอ๋งทำเช่นนั้นก็โกรธ ตรงรี่เข้ามาที่ยีเอ๋งแล้วว่า “มึงทำหยาบช้าทั้งนี้แกล้งจะให้กูขายหน้าหรือ?”

            ยีเอ๋งโต้กลับไปว่า “กูถอดเสื้อแลกางเกงเสียอยู่แต่ตัวเปล่านี้ด้วยเป็นการออกหน้า เพราะเหตุว่ากายนี้เป็นที่สะอาด บิดามารดาให้กูเกิดมา”

            โจโฉได้ยินคำยีเอ๋งเช่นนั้นก็สงสัย จึงถามยีเอ๋งว่า “มึงเห็นว่ากายผู้ใดโสโครกเล่า?”

            ยีเอ๋งจึงตอบว่า “ตัวไม่เข้าใจหรือเราจะพรรณนาการโสโครกของตัวให้ฟัง ประการหนึ่งตัวไม่รู้จักคนดีแลชั่ว จักษุของตัวนั้นเป็นที่โสโครก ประการหนึ่งซึ่งผู้ใดมีใจสัตย์ซื่อเห็นว่าตัวทำการหยาบช้าห้ามปรามตัวโดยสุจริตตัวมิได้ฟัง หูของตัวเป็นที่โสโครก ประการหนึ่งตัวมิได้โอบอ้อมอารีต่อขุนนางแลหัวเมืองทั้งปวง แล้วตัวคิดอ่านทำการหยาบช้าให้พระเจ้าเหี้ยนเต้ได้ความเดือดร้อน ใจของตัวก็เป็นการโสโครก ทุกวันนี้คนทั้งแผ่นดินนับถือว่าเรามีสติปัญญา แลตัวมาดูหมิ่นให้เราเป็นคนตีกลองเพราะมิได้รู้จักคนดีแลชั่ว ครั้งนี้ตัวก็คิดการใหญ่หลวงซึ่งจะไม่นับถือเราผู้มีสติปัญญานั้นไม่ควร”

            สามก๊กฉบับสมบูรณ์ได้ถอดความตอนนี้แบบคำต่อคำว่า “มึงนั้นไม่รู้จักว่าผู้ใดเป็นเมธา ผู้ใดโง่เขลา นี่คือจักษุโสโครก ไม่ศึกษากาพย์กลอนหนังสือ นี่คือปากมึงโสโครก ไม่ยอมรับฟังวาจาที่ซื่อสัตย์ นี่คือหูมึงโสโครก ไม่ถ่องแท้ประวัติศาสตร์จากอดีตถึงปัจจุบัน นี่คือร่างมึงโสโครก ไม่อะลุ้มอล่วยต่อบรรดาเจ้าพระยาผู้ครองเมือง นี่คือท้องมึงโสโครก จิตใจมึงนั้นมุ่งคิดก่อการกบฏอยู่เป็นเนืองนิจ นี่คือจิตใจมึงโสโครก”

            ในขณะที่โจโฉตรงรี่เข้ามาที่ยีเอ๋งนั้น ขงหยงซึ่งเป็นต้นคิดให้เชิญยีเอ๋งมาทำราชการเพื่อไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวก็รู้สึกเดือดร้อนจึงเดินตามโจโฉไปด้วย ครั้นได้ยินยีเอ๋งก้าวร้าวเอากับโจโฉเช่นนั้นเกรงว่าโจโฉจะกลั้นโทสะไว้ไม่ได้แล้วจะฆ่ายีเอ๋งเสีย ทั้งเกรงว่าความผิดจะตกอยู่แก่ตัวจึงรีบเข้าไปคำนับโจโฉแล้วว่า โทษยีเอ๋งครั้งนี้ถึงตาย แต่จะขอชีวิตไว้ครั้งหนึ่ง

            โจโฉได้ฟังขงหยงจึงว่าแก่ยีเอ๋งว่า โทษซึ่งตัวได้กระทำไว้กับเราที่แล้วมาถึงบัดนี้นั้นเราจะยกโทษเสีย แต่เมื่อตัวอ้างว่ามีสติปัญญาเราจะมอบหมายให้ไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวเจ้าเมืองเกงจิ๋ว หากกระทำการสำเร็จเราจะปูนบำเหน็จให้เป็นขุนนาง

            โจโฉแสดงท่าทีและวาจาดั่งนี้เป็นที่ผิดคาดหมายของบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวงในที่นั้น จำนวนมากหลงนิยมยกย่องโจโฉว่าเป็นผู้มีความอดทนเหมาะสมกับการเป็นผู้นำประเทศ แต่แท้จริงแล้วนี่คือความคิดและแผนการของยอดคน ที่ล้ำเลิศเหนือจากความคิดของผู้คน เพราะโจโฉนั้นทั้งโกรธ ทั้งเกลียด อยากจะฆ่ายีเอ๋งให้ดับดิ้น แต่ไม่อาจกระทำได้โดยน้ำมือตัว จึงคิดจะยืมมือเล่าเปียวฆ่ายีเอ๋งเสีย ดังนั้นจึงมอบหมายหน้าที่ให้ยีเอ๋งไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวเพราะถ้าหากทำการได้สำเร็จ ประโยชน์ย่อมเกิดขึ้นแก่โจโฉดังที่ได้วางแผนไว้แต่เดิม แต่หากไม่สำเร็จเล่าเปียวฆ่ายีเอ๋งเสียได้ก็จะสมความคิด และจะถือเป็นชัยชนะทางความคิดครั้งใหญ่ที่มีเหนือเล่าเปียว

            ครั้นเสร็จงานเลี้ยงแล้วโจโฉจึงเรียกซุนฮกมาสั่งว่าในวันพรุ่งนี้ให้ท่านชวนเพื่อนขุนนางไปตั้งการพิธีเซ่นไหว้ไล่ผีที่ประตูเมืองด้านตะวันออก เมื่อยีเอ๋งออกประตูเมืองไปทางด้านนั้นก็ให้ทำพิธีไล่ผีได้ ซุนฮกก็รับคำแล้วไปจัดแจงการตามคำสั่งของโจโฉ

            ถึงตอนนี้ก็พอจะแลเห็นว่าในเบื้องลึกของจิตใจโจโฉนั้นก็เป็นคนขี้เล่นอยู่ไม่น้อย โจโฉคิดอ่านที่จะทำให้ยีเอ๋งได้รับความอัปยศเป็นครั้งสุดท้ายตอนออกจากเมืองหลวงไปเมืองเกงจิ๋ว แต่ก็ลืมคิดไปว่าคนแบบยีเอ๋งก็มีสติปัญญา

            รุ่งขึ้นยีเอ๋งได้ออกเดินทางจากเมืองหลวงจะไปเมืองเกงจิ๋ว ครั้นออกจากประตูเมืองด้านตะวันออกเห็นซุนฮกและขุนนางจำนวนมากกำลังตั้งการพิธีเซ่นไหว้ไล่ผีและไม่มีผู้ใดสนใจพูดจากับตัว ก็แจ้งในความคิดอุบายของโจโฉ ดังนั้นยีเอ๋งจึงลงจากม้าทำทีเป็นร้องไห้แล้วเดินเข้าไปที่การพิธีนั้น

            ซุนฮกไม่รู้กลยีเอ๋งก็สงสัยจึงถามว่า ท่านอัครมหาเสนาบดีสั่งท่านให้ไปราชการเมืองเกงจิ๋ว เหตุใดจึงมาร้องไห้อยู่ที่นี่

            ยีเอ๋งเห็นการสมคะเนแล้วจึงว่า “เราเห็นท่านทั้งปวงอุปมาเหมือนหนึ่งศพ เราเดินเข้ามาในระหว่างศพก็มีความสงสาร เราจึงร้องไห้”

            บรรดาขุนนางที่มากับซุนฮกเดิมตกลงกันว่าจะไม่พูดด้วยกับยีเอ๋ง ครั้นได้ยิน   ยีเอ๋งว่าดังนั้นจึงพร้อมกันตอบไปว่า “ซึ่งตัวเราเป็นศพนั้น ฝ่ายตัวก็จะเป็นผีหาศีรษะไม่ได้” ว่าแล้วทุกคนต่างชักกระบี่เดินตรงเข้ามาที่ยีเอ๋งหวังจะฆ่ายีเอ๋งเสีย ซุนฮกเห็นดังนั้นก็ตกใจเพราะจะเป็นการเสียการที่โจโฉได้วางแผนไว้ จึงได้ห้ามขุนนางทั้งนั้นไว้ว่า “ยีเอ๋งนี้อุปมาเหมือนสัตว์เดียรัจฉาน แลท่านทั้งปวงจะมาถือโทษฆ่ามันเสียนั้นไม่ควร กระบี่จะติดโลหิตเปล่า”

            ยีเอ๋งก็ไม่ยอมลดราวาศอก ได้ยินเช่นนั้นแล้วจึงตอบไปว่า “ตัวเรายังมีความโกรธแลยินดี ทั้งรู้เจรจาอยู่ เหตุใดท่านจึงว่าเราเป็นสัตว์เดียรัจฉาน ท่านทั้งปวงอีกอุปมาเหมือนแมลงเม่าอันมิได้กลัวเพลิง พากันบินโถมเข้าไปในกองเพลิงก็จะถึงแก่ความตาย”

            สามก๊กฉบับภาษาจีนระบุความตอนนี้ว่ายีเอ๋งได้โต้ตอบไปว่าพวกซุนฮกและขุนนางเหล่านั้นก็เป็นสัตว์เดียรัจฉาน และเป็นสัตว์เดียรัจฉานประเภทปูเสฉวน ที่ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ด้วยลำพังตัวได้ ต้องอาศัยเปลือกปู เปลือกหอยคือโจโฉเป็นที่พึ่ง ซึ่งเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามซุนฮกและขุนนางเหล่านั้นอย่างรุนแรง การแปลเป็นภาคภาษาไทยของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) ในตอนนี้ออกจะไปไกลกว่าเนื้อหาในภาษาจีน

            ซุนฮกและบรรดาขุนนางทั้งโกรธทั้งแค้นยีเอ๋งแต่มิรู้ที่จะทำประการใดได้ จึงพากันเดินกลับไปทำพิธีเซ่นไหว้ไล่ผี เสร็จแล้วต่างพากันกลับเข้าเมือง

            ฝ่ายยีเอ๋งกับทหารติดตามซึ่งก็คือผู้ควบคุมตัวอีกสองคน ครั้นเดินทางมาถึงเมืองเกงจิ๋วแล้วจึงพากันเข้าไปพบเล่าเปียวตามที่โจโฉได้มอบหมายให้มาเกลี้ยกล่อม แล้วยกตนข่มท่านดูหมิ่นเล่าเปียวตามประสายีเอ๋ง เล่าเปียวเห็นกิริยาอาการและฟังคำ ยีเอ๋งแล้วก็โกรธแต่ยั้งคิดได้ว่าการทั้งนี้เป็นแผนการของโจโฉที่จะยืมมือตัวสังหารยีเอ๋ง โยนข้อครหาทั้งปวงมาให้ ประกอบทั้งเล่าเปียวก็มีน้ำใจเมตตาต่อผู้คน

            ดังนั้นเมื่อทันกลความคิดโจโฉจึงไม่ต้องการฆ่ายีเอ๋งด้วยน้ำมือตัวและใช้วิธีการเดียวกับโจโฉกับยีเอ๋งจึงว่า “ซึ่งโจโฉใช้ให้ท่านมาเกลี้ยกล่อมเรา เรายังมิปลงใจก่อน เมื่อใดท่านไปเกลี้ยกล่อมหองจอเจ้าเมืองกังแฮปลงใจไปด้วยโจโฉแล้ว เราก็จะปลงใจด้วย”

            เป็นอันว่าเล่าเปียวคิดผลักไสยีเอ๋งให้ไปเกลี้ยกล่อมหองจอเจ้าเมืองกังแฮก่อน ด้วยหวังจะยืมมือหองจอซึ่งเป็นคนใจร้อนวู่วามฆ่ายีเอ๋งเสีย ซึ่งเป็นการแสดงให้ได้รับรู้ไปถึงโจโฉว่า ตัวเล่าเปียวเองก็ทันความคิดและกลอุบายของโจโฉ ทั้งยังสามารถกำจัดยีเอ๋งได้สำเร็จด้วย

            บรรดาที่ปรึกษาไม่ทันความคิดเล่าเปียว จึงสอบถามเล่าเปียวว่าเหตุใดจึงไม่ฆ่า ยีเอ๋งเสีย เล่าเปียวจึงว่า “ยีเอ๋งคนนี้มีสติปัญญา แต่เป็นคนหามีอัชฌาสัยไม่ เมื่ออยู่ในเมืองฮูโต๋นั้นก็ว่ากล่าวหยาบช้าแก่โจโฉเป็นหลายครั้ง โจโฉอุตส่าห์อดใจมิได้ฆ่าเสีย เพราะเกรงว่าคนทั้งปวงจะนินทา ประการหนึ่งผู้จะเข้ามาอาสาทำการนั้นก็จะท้อใจว่าฆ่าคนดีเสีย จึงแกล้งใช้ยีเอ๋งมาเกลี้ยกล่อมเรานี้หวังจะยืมมือเราให้ฆ่ายีเอ๋งเสีย จะให้ความชั่วนั้นอยู่แก่เรา เราจึงแกล้งให้ยีเอ๋งไปเกลี้ยกล่อมหองจอ ด้วยหองจอใจร้ายมิยั้งหยุด ถ้ายีเอ๋งไปว่ากล่าวหยาบช้าประการใด หองจอก็จะฆ่ายีเอ๋งเสีย แม้กิตติศัพท์ทั้งนี้รู้ไปถึงโจโฉ เห็นโจโฉจะเกรงเรา อันความคิดโจโฉนั้นเราล่วงรู้เท่าอยู่”

            บรรดาที่ปรึกษาของเล่าเปียวได้ฟังคำเฉลยเช่นนี้จึงพากันสรรเสริญความคิดสติปัญญาของเล่าเปียวเป็นอันมาก

            ฝ่ายยีเอ๋งเมื่อไปถึงเมืองกังแฮก็ได้รับการต้อนรับจากหองจอเป็นอย่างดี เพราะเห็นเป็นขุนนางมาจากเมืองหลวงจึงแต่งโต๊ะเลี้ยงยีเอ๋ง ในระว่างที่เสพสุรากินโต๊ะอยู่นั้น หองจอได้ถามยีเอ๋งว่าในเมืองหลวงมีขุนนางผู้ใดมีสติปัญญาหลักแหลมบ้าง ยีเอ๋งตอบว่าเห็นมีแต่ขงหยงกับเอียวปิว นอกนั้นไม่เห็นผู้ใด หองจอจึงถามว่าระหว่างตัวเรากับขงหยงหรือเอียวปิวนั้น ท่านเห็นว่าใครมีสติปัญญามากกว่ากัน

            ยีเอ๋งตอบว่าอันตัวท่านจะไปเปรียบกับสองขุนนางผู้ใหญ่นั้นไม่ได้ เพราะตัวท่านเปรียบได้กับเจว็ดอยู่บนศาล ถึงจะมีผู้เซ่นไหว้ประการใดเจว็ดนั้นก็มิได้พูดจาด้วย คนที่มาเซ่นไหว้จึงเหมือนกับมาเซ่นไหว้ขอนไม้ หาคุณค่าความหมายอันใดมิได้

            หองจอได้ยินยีเอ๋งว่าดังนั้นก็โกรธ ชักกระบี่ออกฟันยีเอ๋ง “ยีเอ๋งด่าหองจอจนสิ้นใจ”

            ยีเอ๋งเมธาผู้มีความรอบรู้แทบทุกสาขาวิชาการแต่มาจบชีวิตลงด้วยฝีมือของคนมุทะลุวู่วามแบบหองจอ ก็เพราะวาจาพาตัวไปตายนั่นเอง. 

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘