ตอนที่ 113. ที่ปรึกษาขายนาย

กาเซี่ยงมีน้ำใจเอนเอียงที่จะให้เตียวสิ้วสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉ หลังจากกลับมาบ้านแล้วนั่งครุ่นคิดหนทางเจรจาจูงใจเตียวสิ้วในวันรุ่งขึ้นจนดึกดื่นและม่อยหลับไป  รุ่งขึ้นรีบตื่นแต่เช้าแวะไปหาเล่าหัวก่อนแล้วว่าข้าพเจ้าพิเคราะห์แล้วเห็นว่าควรที่ข้าพเจ้าจะต้องเข้าไปว่ากล่าวกับเตียวสิ้วให้เป็นที่ยุติก่อนแล้วค่อยเชิญท่านเข้าไปพบ เล่าหัวเห็นกาเซี่ยงแสดงท่าทีเป็นฝ่ายโจโฉชัดเจนก็มีความยินดีแล้วว่าสุดแท้แต่ท่านจะจัดการตามที่เห็นเหมาะควรเถิด

            กาเซี่ยงจึงลาเล่าหัวออกจากเรือนรับรองไปหาเตียวสิ้วแล้วเล่าความที่โจโฉให้เล่าหัวเป็นทูตมาเจรจาฟื้นฟูความสัมพันธ์ให้เตียวสิ้วฟังทุกประการ เตียวสิ้วยังไม่ทันที่จะตกลงใจประการใด พอดีทหารรักษาการณ์เข้ามารายงานว่าอ้วนเสี้ยวได้ส่งทูตมาพบและบัดนี้ทูตของอ้วนเสี้ยวกำลังรอพบอยู่

            เตียวสิ้วจึงให้พักการหารือเรื่องของโจโฉไว้ชั่วคราวและให้ทหารรีบเชิญทูตของอ้วนเสี้ยวเข้าพบ

            ทูตของอ้วนเสี้ยวได้คารวะเตียวสิ้วตามธรรมเนียมแล้วมอบสารของอ้วนเสี้ยวแก่เตียวสิ้ว เตียวสิ้วรับสารมาอ่านดูเป็นใจความว่าโจโฉครองอำนาจรัฐแล้วเปลี่ยนแปลงเป็นทรราชย์ ย่ำยีฮ่องเต้ ข่มเหงขุนนางข้าราชการทั้งปวง ใช้อำนาจตามอำเภอใจทำให้อาณาประชาราษฏรเดือดร้อน บัดนี้โจโฉคิดชิงราชสมบัติ ล้มล้างราชวงศ์ฮั่น แล้วจะตั้งตนขึ้นเป็นเจ้า ในฐานะที่เป็นเชื้อสายขุนนางที่ภักดีต่อแผ่นดินมาถึงสามชั่วอายุคนรู้สึกเจ็บแค้นด้วยแผ่นดินจึงต้องการกำจัดศัตรูราชสมบัติเสีย และได้แลเห็นว่าเตียวสิ้วเป็นหนึ่งในขุนนางที่ภักดีต่อชาติจึงขอเชิญเข้าเป็นแนวร่วมในการกำจัดโจโฉ

            เตียวสิ้วอ่านสารจบความแล้วจึงส่งต่อแก่กาเซี่ยงเป็นทีขอความเห็น ครั้น กาเซี่ยงทราบความแล้วจึงถามความกับตัวทูตว่าเมื่อเดือนสิบนี้ข้าพเจ้าทราบว่าอ้วนเสี้ยวได้ยกกองทัพจะไปตีเมืองฮูโต๋  แล้วผลการศึกเป็นอย่างไรบ้าง

            ความจริงข่าวสารข้อมูลการศึกระหว่างโจโฉกับอ้วนเสี้ยวนั้นไม่อาจจะรอดพ้นจากหูตาของกาเซี่ยงไปได้ แต่ที่กาเซี่ยงถามถึงเรื่องนี้ต่อหน้าเตียวสิ้วก็เพราะต้องการให้เตียวสิ้วได้ยินคำตอบด้วยหูตนเองแล้วจะได้เห็นว่าอ้วนเสี้ยวนั้นไร้น้ำยาและไม่มีทางสู้โจโฉได้ ซึ่งจะทำให้การชักจูงเตียวสิ้วเข้าเป็นพวกโจโฉง่ายเข้า

            ทูตของอ้วนเสี้ยวได้ตอบคำถามไปตามตรงว่าเมื่ออ้วนเสี้ยวได้ยกกองทัพไปถึงตำบลลิมหยงชายแดนเมืองฮูโต๋ ได้พบกับกองทัพของโจโฉตั้งยันกันอยู่ ถึงเดือนสิบสองเป็นฤดูหนาวจัด ทหารของทั้งสองฝ่ายได้รับความลำบากเป็นอันมาก ดังนั้นทั้งสองฝ่ายจึงต่างเลิกทัพใหญ่ คงเหลือกองทัพรองยันก็พออยู่จนถึงขณะนี้

            ความอันทูตของอ้วนเสี้ยวกล่าวทั้งนี้ยังคงคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงเพราะกรณีเป็นเรื่องที่โจโฉคาดการศึกก่อนแล้วว่าฤดูหนาวกำลังมาถึงดังนั้นอ้วนเสี้ยวคงจะรุกเข้าตีเมืองฮูโต๋ไม่ได้ โจโฉจึงถอนทหารครึ่งหนึ่งเลิกทัพกลับไปก่อน หลังจากนั้นอ้วนเสี้ยวถอนทัพส่วนใหญ่เพราะทนต่อความหนาวไม่ได้ ซึ่งเป็นไปตามที่โจโฉได้คาดการศึกไว้นั่นเอง

            คำของทูตทำให้เตียวสิ้วเห็นได้ชัดว่าอ้วนเสี้ยวไม่เอาไหนเพราะทำการศึกไม่ดูฤดูกาลว่าเหมาะแก่การทำศึกหรือไม่ แสดงว่าไม่มีความรู้ในพิชัยสงคราม ไม่สามารถทำการใหญ่ได้สำเร็จอย่างหนึ่ง และแม้ว่าจะมีกำลังทหารมากก็ไม่สามารถเอาชนะโจโฉได้อีกอย่างหนึ่ง

            กาเซี่ยงสังเกตสีหน้าความรู้สึกของเตียวสิ้วได้เป็นอย่างดีเห็นการสมคะเนแล้วจึงทำเป็นโกรธแล้วฉีกสารของอ้วนเสี้ยวเสียต่อหน้าทูต และว่าอ้วนเสี้ยวนี้จะมีหน้าให้ผู้ใดในแผ่นดินเชื่อถือร่วมมือทำการใหญ่ เพราะลำพังอ้วนสุดน้องในสายเลือดแท้ ๆ ก็ยังไม่สามารถปรองดองเป็นปึกแผ่นได้ เราเป็นคนไกลกว่าพี่น้องร่วมอุทรจะมีสิ่งใดยึดเหนี่ยวน้ำใจให้ปรองดองกันได้เล่า ว่าแล้วกาเซี่ยงจึงออกปากขับไล่ทูตให้กลับไปเมืองกิจิ๋ว

            กาเซี่ยง ณ บัดนี้ได้ขายตัวให้กับโจโฉอย่างสมบูรณ์แล้ว และกำลังขายนายตัวเองด้วยการดำเนินอุบายที่ตัดและทำลายไมตรีระหว่างเตียวสิ้วกับอ้วนเสี้ยวอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เป็นการบีบบังคับโดยอ้อมให้เตียวสิ้วจำยอมต้องสวามิภักดิ์ด้วยโจโฉและด้วยคำพูดไม่กี่คำของกาเซี่ยง จึงส่งผลต่อมาให้เตียวสิ้วต้องสิ้นความเป็นไทกลายเป็นข้าของโจโฉไปในที่สุด นี่แหละผลที่เกิดขึ้นจากคนใกล้ตัวที่ใจขาดความภักดีต่อนายตน ในขณะที่ตัวนายก็ไม่รู้เท่าทันและไม่ทันคาดคิดว่าคนระดับที่ปรึกษาอันเป็นที่ไว้วางใจได้ขายตัวและขายนายให้กับคนอื่นไปแล้ว

            เตียวสิ้วเห็นดังนั้นก็ตกใจ เพราะแม้เห็นว่าอ้วนเสี้ยวจะไม่เอาไหน แต่การดูหมิ่นทูตในลักษณะนี้ไม่ต้องด้วยธรรมเนียมเท่ากับเป็นการดูหมิ่นอ้วนเสี้ยวซึ่งเป็นการสร้างศัตรูโดยไม่จำเป็น จึงต่อว่ากาเซี่ยงว่าไม่สมควรทำเช่นนั้น

            กาเซี่ยงเห็นเตียวสิ้วตกกระไดแล้วต้องพลอยโจนต่อไปจึงว่าท่านจะมัวเกรงอ้วนเสี้ยวไปไย เพราะบัดนี้โจโฉก็ได้ทอดไมตรีมาแล้ว หากเราตกลงฟื้นไมตรีกับโจโฉ   อ้วนเสี้ยวจะทำอะไรต่อเราได้เล่า
 เตียวสิ้วจึงว่าโจโฉครองอำนาจในเมืองหลวงก็จริงอยู่แต่ยังคงมีกำลังทหารน้อยกว่าอ้วนเสี้ยวเป็นอันมาก ยิ่งกว่านั้นโจโฉกับเราก็ได้ทำสงครามต่อกันเป็นหลายครั้ง ความพยาบาทในใจย่อมยังอยู่เห็นจะประสานเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้โดยยาก

            กาเซี่ยงจึงว่าท่านจงอย่าได้วิตกสืบไปเลย การฟื้นไมตรีกับโจโฉครั้งนี้จักสำเร็จแลเป็นประโยชน์ถึงสามสถานคือ

            “ประการหนึ่งโจโฉได้เป็นมหาอุปราช แม้จะทำการสิ่งใดก็ถือเอารับสั่งพระเจ้าเหี้ยนเต้เป็นประมาณ ขุนนางอยู่ในเมืองหลวงแลหัวเมืองทั้งปวงก็ยำเกรงทำตามเป็นอันมาก

            ประการหนึ่งถึงโจโฉมีทหารน้อยแต่มีสติปัญญากว้างขวาง จะทำการสงครามแห่งใดก็ย่อมมีชัยชนะมากกว่าแพ้ ซึ่งท่านคิดเกรงอ้วนเสี้ยวแลจะไปเข้ากับอ้วนเสี้ยวซึ่งมีทหารมากนั้น อุปมาเหมือนคนมีทรัพย์มาก ท่านจะเอาทรัพย์ไปให้เห็นอ้วนเสี้ยวจะไม่มีความยินดี อันโจโฉนั้นเหมือนคนไร้ทรัพย์ท่านเอาทรัพย์ไปให้แต่น้อยก็มีความยินดีเป็นอันมาก

            ประการหนึ่งโจโฉทำการครั้งนี้มีใจโอบอ้อมอารีต่อทหารทั้งปวง ถึงผู้ใดผิดก็ทำตามผิด ผู้ใดชอบก็ปูนบำเหน็จโดยความชอบ แล้วมิได้มีพยาบาทแก่ผู้ใด คิดเอาราชการเป็นประมาณ”

            เตียวสิ้วฟังคำกาเซี่ยงยกเหตุผลแลอุปมาอุปมัยให้เห็นประโยชน์แลความสำเร็จในการฟื้นสัมพันธ์กับโจโฉแล้วเห็นชอบจึงให้กาเซี่ยงรีบไปเชิญเล่าหัวมาพบที่จวน

            กาเซี่ยงได้กลับไปที่เรือนรับรองแขกเมืองและแจ้งความตามที่ได้ปรึกษากับเตียวสิ้วให้เล่าหัวฟังทุกประการแล้วเชิญไปพบเตียวสิ้ว ครั้นเล่าหัวเข้าไปพบเตียวสิ้วที่ในจวนแล้วคารวะปฏิสันถารกันตามธรรมเนียม เล่าหัวจึงว่าท่านอย่าได้แคลงใจเลย  ด้วยบัดนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีได้สิ้นความพยาบาทและหมายเอาไม่ตรีความร่วมมือกับท่านเพื่อทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุข ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้ข้าพเจ้ามาคารวะและเชิญท่านร่วมการเพื่อความสงบสุขรุ่งเรืองของบ้านเมืองสืบไป

            เตียวสิ้วได้ฟังดังนั้นก็มีใจยินดี สั่งการให้จัดแจงทหารแล้วออกเดินทางไปเมืองฮูโต๋พร้อมกับเล่าหัวและกาเซี่ยง

            ครั้นถึงเมืองหลวงเล่าหัวจึงนำเตียวสิ้วและกาเซี่ยงเข้าไปพบโจโฉ ครั้นคารวะกันตามธรรมเนียมแล้วเตียวสิ้วและกาเซี่ยง “ได้คุกเข่าอยู่แต่เบื้องต่ำ” โจโฉเห็นดังนั้นก็มีความยินดีรีบลุกจากเก้าอี้ไปจูงมือเตียวสิ้วขึ้นมานั่งที่เก้าอี้แล้วว่าครั้งก่อนนั้นข้าพเจ้าได้ล่วงเกินน้ำใจท่านมีความเสียใจเป็นอันมาก ขอท่านจงเห็นแก่ไมตรียกโทษเสียเถิด

            การล่วงเกินน้ำใจที่โจโฉต้องยกขึ้นมากล่าวขอโทษเตียวสิ้วในทันทีที่ได้พบกันก็คือเหตุการณ์ที่โจโฉให้ทหารไปคุมเอาตัวนางเจ๋าซือภริยาม่ายของเตียวเจซึ่งมีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ของเตียวสิ้วในขณะที่นางเจ๋าซือยังอยู่ในระยะไว้ทุกข์ ซึ่งเตียวสิ้วถือเป็นการหมิ่นน้ำใจแล้ววางอุบายเผากองทัพโจโฉจนเตียนอุยนายทหารองครักษ์ที่โจโฉโปรดปรานต้องพลีชีพ แม้ตัวโจโฉเองก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอด แต่เพื่อความสำเร็จในทางการเมืองโจโฉเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่ยังเกาะกินใจเตียวสิ้วอยู่  จึงให้ความสำคัญและยกเป็นเรื่องขอโทษเพื่อผูกใจเตียวสิ้ว

            เตียวสิ้วได้ยินโจโฉอ่อนตัวลงมาเช่นนั้นก็่ยิ่งเกรงใจแล้วว่าท่านอัครมหาเสนาบดีไฉนจึงกล่าวดังนั้น ตัวข้าพเจ้าต่างหากที่ได้ล่วงเกินขอท่านได้ยกโทษด้วยเถิด

            โจโฉหัวเราะด้วยความพอใจแล้วว่าพวกเราเป็นสหายเก่าอย่าได้มากพิธีไปเลย  แต่นี้ต่อไปจงมาร่วมทำนุบำรุงแผ่นดินให้เป็นสุขสืบไป เตียวสิ้วก็รับคำและว่าข้าพเจ้าจะตั้งหน้าทำการสนองคุณท่านจนตลอดชีวิต

            โจโฉได้ฟังก็ยินดี จึงแต่งตั้งให้เตียวสิ้วเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายทหารและแต่งตั้งกาเซี่ยงเป็นที่ปรึกษา 

            การได้กาเซี่ยงมาเป็นที่ปรึกษาครั้งนี้ทำให้ความปรารถนาของโจโฉสำเร็จไปอีกประการหนึ่ง เพราะโจโฉใคร่ได้กาเซี่ยงมาเป็นที่ปรึกษาตั้งแต่ครั้งแรกที่พบในครั้งที่กาเซี่ยงเป็นทูตไปเจรจาความเมืองกับโจโฉ แต่ครั้งนั้นกาเซี่ยงบ่ายเบี่ยงปฏิเสธ  แต่มาครั้งนี้กาเซี่ยงได้ยินยอมรับตำแหน่งด้วยเต็มใจ

            โจโฉจึงว่าตัวท่านกับเล่าเปียวมีความสนิทสนมไว้วางใจกันเป็นอันมาก หากเล่าเปียวยินดีเดินตามทางของท่านมาช่วยเหลือราชการแล้วไม่เพียงแต่ท่านกับเล่าเปียว จะรักษาไมตรีที่มีมาแต่เดิมให้ยั่งยืนเท่านั้น แผ่นดินแลราษฎรก็จะเป็นสุขเพราะท่านทั้งสอง 

            เตียวสิ้วฟังคำโจโฉก็เข้าใจความหมายที่ต้องการให้ช่วยเหลือเกลี้ยกล่อมเล่าเปียว จึงว่าในเรื่องนี้ข้าพเจ้าก็ตระหนักอยู่ที่จะต้องคิดอ่านทำการสนองคุณท่าน แต่ทว่าเล่าเปียวนั้นเป็นคนมีสติปัญญา คบหามิตรสหายเพื่อนฝูงเป็นจำนวนมาก การเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวจึงต้องอาศัยคนมีสติปัญญาไปเจรจาว่ากล่าว จะใช้เพียงการมีหนังสือไปหว่านล้อมเห็นจะไม่เป็นผล

            โจโฉจึงถามซุนฮิวที่ปรึกษาว่าท่านเล็งเห็นผู้ใดมีสติปัญญาสมควรที่จะไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวได้

            ซุนฮิวจึงว่าในสายตาข้าพเจ้านั้นเห็นว่ามีขงหยงแต่ผู้เดียวที่เหมาะสมแก่การนี้ โจโฉได้ฟังก็มีความยินดี และสั่งให้ซุนฮิวไปแจ้งขงหยงให้ทำการเกลี้ยกล่อมเล่าเปียว

            เสร็จจากการปรึกษาแล้วซุนฮิวจึงไปหาขงหยงแล้วว่าบัดนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีมีความประสงค์ที่จะมอบหมายให้ท่านไปทำการเกลี้ยกล่อมเล่าเปียว เพื่อทำให้ดินแดนทางด้านนี้สงบสันติ แผ่นดินจะได้เป็นสุขสืบไป

            ขงหยงได้ฟังซุนฮิวแล้วปฏิเสธไม่รับหน้าที่นั้นโดยอ้างว่าตัวเองมีสติปัญญาน้อย หากรับภาระหน้าที่แล้วทำการไม่สำเร็จก็จะเป็นความผิดและจะเสียการแผ่นดิน ซุนฮิวจึงถามว่าท่านเห็นว่าผู้ใดมีสติปัญญาสมควรที่จะไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวได้

            ขงหยงจึงว่าข้าพเจ้ามีเพื่อนรักอยู่คนหนึ่งชื่อยีเอ๋ง เป็นคนมีสติปัญญามาก รอบรู้ในการทั้งปวงเหนือชั้นกว่าข้าพเจ้าถึงสิบเท่า บุคคลผู้นี้อย่าว่าแต่แค่ไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียวเลย จะให้ไปเกลี้ยกล่อมผู้ใดในแผ่นดินนี้ก็สามารถทำได้สำเร็จ หากท่านเห็นชอบข้าพเจ้าจะเสนอพระเจ้าเหี้ยนเต้ให้แต่งตั้งยีเอ๋งเป็นขุนนางและมอบหมายภาระหน้าที่ให้ไปเกลี้ยกล่อมเล่าเปียว

            ซุนฮิวได้ฟังดังนั้นก็มีความยินดี และว่าให้ท่านรีบทำการสนองความประสงค์ของท่านอัครมหาเสนาบดีให้สำเร็จเถิด ว่าแล้วซุนฮิวก็ลาขงหยงกลับไป และเข้าไปรายงานให้โจโฉทราบความตามที่ได้ปรึกษากับขงหยงทุกประการ

            โจโฉได้รับทราบรายงานจากซุนฮิวแล้วก็มีความยินดี ซุนฮิวจึงลาโจโฉกลับไป.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓