"Mutual Funds "ในบ้านเราน่าลงทุน(จริงหรือ)

ผมค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะปัจจุบัน Mutual Fund กินค่า Fee จากเงินต้น --(เน้นว่า จากเงินต้น) แสดงว่า ไม่ว่าจะขาดทุน เราก็ต้องจ่ายค่า Fee ซึ่งถ้าตลาด ไม่วิ่งไปไหน แสดงว่าในระยะยาว ค่า Fee จะกินผลตอบแทนทั้งหมด -- ผู้ลงทุน เหมือนโดนหลอก ส่วนผู้จัดการกองทุนก็นั่งยิ้มกิน Fee สบายๆ

... ผมมองว่าในปัจจุบันแม้คนที่ได้ประโยชน์ลดหย่อนทางภาษี 30% ดีไม่ดี ยังไม่คุ้มเลย หากเงินที่คุณ ลงทุนในวันนี้ จะไม่เพิ่มมูลค่า หรือ ลดลง เมื่อเราถอนออกมาตอนเกษียณ (จาก Performance ของกองทุนในบ้านเรา ผมมองว่า แย่กว่า เราหลับตาเลือกเอง แล้วทิ้งไว้เฉยๆ เสียอีก)

ผมว่า กองทุน ทุกกองที่คิดค่า Fee จากเงินต้น เป็นอะไรที่ ไร้สาระ และ หลอกลวง ซึ่งทั้งหมดในกองทุนบ้านเรา เป็นเช่นนี้ --ผมจึงหวังว่าวันนึง ผู้ลงทุนทุกคนจะตาสว่างกับ Scam ของกองทุนทั้งหมด -- และเมื่อเวลานั้นมาถึง กองทุนที่คิดค่า fee จากกำไร จะเกิดขึ้น อย่าง Warren Buffet เขาไม่คิดค่า Fee แม้แต่ บาทเดียว ถ้าเขาทำกำไรต่ำกว่า 6% --คิดดูซิครับ แสดงว่า Buffet ต้องสร้างกำไรสูงกว่า พันธบัตรที่ให้ผลตอบแทนสูงทีสุดในตลาด เขาจึงจะคิดค่าบริหาร --"make Sense มาก"

กองทุนบ้านเราควรเล่นจากปัจจัยพื้นฐาน และลงทุนในระยะยาว ไม่ใช่วิ่งเข้าออกอย่างนี้ เพราะความสำเร็จของการลงทุน ไม่ได้อยู่ที่ "ดวง" หากแต่มันอยู่ที่การวิเคราะห์และเข้าลงทุนในจังหวะที่ "หุ้นถูก" และก็ขายหุ้นออกไปเมื่อ "หุ้นแพง" อย่างนี้ซิถึงจะเรียกว่า "ฝีมือ" ไม่ใช่อย่างปัจจุบัน(เกือบทุกกองทุนที่ขายอยู่ในบ้านเรา)ซื้อขายทุกวัน --ผมถามว่า คุณเอาปัจจัย อะไรมาเปลี่ยน ทุกวัน คงปัจจัยเดียว ก็คือ "ปัจจัยการพนัน" ฮิ ฮิ

หลายคนบอกว่า ราคาหุ้นในปัจจุบัน มีราคาสูงเกินไปแล้ว จากการที่หุ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาเป็นเวลานาน --ประเด็นนี้ถ้ามอง
ใน ตลาดอเมริกา ก็ถือว่าใช่ เพราะขึ้นมานานแล้ว ดังนั้น โอกาสที่จะปรับฐานเป็นเวลานานย่อมเป็นไปได้สูง แต่ถ้าหากมองหุ้นบ้านเราซึ่งปรับฐานมาตั้งแตปี 1997 และ ยังไม่ได้ไปไหน

ผม ว่า เที่ยวนี้ เราจะวิ่งนำตลาด อเมริกาอีกครั้ง และครั้งนี้ น่าจะเป็น "ช่วงก้าวกระโดด"ของเอเชียอีกครั้ง อีกประเด็นที่น่าจะเป็นแรงผลักให้หุ้นเอเชียขึ้นไปอีก ก็คือ Baby Boomer ที่ทยอยเกษียณอายุ ซึ่งถ้ามองให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นกลุ่มที่ใหญ่มาก ซึ่งพอเกษียณแล้วย่อมมีความกังวลสูง "กลัวว่ารายได้จะไม่พอ" ซึ่งช่วงแรกน่าจะกระทบการลดลงของการใช้จ่าย(คือช่วงนี้นั่นเอง) ซึ่งจุดนี้น่าจะกระทบตลาดหุ้นเป็นเวลาพอสมควร

และหลังจากนั้น กลุ่มคนเหล่านี้จะเริ่มเข้าสู่นักลงทุนหลังวัยเกษียณเต็มตัว (สาเหตุที่เข้า ผมมองว่า อาจจะไม่ได้เข้าโดยตรง แต่น่าจะเข้าผ่าน เครื่องมือ ลดความเสี่ยง อย่างตราสาร CDO ..พวกที่ การันตีความเสี่ยง ที่เละเทะ อยู่ในอเมริกาและยุโรปในตอนนี้ ซึ่งจริงๆ มันเสี่ยงกว่าหุ้นเป็นไหนๆ)--และเมื่อเวลานั้น มาถึงคงปฎิเสธไม่ได้ว่า ตลาดหุ้นย่อมต้องเป็นหนึ่งในตลาดที่ดึงดูดนักลงทุน

---เมื่อดูให้ ดีแล้ว ภาพในระยะยาวก็ยังคงชี้ให้เห็นว่า ตลาดหุ้น ยังไงก็ยังจะคงเป็น สัญลักษณ์ ควบคู่ไปกับทุนนิยมตลอดไป เพียงแต่ในบางครั้งอาจมีสะดุดบ้าง แต่ท้ายสุด ตลาดก็ยังคงสะท้อน การก้าวพัฒนาไปข้างหน้าของทุนนิยมนั่นเอง ( หลักตายตัวของ "ทุนนิยม" คือ เงินสดลดมูลค่า และ สินทรัพย์เพิ่มมูลค่า ---ใครไม่เข้าใจ ก็คงเป็น"เหยื่อ"ของคนที่เข้าใจ)

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘