เรียนรู้จากบริษัท--Fortune500 (ตอนที่2)


สิ่ง ที่น่าสนใจของ Chart Fortune500 คือ เราสามารถดูความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่างๆของผลการดำเนินงานมาเปรียบเทียบ ให้เกิดประโยชน์ต่อการวิเคราะห์อนาคตของ ตัวหุ้น รวมทั้งวิเคราะห์ความเติบโตของบริษัทและอุตสาหกรรม เช่น การทำกำไรของบริษัทกับราคาหุ้น , ผลตอบแทนในหุ้นระยะยาวเทียบกับชื่อเสียงของบริษัท, ผลตอบแทนการลงทุนกับราคาหุ้นในระยะยาว เป็นต้น…โอเค..เรามาดู

ตัวแรกคือ การทำกำไรของบริษัทมีผลต่อราคาหุ้นอย่างไร --(มีมาก) เพราะมันบ่งชี้ถึงอนาคตของบริษัทนั้นๆ อย่างเช่น หุ้น EXXON แม้จะมี”รายได้”น้อยกว่า “WAL-MART” เกือบครึ่ง แต่”กำไร”ของ EXXON กลับสูงกว่า ทำให้ราคาหุ้นแพงกว่านั้นเอง (EXXON กำไร 19.2 Billion ในขณะที่ WAL-MART กำไร 14.3 Billion)… ส่วน “หุ้นแพง”อันดับสองของตลาดก็คือ Microsoft รายได้น้อยกว่า WAL-MART ถึง 7 เท่า แต่กลับมี Market Value ที่สูงกว่า --จุดนี้ชี้ให้เห็นได้ว่า “บริษัทที่ดีไม่จำเป็นต้องยอดขายใหญ่ หากแต่สามารถสร้าง”กำไร”ได้สูงก็ถือว่าแจ๋วกว่า”

ตัวที่สอง คือ ผลตอบแทนในหุ้นของบริษัท ในปี 2009 บริษัทที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดใน Fortune500 คือ AVIS BUDGET GROUP ให้ผลตอบแทน 1,774.3% …ที่สองคือ DANA HOLDING ให้ผลตอบแทน 1,364.9% ในขณะที่บริษัทดีๆใหญ่ๆรายได้มั่นคงอย่าง WAL-MART กลับให้ผลตอบแทนการลงทุนแค่ 2.7% ในปี 2009

--ประเด็นที่ผม จะชี้ให้เห็นคือ บริษัทที่มั่นคงและดีเยี่ยม มักจะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่แสนจะต่ำ เนื่องจาก ทุกคนอยากลงทุนในบริษัทนี้ ดังนั้น เมื่อราคาตกเล็กน้อยก็จะมีคนคอยซื้ออยู่ตลอด ทำให้ในภาพรวมราคาหุ้นแทบไม่เคยตก ซึ่งในทางกลับกันก็คือ คือ ราคาไม่เคยตก โอกาสที่หุ้นจะขึ้นก็”แทบจะไม่มีเช่นกัน” ต่างกับบริษัทเล็กๆ หรือ บริษัทที่ประสบปัญหา ซึ่งไม่มีคนสนใจ ท้ายสุดกลับให้ผลตอบแทนชนิดที่”ทำให้รวยได้เลย”

ในตลาดบ้านเราก็เช่นกัน หากคุณซื้อหุ้นธนาคารตอน Sub-prime คุณย่อมได้ผลตอบแทนที่สูง กว่าในช่วงปกติ หรือ คุณซื้อหุ้นอย่าง BANPU ปีก่อนที่ประสบปัญหา ปีนี้คุณก็จะได้กำไรมหาศาล ดังนั้น จำไว้เลยว่าหุ้นที่คุณจะกำไรมาก ก็คือคุณที่คุณต้องกล้าที่จะเสี่ยงมาก(บนการวิเคราะห์ ว่าที่จริงไม่เสี่ยงนั่นเอง)

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ ผลตอบแทนหุ้นในระยะยาว ต่างกับระยะสั้นอย่างไร …หลายคนอาจคิดว่า หุ้นที่ดี ย่อมให้ผลตอบแทนที่ดีเช่นกัน --(อันนี้ผมเห็นด้วย ในแง่ที่คุณจะมองแต่ปันผลเพียงอย่างเดียวนะ---- ซึ่งไม่น่าจะเกินปีละ 10% ) แต่ถ้าคุณสนใจ Capital gain “หู้นดี มักจะให้ผลตอบแทนไม่ดี” ทั้งนี้ เพราะหุ้นที่ดี ย่อมมีราคาสูง

(ดังนั้น โอกาสเดียว ที่คุณสามารถจะทำกำไรจาก”หุ้นดี” ก็คือ ซื้อหุ้นดีในยามวิกฤต เช่น ซื้อ PTT ในช่วงที่ธุรกิจมีปัญหาอย่างในปัจจุบัน เป็นต้น) ส่วนถ้าเรามุ่งที่จะมองหาหุ้นที่ให้ Capital Gain มากๆ คือ เราต้องศึกษา อนาคตของธุรกิจนั้นๆ เช่น CPALL หรือ 7-11 ในช่วงแรกๆไม่ค่อยดี ตอนนั้นก็เป็น หุ้นเล็กๆที่ไม่มีคนรู้จัก จึงมีราคาถูก ซึ่งถ้าคุณสามารมองเห็นโอกาสของกิจการและซื้อตั้งแต่ราคาถูก คุณก็จะได้กำไรอย่างมหาศาล ..เพราะ CPALL ปัจจุบันก็กลายเป็นหุ้นที่แพงไปแล้ว (แพงกว่า PTT เสียอีก ถ้าเทียบกับ P/BV)…

สรุปได้ว่า Fortune500 ของอเมริกา ก็ไม่ได้ต่างจากบ้านเรา คือ ผลตอบแทนหุ้นกับบริษัทมักจะวิ่งสวนทางกัน ..คุณไม่สามารถซื้อ”หุ้นดี”ในจังหวะที่ดี เพราะ”มันแพง” ดังนั้น ไม่แปลกจริงไหมครับ ที่คนส่วนใหญ่จะไม่ได้มีโอกาส ซื้อหุ้น”ที่ดี” ในเวลาที่ “ถูก”ได้ --ปัญหาเพราะเขาเหล่านั้น ก็เพราะเขาไม่เข้าใจ”การลงทุน”ต่างหาก…..

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘