"ตู้เย็นมือถือราคาพันกว่าบาท รถยนต์หมื่นบาท" ต้อง Bottom-up Innovation เท่านั้น


ตลาด ด้อยพัฒนา(Emerging Market)ในปัจจุบัน อย่าง จีน และ อินเดีย ใช่ว่าจะต้องเป็นผู้ตามเทคโนโลยีเท่านั้น ...ปัจจุบัน "ตู้เย็นราคาพันบาท ที่ขนาดเท่า Cooler ถือไปไหนมาไหน ใช้ไฟน้อย ไม่มี Compressor แต่ใช้ Chip และพัดลม เหมือนคอมพิวเตอร์แทน --สินค้าเช่นนี้ไม่สามารถจะเกิดได้เลย หากไม่ได้ออกแบบอยู่ในอินเดีย .."มันเริ่มตั้งแต่ พฤติกรรมของชาวบ้านอินเดีย ที่นิยมซื้อสินค้าทุกวันทำให้ ตู้เย็น ขนาดปกติ ไม่ใช่ที่ตลาดอินเดียต้องการ --"และนี่เองที่ Frugal Engineer หรือ การออกแบบแบบ Bottom-up Innovation ได้เกิดขึ้น

เรื่องนี้ผมเคยยกตัวอย่างก่อนหน้านี้แล้ว เกี่ยวกับรถ Nano ของ TATA MOTOR เป็นรถที่ถูกที่สุดในโลก "ไม่กี่หมื่นบาท" ลูกค้าที่ Nano จับก็คือ คนขี่มอเตอร์ไซค์ที่อยากปลอดภัยขึ้น(ซึ่งการใช้ รถตุ๊กตุ๊ก เป็นต้นแบบ แทนการใช้รถยนต์ปกติ มันเป็นหลักคิด ที่มีเหตุผลอย่างแน่นอน!!) ..เดิมถ้าบริษัท TATA MOTOR ใช้ Platform การสร้างรถยนต์แบบเดิม เขาก็ไม่มีทางที่จะสร้างรถที่มีราคา "ถูก" เช่นนี้ได้ --ประเด็นคือ การคิดตั้งแต่ Bottom-up นั่นเอง

บริษัททั้งในอินเดีย และ จีน ต่างเริ่มแข่งขันในด้าน Bottom-up Innovation มากขึ้นเรื่อยๆ ..ซึ่งหากมองให้ดีแล้ว ตลาดที่พูดถึงนี่ มีขนาดใหญ่มากๆ ..ยกตัวอย่างของบริษัท Zhongxing Medical ของจีนที่สร้างเครื่อง X-ray ได้ "ถูก"กว่าเครื่องปกติถึง 20 เท่า ..ทำให้เครื่อง X-ray นี้สามารถ ผูกขาดตลาดโรงพยาบาลในประเทศจีนได้ถึงกว่า 50%(เพราะโรงพยาบาลในจีน ต้องการแค่คุณสมบัติเบื้องต้นของเครื่อง X-ray ที่ไม่ต้องซับซ้อนอย่างที่ใช้กันเป็นมาตรฐานทั่วโลก) ..จุดนี้ผมว่ามันช่วยอธิบาย ได้หลายๆอย่างที่ ทำไมบริษัทต่างชาติจึง ไม่สำเร็จในการผลิตสินค้าขายคนจีน ทำให้ภายหลังต้องปรับ Model ใช้จีนเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก ในปัจจุบัน

แต่ในมุมกลับกัน "ตลาดที่บริษัทตะวันตก"มองข้าม คือ กลุ่มคน"ยากจนที่เรียกว่า The Bottom of the Pyramid" จริงๆมีขนาดใหญ่มากถึง 4 - 5 พันล้านคนทั่วโลก ...จุดนี้เองเป็นจุดที่ Bottom-up Innovation จะมาเติมเต็มช่วงว่างนี้ได้ --ตั้งแต่รถยนต์ Nano , เครื่อง X-ray ราคาต่ำ , ตู้เย็นหูหิ้วที่กินไฟฟ้าน้อย (และสามารถใช้กับประเทศที่ไฟฟ้าดับเป็นว่าอย่างอินเดีย)

ผมว่า "อนาคตของเอเชีย" เริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ จากแต่เดิมที่ เราเป็น แรงงานและผู้รับใช้ เทคโนโลยี "ฝรั่ง"(อย่างบ้านเรารับมาทั้งดุ้น มันเลยเหมือนเป็นคำสาบให้เราต้องก้มหัวรับ แต่เทคโนของอเมริกาอยู่ตลอดเวลา) ... วันนี้ถือว่า เราโชคดี ที่จีนและอินเดีย ไม่ได้เป็นแค่ผู้ตามเพียงอย่างเดียว ...หากแต่มีความเป็น"ผู้คิดและผู้สร้าง"ด้วยในเวลาเดียวกัน -- ปัจจุบันบริษัทอย่าง GE , Microsoft และอีกหลายๆบริษัท เริ่มกลับตัว แล้วตั้ง Research Center ในประเทศจีน และ อินเดียบ้าง (จุดนี้ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ยังมีทางเดินอีกไกล) ผมหวังว่าวันนึง องค์กรในประเทศไทย จะตื่นตัวกับ Bottom-up Innovation บ้าง!!!

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘