คุยเฟื่องเรื่องธนาคารต่างชาติ


วันนี้ ผมอยากยกความเน่าของธนาคารต่างชาติมาให้ดูกัน ..ช่วงวิกฤตที่ผ่านมา ธนาคารใหญ่ของอเมริกาและยุโรป ต่างโดนพิษ Sub Prime กันอย่างเต็มๆ(เละ) --ปีนี้รายงานว่า ธนาคารต่างๆไม่สามารถจ่ายปันผลได้ จากที่ 2- 3 ปีที่ผ่านมา ธนาคารเป็นอะไรที่"สุดยอด" คือ จ่ายปันผลสูงมากๆ พอเจอวิกฤตเข้าไป "พังเป็นโดมิโน" --- แต่คุณ รู้ไหมว่า ธนาคารบ้านเราอย่าง BBL SCB KBANK KK TCAP ต่างผลประกอบการดีขึ้น ดีขึ้น แถมปันผลสูงขึ้น ..คุณ สงสัย ไหมว่าทำไมเป็นอย่างนั้น

จริงๆแล้ว ผลที่ทำให้ธนาคารในอเมริกาและยุโรป ย่ำแย่ก็คือ การลงทุนในตราสาร (Derivative) --ซึ่งไอ้ Derivative นี่มันมี 2 ขา คือ ด้านนึงรับความเสี่ยงจำกัด อีกด้านความเสี่ยงไม่จำกัด เช่น คุณกลัวค่าเงินจะผันผวน คุณก็ไปป้องกันความเสี่ยง..

คนที่มีความเสี่ยงจำกัดคือ คุณ เพราะคุณเสียค่า Fee ในการป้องกันความเสี่ยง ส่วนอีกด้านสถาบันที่รับประกันให้คุณ เป็นฝ่ายที่ความเสี่ยงไม่จำกัด --ไอ้ประเด็นนี้มัน ตรงกับหนังสือ ที่ชื่อ Black Swan คือ คนส่วนมากคิดว่า ในโลกนี้ไม่มี Black Swan จึงไม่สนใจเอาประเด็นนี้มาอยู่ในภาพรวม

แต่พอเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ คาดฝัน ที่เราเรียกว่า black Swan ขึ้นมา อย่างเช่น 9/11 , Dotcom Bust , Sub prime กลายเป็นว่า ความเสี่ยงดังกล่าว ทำให้ขาดทุนมหาศาล จนถึงขั้น "ล้มละลาย" -- กลับมาที่ ธนาคาร กับ คุณ..ในเมื่อคุณจำกัดความเสี่ยง แต่ธนาคารไม่จำกัด ดังนั้น "คนซวย" เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็คือ "ธนาคารนั่นเอง"

..และนี่แหละปัญหา"ความเน่า"ของระบบธนาคารอเมริกา และยุโรป (ที่แย่กว่านั้น คือ ธนาคารบางธนาคารไม่รับความเสี่ยงเอง เอาความเสี่ยงมากระจายออก แบ่งขายความเสี่ยงไปให้ ธนาคารอื่น หรือ บริษัทประกันอย่าง AIG มาช่วยรับความเสี่ยง และไม่ใช่แต่ตราสาร ธรรมดาอย่างเงินและอัตราแลกเปลี่ยน.. แต่ Derivative กลับกินวงกว้างรวมถึง Real Estate , Commodity และ หุ้นด้วย เท่ากับว่า กระทบภาพรวมทั้งระบบ) ..นี่และครับ สาเหตของความ"เน่า"

ดังนั้น เมื่อเกิด การหยุดชำระหนี้บ้าน ผู้ค้ำประกันก็รับความเสี่ยงอย่างแรง ตอนนี้ผลกระทบ ไปสู่ Commercial Real Estate จนถึง Credit card -- ถ้ามองให้ดี วิกฤตต่างๆมันวนไปวนมา คือ ตลาดเรา "สถาบันการเงิน" โดนไปเต็มๆตอนปี 1997 ซึ่งตอนนั้น "ก็ล้มกันระนาว" มาคราวนี้ ตลาดอเมริกา กับ ยุโรป ก็เจอบ้าง

... ตอนเราคือ เราเจอวิกฤตปี 97 แล้วตลาดตกสุดๆปี 98 จากนั้นก็ค่อยๆฟื้นตัวมากจนถึงปัจจุบัน -- แต่อเมริกาเจอปี 2008 แต่พอ 2009 ตลาดกลับพุ่งพลวด ทำให้หลายๆฝ่ายกังวลว่า อเมริกาและยุโรป อาจเกิด Double Dip ซึ่งตรงนี้ก็ไม่มีใครสามารถรู้ได้

--- เอเชีย แม้ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่เราก็โดนหางเลข เพราะการส่งออกเราพึ่งพึงตลาดอเมริกาและยุโรปเป็นสำคัญ ..สรุปธนาคารของเรา เช่น BBL ตั้งแต่ปี 2008 ที่สถาบันต่างชาติเจอวิกฤตเต็มๆ แต่ BBL ปี 2008 กลับมีกำไรมากกว่าปี 2007 พอปี 2009 ก็กำไรเพิ่มขึ้นอีก ..คือ ผลประกอบการดีขึ้นเรื่อยๆตลอด ..แต่พอมาดูราคาหุ้นปี 2008 หุ้นร่วงไปแตะ 59 บาท ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ 120 บาท

--ผมถามหน่อยว่า ปัจจัยมันเปลี่ยนตรงไหน กำไร ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ราคาหุ้น วิ่งระหว่าง 59 - 130 บาท --- คือปัจจัยเหมือนเดิม แต่ราคาแกว่ง --"ถ้าคุณฉลาด ผมว่า คุณสามารถทำกำไรจากการแกว่งได้อย่างมหาศาล" --คุณว่าจริงไหม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘