เดือนเดือด การเมืองเสียว ทักษิณทั้งเดือดทั้งเสียว

เข้าเดือนกุมภาแล้ว แต่ต่างชาติยังวิ่งออกจากตลาดหุ้นไปอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ต่างชาติขายหุ้นออกไปเกือบ 9 พันล้านแล้ว -- ถ้าเทียบจากยอดการซื้อสุทธิปีที่ผ่านมา 2552 ต่างชาติ ซื้อสุทธิแค่ 38,000 - 9,000 = 29,000 ล้านบาท กลุ่มสถาบันขายสุทธิ 5,000 ล้าน กลุ่ม Broker ขายสุทธิ 1,000 ล้าน ส่วนนักลงทุนในประเทศยังขายสุทธิ 20,000 ล้านบาท

สรุปว่า ยอดเงินที่เข้าตลาดสุทธิตั้งแต่ต้นปี 2552 ถึง ปัจจุบัน เท่ากับ 29,000 ลบกับ 5,000 + 1,000 + 20,000 ได้ยอดเงินเข้าตลาดรวม แค่ประมาณ 3,000 ล้าน แต่ SET Index เพิ่มจาก 400 จุด มาที่ 700 จุด Market cap รวมเพิ่มขึ้น กว่า 2 ล้านล้านบาท

คำถามคือ เงินเข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น 3 พันล้าน แต่ทำไม Market Cap. หรือ มูลค่าของบริษัทถึงเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านบาท ---- ฮ้า...งง งง กันใหญ่ครับ... ก็ตอบง่ายๆครับว่า มูลค่าของหุ้นจริงๆแล้ว มิได้สะท้อนภาพรวมทั้งหมดของตลาด เพราะการที่หุ้นมีราคาปิดขึ้นลงมันเกิดจากการ เปลี่ยนมือของหุ้นส่วนน้อย(ปริมาณเล็กๆเมื่อเทียบกับทั้งตลาด) นั่นหมายความว่า ผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ก็ยังคงถืออยู่เช่นเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลง ดังนั้น เจ้าของบริษัทใหญ่ๆ เช่น ตระกูลดังๆ เขาก็ยังถือหุ้นเหมือนเดิม ไม่ว่าหุ้นจะขึ้นหรือลง เขาก็ยังคงถือหุ้นเหมือนเดิม

--- แต่เมื่อเวลาผ่านไปพอตลาดสงบ พวกตระกูลใหญ่เหล่านั้นก็รวยขึ้น ตามราคาหุ้นที่ดีขึ้น โดยที่เขาไม่เห็นต้องออกแรงอะไรเลย (บรรดา Day Trader ผู้ที่ซื้อขายเอากำไร วันละเล็กๆทุกวัน คง งง ว่าแล้วสิ่งที่เขาทำกันอยู่มันดีจริงหรือไม่ -- ก็คิดง่ายๆว่า พวกที่อยู่เฉยๆ หรือ ตระกูลใหย่ๆเขารวยเอารวยเอา(คนรวยรวยขึ้น) ขณะที่คนเล่นหุ้นทั้วๆไปประมาณ 80% ขาดทุน)

--- ดังนั้น คำพูดที่ว่าคนรวยยิ่งรวยขึ้น และคนจนยิ่งจนลง มันมีคำอธิบาย จากการเล่นหุ้น คุณว่าจริงไหม (ใครกล้าๆกลัว ก็จะเสีย ส่วนพวกที่ไม่กลัว ก็มักจะได้กำไรสูงในระยะยาว ) ตลกดีนะครับพูดง่ายทำยาก เลยไม่ค่อยมีใครรวยมากๆ

ย้อนกลับมาที่ประเด็นเริ่มต้นคือ เงินเข้ามาในตลาดสุทธิแค่ 3,000 ล้าน แต่มูลค่ารวมเพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านบาท ถามว่าราคาหุ้นตอนนี้แพงหรือไม่ ตอบเลยว่าแพง(เพราะผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ซื้อถูกกว่าเรา)

--คำถามต่อ ไปคือ แล้วหุ้นจะขึ้นต่อหรือไม่ ก็ตอบเลยว่า จะต้องขึ้น เพราะท้ายที่สุดราคาหุ้นก็จะสะท้อนมูลค่าการเติบโตที่แท้จริงของกิจการ ตอนนี้มูลค่าสะท้อนที่แท้จริงอยู่ที่ SET พันกว่า จุดใน Scope ใน 10 ปี ดังนั้น ผลตอบแทนหลักหลังการเข้าซื้อในเวลานี้คือ Dividend บวกกับ Capital Gain ปีละประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ สรุปว่า ผลตอบแทนรวยที่คุณจะได้ หลังจากตลาดผ่านไปอีกสิบปีข้าหน้าก็ประมาณ 15% ต่อปี

คือ ถ้าคุณลงทุน 10 ล้านในวันนี้ คุณก็จะได้ 40 ล้านในอีก 10 ปี --ตกปีละ 4 ล้าน(จากการคิด 15% compounding นั่นเอง) ถ้าปีไหนคุณได้มากกว่านั้น คุณต้องระวัง Bubble ให้ดี แต่ถ้าคุณไม่กลัวก็ให้ถือยาว แล้วไปพบกันที่ปลายทาง 10 ปีข้างหน้า กับเศรษฐีคนใหม่ คือ คุณไงครับ ฮ่า ฮ่า

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร