เรื่องสายตาที่มักเข้าใจผิด

สิ่งที่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับสายตา

??? มองเห็นได้ชัดเจนดี แสดงว่าไม่มีโรคตา
*** ไม่ จริงครับ มีโรคตาหลายโรคที่เป็นแล้วยังสามารถมองเห็นได้ชัดเจนดีอยู่ในระยะแรก แต่ต่อมาอาจทำให้ตาบอดได้ อนึ่งความชัดเจนในการมองเห็นจะเกี่ยวข้องกับศูนย์กลางการมองเห็นของจอตา( Macula) ซึ่ง จะไม่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นส่วนริมๆจอตา ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคบางโรคเช่นต้อหิน ในช่วงแรกที่เป็นจะยังสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนอยู่เนื่องจากโรคมักจะส่ง ผลต่อจอตาส่วนริมๆเป็นอันดับแรก และเมื่อโรคมีความรุนแรงมากแล้วจึงส่งผลต่อจอตาส่วนศูนย์กลางการมอเห็น ดังนั้นการที่เข้าร้านแว่นแล้วท่านสามารถอ่านตัวหนังสือตัวเล็กที่สุดได้ตาม มาตรฐาน ไม่ได้บอกว่าท่านปลอดภัยต่อโรคตาครับ ดังนั้นท่านควรได้รับการตรวจสุขภาพตาตามกำหนดตามแต่ละช่วงอายุ หรือตามที่แพทย์นัดครับ
อ่านเพิ่มเติม
สายตาช่วงอายุแรกเกิดถึง 3 ปี
สายตาช่วงอายุ 3-10 ปี
สายตาช่วงอายุ 11-25 ปี
สายตาช่วงอายุ 26-38 ปี
สายตาช่วงอายุ 39-60ปี
สายตาช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป

??? ตาไม่เจ็บไม่ปวด แสดงว่าไม่มีโรคตา
*** ไม่ จริงครับ มีโรคตามากมายที่สร้างปัญหาได้โดยไม่ทำให้ท่านรู้สึกเจ็บปวด เนื่องจากบางส่วนของอวัยวะภายในลูกตาไม่มีหน่วยรับความรู้สึก ดังนั้นเมื่อเกิดความบาดเจ็บขึ้นกับอวัยวะนั้นท่านจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บ ปวด(คล้ายกับการฉีดยาชาซึ่งไประงับการทำงานของหน่วยรับความรู้สึกนั่นเอง ทำให้ท่านไม่รู้สึกเจ็บปวดขณะถูกถอนฟัน) ดัง นั้นมีโรคตาหลายอย่างที่เมื่อเป็นแล้วท่านจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด บางโรคซ้ำร้ายไม่ทำให้ท่านเห็นแย่ลงหรือมัวลงจนกระทั่งโรคมีความรุนแรงมาก แล้ว ดังนั้นถ้าท่านรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางสุขภาพตาและการมองเห็นเช่น ตามัว มีขี้ตามาก น้ำตาไหลมาก ตาแดง สู้แสงไม่ได้ เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นเหมือนฟ้าแลบ เห็นเงาดำคล้ายใยแมงมุม ฯลฯ อย่านิ่งนอนใจ เนื่องจากอาการบางอย่างสามารถทำให้ท่านตาบอดได้อย่างรวดเร็วถ้าไม่ได้รับการ รักษาอย่างถูกต้องครับ
อ่านเพิ่มเติม “อาการตามัว เกิดจากอะไร อันตรายไหม”

??? ยาหยอดตาทุกชนิด สามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย ไม่มียาหยอดตาชนิดไหนที่ทำให้ตาบอดได้
*** ไม่ จริงครับ มียาหยอดตาบางชนิดโดยเฉพาะ “สเตียรอยด์” ที่ใช้สำหรับรักษาตาแดงหรือตาอักเสบในบางกรณี เมื่อใช้ระยะยาวยาจะมีผลเสียทำให้ความดันลูกตาสูงขึ้นและเป็นต้อหินได้ ดังนั้นการใช้ยาทุกชนิดรวมถึงยาหยอดตา
ควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด ไม่ควรซื้อยามาใช้เองโดยไม่ไปพบแพทย์ครับ
นอก จากนี้ ยาหยอดตาหลายชนิดสามารถส่งผลต่อระบบอื่นๆของร่างกายได้ เนื่องจากหลังจากหยอดตาแล้วยาจะถูกระบายออกจากดวงตาผ่านรูระบายน้ำตาเข้าสู่ โพรงจมูกซึ่งมีเส้นเลือดเล็กๆมากมาย ยาจำนวนหนึ่งจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดที่นี่ ทำให้ยาหยอดตาสามารถส่งผลต่อระบบอืื่นๆได้เช่นกัน
อ่านเพิ่มเติม “เพชราเปิดใจ ยอมเผยโฉมออกจากโลกมืด”

??? ตาบอดคือดวงตามองไม่เห็นอะไระเลยเท่านั้น
*** คน ทั่วไปมักเข้าใจว่าการตาบอดคือการที่เรามองไม่เห็นอะไรเลยเหมือนกับการที่ เราเอามือปิดตา แต่ตามกฏหมายแล้วคนที่พอมองอะไรเห็นบ้างก็จัดให้อยู่ในกลุ่มคนที่ตาบอดตาม กฏหมายได้เหมือนกัน
การจำแนกสภาวะตาบอดทางการแพทย์ มักจะดูจากสององค์ประกอบหลักคือ ความชัดเจนในการมอ
เห็น(Visual Acuity) และความกว้างในการมองเห็น(ลานสายตา Visual Field) โดยทั่วไปถือว่าคนที่มีความชัดเจนในการมองเห็นแย่กว่า 20/200 หลังจากได้รับการแก้ไขปัญหาสายตาแล้ว(เมื่อแก้ไขปัญหาสายตาแล้ว อ่านตัวหนังสือ E ความสูง 8.71เซนติเมตรที่อยู่ห่างจากตา 6 เมตรไม่ออก) หรือผู้ที่มีลานสายตาแคบกว่า 20 องศา จัดเป็นคนตาบอด ซึ่งทั้งสองสภาวะนี้ ผู้ที่ตาบอดอาจยังสามารถเดินหรือช่วยตัวเองได้ อ่านพาดหัวหนังสือพิมพ์ได้ และมองเห็นสิ่งของขนาดใหญ่ๆได้ อย่างไรก็ดี การให้ความหมายของคนตาบอดในแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกัน และยังมีการแยกย่อยเป็นระดับต่างๆอีกด้วย
อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “ตาบอด” ได้ใน “ความบกพร่องทางการเห็น”

???ใส่แว่นแล้วสายตาจะสั้นมากขึ้น จริงหรือไม่
*** ไม่ จริงครับ แต่บางคนเมื่อใส่แว่นแล้วสังเกตว่าต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย เนื่องจากเมื่อใส่แว่นแล้ว จะทำให้เห็นได้ชัดเจนขึ้น และสังเกตถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าสายตาได้ง่ายขึ้นครับ ยกตัวอย่างเช่น คนสายตาสั้น 2.00 ไดออปเตอร์ที่ไม่ใส่แว่น แม้ค่าสายตาจะเปลี่ยนเป็นสั้น 2.50 ได ออปเตอร์ ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าสายตาของตนเองสั้นลง เนื่องจากภาพที่มองเห็นระยะไกลของทั้งสองค่าสายตา แทบไม่แตกต่างกัน แต่ถ้าคนสายตาสั้น 2.00 ไดออปเตอร์ที่ใส่แว่นมีค่าสายตาเปลี่ยนไปเป็นสั้น 2.50 ได ออปเตอร์ จะสามารถสังเกตเห็นได้ทันทีว่าตนเองสายตาสั้นเพิ่มขึ้นเนื่องจาก ก่อนค่าสายตาเปลี่ยน สามารถมองเห็นได้ชัดทุกระยะตั้งแต่ระยะไกลถึงระยะใกล้ แต่เมื่อค่าสายตาเปลี่ยน จะสามารถมองเห็นได้ชัดเจนเมื่อวัตถุอยู่ห่างจากตาไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น ทำให้สามารถบอกได้ทันทีว่าค่าสายตาเปลี่ยน

???ค่าที่ได้จากการวัดโดยคอมพิวเตอร์ สามารถนำมาตัดแว่นได้เลยจริงหรือไม่
*** ไม่ จริงครับ ค่าสายตาจากคอมพิวเตอร์ เป็นเพียงค่าโดยประมาณเท่านั้นซึ่งต้องมีการกระบวนการตรวจอย่างละเอียดอีก หลายขั้นตอนเพื่อให้ได้ค่าสายตาที่ถูกต้องและใส่แล้วสบายตา
อ่านเพิ่มเติมได้ที่
“ตรวจสายตาด้วยคอมพิวเตอร์ ค่าเชื่อถือได้แค่ไหน”

“ขั้นตอนการวัดสายตา”


??? แว่นกันแดดสีดำ สามารถกันรังสียูวีได้ทุกอัน
*** ไม่ จริงครับ แว่นตาที่มีเลนส์สีดำทุกอันไม่ได้ป้องกันรังสียูวี และแว่นตาที่มีเลนส์ใสบางอันป้องกันรังสียูวีได้ เนื่องจากเรามองไม่เห็นรังสียูวี ดังนั้นแว่นตาที่มีเลนส์สีดำคือแว่นตาที่ยอมให้แสงขาวผ่านได้น้อยนั่นเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับการให้รังสียูวีผ่าน
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม “การเลือกแว่นตากันแดด”

???ตอนเที่ยงๆในวันที่มีเมฆมาก เมื่อออกกลางแจ้งแล้วไม่ร้อนแสดงว่าไม่มีรังสียูวี
*** ไม่ จริงครับ เนื่องจากรังสีที่ทำให้เรารู้สึกร้อนคือรังสีอินฟราเรด รังสียูวีไม่ทำให้รู้สึกร้อนแต่ทำให้ผิวคล้ำและไหม้ครับ ลองสังเกตดูว่าในวันที่มีเมฆมากเมื่อออกกลางแดดแล้วไม่ร้อน แต่ตากแดดสักพักจะเห็นได้ว่าผิวเราในส่วนที่โดนแดดจะคล้ำขึ้นได้เหมือนกัน
อ่านเพิ่มเติม รวมคำถาม “อันตรายจากรังสียูวี”

??? คอนแทคเลนส์คือสิ่งช่วยในการมองเห็นชนิดหนึ่งซึ่งสามารถซื้อขายกันได้อย่างเสรีดังเช่นแว่นตา
*** ไม่จริงครับ ในประเทศไทย คอนแทคเลนส์จัดเป็นเครื่องมือแพทย์ควบคุม(เครื่องมือแพทย์ประเภท 1 ซึ่งเป็นระดับที่มีการควบคุมสูงสุด) โดยเครื่องมือแพทย์ทุกชนิดอยู่ภายใต้การดูแลของ กองควบคุมเครื่องมือแพทย์ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)
เนื่อง จากคอนแทคเลนส์เป็นอุปกรณ์ที่ต้องสัมผัสกับดวงตาโดยตรง ซึ่งการใช้ผิดวิธีอาจเป็นอันตรายต่อดวงตาถึงขั้นทำให้ตาบอดได้ ดังนั้นในหลายประเทศจึงมีกฏหมายควบคุมการใช้คอนแทคเลนส์อย่างเคร่งครัด เช่นในสหรัฐอเมริกา ผู้ที่จะซื้อคอนแทคเลนส์ต้องมีใบสั่ง(คล้ายใบสั่งยา) ซึ่งออกโดยนักทัศนมาตรหรือจักษุแพทย์ จึงจะซื้อคอนแทคเลนส์ได้ โดยใบสั่งมีอายุ 1 ปี เมื่อหมดอายุแล้วต้องไปรับการตรวจสายตาและสุขภาพตาใหม่เพื่อให้ได้ใบสั่ง ใหม่ ผู้ขายและผู้ซื้อคอนแทคเลนส์โดยไม่มีใบสั่งมีความผิดตามกฏหมายและมีการบัง คับใช้กฏหมายกันอย่างจริงจัง
สำหรับ ประเทศไทย มีกฏหมายเกี่ยวกับการซื้อขายและประกอบคอนแทคเลนส์เช่นเดียวกันโดยผู้ที่มี หน้าที่โดยตรงในการประกอบคอนแทคเลนส์คือนักทัศนมาตรและจักษุแพทย์ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจำนวนบุคลากรดังกล่าวยังมีจำนวนไม่มากนัก จึงยังไม่มีการบังคับใช้กฏหมายกันอย่างจริงจัง ทำให้มีการซื้อขายกันอย่างเสรีโดยไม่มีการตรวจสุขภาพตาหรือแนะนำการใช้ งานอย่างถูกต้องเท่าที่ควร ดังนั้นผู้บริโภคจึงต้องทำหน้าที่ดูแลตนเอง เท่าที่ทราบในแต่ละวันมีจำนวนผู้ป่วยนอกมากมายมาพบจักษุแพทย์เนื่องจากปัญหา การใช้คอนแทคเลนส์ไม่ถูกต้อง และในทุกปีมีคนตาบอดเนื่องจากการใช้คอนแทคเลนส์โดยไม่มีความรู้ความเข้าใจใน การใช้งานเท่าที่ควร อนึ่งถ้าผู้ใช้คอนแทคเลนส์มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานแล้วจะมีโอกาสเกิด อันตรายกับดวงตาจากการใช้คอนแทคเลนส์น้อยมาก

??? คอนแทคเลนส์ที่วางขาย เป็นคอนแทคเลนส์ Free size ที่สามารถใส่ได้พอดีกับดวงตาของทุกคน
*** ไม่จริงครับ ไม่มีคอนแทคเลนส์ชิ้นไหนในโลกที่ Free size โดยขนาดของคอนแทคเลนส์จะระบุไว้สองอย่างคือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง(เช่น “Dia 14.2 คือคอนแทคเลนส์ที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 14.2 มิลลิเมตร) และความโค้งของผิวเลนส์ด้านหลัง(เช่น BC 8.4 คือรัศมีความโค้งของผิวเลนส์ด้านหลังเป็น 8.4 มิลลิเมตร) ดวง ตาของแต่ละคนมีความโค้งของผิวกระจกตาไม่เท่ากัน และคอนแทคเลนส์แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อก็มีค่าความโค้งของผิวเลนส์ด้านหลังไม่เท่ากันด้วย ผู้ที่สามารถบอกได้ว่าคอนแทคเลนส์รุ่นไหนเหมาะกับท่านหรือไม่คือนักทัศนมาตร หรือจักษุแพทย์ครับ การใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่เหมาะสมกับดวงตาอาจทำให้เกิดปัญหาตาระคายเคืองและ ติดเชื้อที่ดวงตาง่ายขึ้นได้
อ่านเพิ่มเติม “รวมคำถาม คอนแทคเลนส์)

??? การทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่เขียนข้างกล่องว่า “No Rub” แสดงว่าไม่จำเป็นต้องถูคอนแทคเลนส์ แค่แช่อย่างเดียวก็สะอาดได้
*** ไม่ จริงครับ การทำความสะอาดคอนแทคเลนส์เปรียบได้กับการล้างจาน เนื่องจากเมื่อเราใช้แล้วคอนแทคเลนส์จะมีคราบโปรตีนและคราบไขมันสะสมอยู่ที่ ตัวเลนส์ ดังนั้นการทำความสะอาดคอนแทคเลนส์โดยไม่ได้ถู ก็เปรียบเหมือนเราล้างจานโดยการแช่จานในน้ำยาล้างจานและยกขึ้นมาเลยซึ่งยัง จะมีคราบสกปรกติดจานอยู่เป็นจำนวนมาก คำว่า “No Rub” ที่ ขวดน้ำยาคอนแทคเลนส์ถ้าจะล้างคอนแทคเลนส์ให้สะอาดอาจต้องใช้น้ำยาเป็นจำนวน มากเพื่อฉีดทำความสะอาดคอนแทคเลนส์ ซึ่งคงไม่มีใครทำอย่างนั้นเพราะว่าจะต้องสิ้นเปลื่องน้ำยาเป็นจำนวนมากนั่น เอง
อ่านเพิ่มเติม “รวมคำถาม คอนแทคเลนส์”

??? เบาหวานขึ้นตาแล้ว ตาต้องบอดทุกคน
*** ไม่ จริงครับ เนื่องจากเบาหวานขึ้นตามีความรุนแรงของโรคที่หลากหลาย ซึ่งถ้าเพิ่งเริ่มเป็นและได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจากจักษุแพทย์ ก็จะสามารถป้องกันไม่ให้ตาบอดได้ แต่ถ้าปล่อยไว้จนกระทั่งตาบอดไปนานแล้ว ก็จะไม่สามารถรักษาให้กลับมามองเห็นได้แน่นอน และถ้าในกรณีที่ตาเพิ่งบอดอย่ายฉับพลัน การไปหาจักษุแพทย์ในทันที(ไม่เกิน 24 ชั่วโมง) อาจช่วยให้ตาที่บอดไปแล้วกลับมามองเห็นได้บ้าง(เช่นจอตาที่เพิ่งหลุดลอก หรือเลือดออกในลูกตาจนบดบังการมองเห็น เป็นต้น) ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานทุกท่านควรได้รับการตรวจจอตาอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันไม่ให้ตาบอดครับ และผู้ที่อายุเกิน 40 ปี ไปแล้ว ควรได้รับการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำเพื่อให้รู้ว่าเป็นโรคเบาหวาน หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีประวัติญาติทางสายเลือด(เช่น พ่อ แม่ พี่ น้อง ปู่ ย่า ตา ยาย) ป่วยเป็นเบาหวาน
อ่านเพิ่มเติม “รวมคำถาม เบาหวานขึ้นตา”

??? นอนตะแคงดูโทรทัศน์ ทำให้สายตาเอียงได้
*** ไม่จริงครับ สายตาเอียงส่วนใหญ่เกิดจากกระจกตาที่มีความโค้งในแต่ละแนวไม่เท่ากัน (กระจกตาควรมีความโค้งทุกแนวเท่ากันดังเช่นลูกบอล แต่ถ้ามีความโค้งไม่เท่ากันทุกแนวจะเปรียบได้รับลูกรักบี้) ซึ่งการนอนตะแคงดูโทรทัศน์หรือเขียนหนังสือไม่ได้ทำให้ความโค้งกระจกตาเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร จึงไม่ทำให้สายตาเอียง
อ่านเพิ่มเติม “รวมคำถาม สายตาเอียง”

??? เด็กตาเข ไม่ต้องไปหาหมอ โตขึ้นมาจะหายเองได้
*** ไม่จริงครับ ควรพาเด็กตาเขไปหาจักษุแพทย์หรือนักทัศนมาตรโดยเร็วที่สุด เนื่องจากถ้าปล่อยทิ้งไว้จนโตอาจทำให้เด็กมีปัญหาตาขี้เกียจ(ตาไม่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนได้) โดย ตาเขก็ยังคงอยู่ การพาเด็กไปตรวจตาจะทำให้ทราบถึงปัญหาและสามารถแก้ไขเด็กให้ตาหายเหล่ได้ ตาเหล่มีหลายชนิด บางชนิดสามารถแก้ไขได้โดยแว่นตา บางชนิดต้องใช้การผ่าตัด หรือบางชนิดต้องใช้ทั้งสองอย่างร่วมกับการฝึกกล้ามเนื้อตา การปิดตา ฯลฯ เพื่อทำให้เด็กมีการมองเห็นที่ดีขึ้น ตาหายเหล่ และสามารถใช้งานทั้งสองตาร่วมกันได้ครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘