ภาวะตลาด"เรื่องเก่าเล่าใหม่"


ภาวะ ตอนนี้ กลับแย่ลงกว่าเดิม ตอนนี้เท่าที่ดูตัวเลข ต่างชาติออกไปเยอะมาก เหลือ ติด Port แค่ 21,000 ล้านบาท ..ถ้าให้วิเคราะห์ผมมองว่า ต่างชาติน่าจะขายใกล้ถึงจุด"สุด"แล้ว ..ถ้าจะทิ้งต่อก็"ไม่น่าจะมาก" ...แต่สังเกตไหมครับว่า พอฝรั่งขาย --รายย่อยกับสถาบันก็วิ่งมารับ (ซึ่งถ้ามองย้อนไปตอนดัชนีที่แล้วตอนต้นปี2010 ช่วงที่ รายย่อยกับสถาบัน วิ่งออก ดัชนีอยู่แค่ 600 ปลายๆ ) ..ช่วงนี้ 700 ปลายๆ รายย่อยกัยสถาบันกลับเข้ามารับจากต่างชาติ

--พูดง่ายๆคือ รอบนี้ สถาบันกับรายย่อยเข้ามาซื้อ"แพงขึ้น" (งง..ไหมครับว่า --ทำไมไม่ Make Sense เลย) อย่างไรก็ตาม หาก "การเมือง"เดินต่อได้ ก็"กลับรูปเดิม" คือ ต่างชาติที่ทิ้งช่วงนี้(ที่ 700 ปลายๆ) ก็จะกลับมารับ ..คราวนี้สถาบันกับรายย่อยก็จะขาย

--จากนั้นพอขึ้นไปถึงจุดนึงเช่น 800 ปลายๆ คราวนี้ต่างชาติอาจออก จากนั้น สถาบันกับรายย่อย ก็จะมารับต่อ ไปเรื่อยๆ --จะเห็นได้ว่า ตราบใดที่ นักลงทุน แต่ละกลุ่ม มีความเห็นไม่ตรงกัน ก็จะเกิด"คนนึงขาย อีกคนซื้อ วนไปเรื่อยๆ พร้อมกับ ดัชนีที่สูงขึ้นเรื่อยๆ" ..จุดนี้เขาเรียกว่า"หุ้นมันกำลัง Climb Wall Of Worry(ปีนกระไดความวิตก)"

แล้วถ้าถามว่า "มันจะหยุดปีนกระไดเมื่อไหร่" ก็เมื่อ นักลงทุนทุกกลุ่ม"เห็นตรงกัน" ...คือ ถ้าถึงจุดที่เห็นตรงกันว่า"ดี" ตลาดก็จะ"พุ่งแรง จนเกิด Bubble ในที่สุด" ...แต่ในทางตรงกันข้ามหาก ทุกคนเห็นตรงกันว่า "แย่" ตลาดก็จะ"ร่วงสุดๆ" นั่นเอง --จริงๆ"ตลาดหุ้น"ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน มันเป็นเพียง"เกมเดาใจ" แต่กลายเป็นว่า คนที่เดาถูกมันคือ"คนส่วนน้อย"นั่นก็ชี้ให้เห็นว่า " Majority ของตลาดคิดอย่างไร ..คุณก็ควรจะไปอีกทาง " ..คำถามคือ "คุณว่าคนส่วนใหญ่ในขณะนี้คิดอะไร"...

คนส่วนใหญ่คิดว่า "ตอนนี้เสี่ยง ขายหุ้นทิ้งเก็บเงินสด รอให้หุ้นตกมากๆ เดี๋ยวจะมาช้อนตอนถูกสุดๆ --ผมถามคุณหน่อยว่า เมื่อคนส่วนใหญ่คิดอย่างนี้เขาก็ย่อมขายหุ้นออกมาเพื่อถือเงินสด.. ตลาดหุ้นมันก็จะ"ถูก"คุณควรจะซื้อหุ้นตอนนี้(ซึ่งถูก) หรือ คุณควรรอให้ ทุกคนคิดว่า"อยากซื้อ" แล้วเข้ามาซื้อตอนแพง...."

คุณคิดไหมว่า(ผมพยายามอธิบาย หลัก Common Sense ง่ายๆ แต่คนส่วนใหญ่"รู้--แต่พอเอาเข้าจริงทำไม่ได้")"เซียนหุ้นตัวจริง"มันไม่ใช่ คนที่"นั่งอยู่หน้าจอคอมดูราคา" ของจริง..มันนอนอยู่"ชายหาดโน้น" ปีนึงอาจซื้อขาย ครั้งเดียว อะไรประมาณนั้น...ไอ้พวกซื้อขายทุกวัน...ที่สุด 99.99%ไปติดบนดอย "ไม่ได้นั่งทะเลกับเขาหรอก..หุ หุ --มันบอก(ก็กูชอบที่สูงนี่หว่า!!)"

## จริงๆหุ้นขึ้นลง มันไม่ได้เกี่ยวเลยว่า คุณรวยขึ้นหรือจนลง "หากคุณยังไม่ได้ขาย" ..หากคุณจ้องราคาขึ้นลง ผมพนันเลยว่า "คุณไม่มีทางทน(ไม่ขายได้)--หากหุ้นขึ้นแรงๆ" ดังนั้น คุณจะเล่นแบบ "ขี่ช้างจับตั๊กแตน"-- คือ ใช้เงินก้อนใหญ่เล่นเอากำไรนิดๆ แต่พอติดนี่ "ระทม"-- "เคล็ดลับ" มันอยู่ที่ "ปันผล"ต่างหาก เพราะหาก "ปันผล" ดีและเป็นกิจการที่มั่นคง คุณถือไปสัก ห้าปี สิบปี "คุณมีแต่ได้กับได้" อย่างแรกเช่น รับปันผล 5% ต่อปี(สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลที่แย่งกันซื้อ) พอตอนที่เราจะขายก็ "ไปขายตอนเศรษฐกิจดี" ผมถามหน่อยมันเสี่ยงตรงไหน

(อย่าง PTT (ตอนนี้ Book Value ประมาณ 150 บาท)ตอนที่ดี P/BV จะประมาณ 3 เท่า ตอนห่วยปี 2008 P/BV มันลงไป 1 เท่า ตอนนี้อยู่เท่ากว่าๆ --สมมุติผมซื้อตอนนี้ รับทันทีปันผล(สูงกว่าพันธบัตร)ไปเรื่อยๆ พอเศรษฐกิจดี ผมก็ขาย ..สมมุติสิบปีข้างหน้า PTT โตขึ้นตาม GDP - Book Value ก็เพิ่มสมมุติเป็น 200 บาท เผอิญเศรษฐกิจดี P/BV จะประมาณ 3 เท่าอีก ก็เท่ากับว่า หุ้นตอนนั้นจะเป็น 600 บาท....แค่ปันผลอย่างเดียวก็เยี่ยมแล้ว นี่ผมได้ Capital Gain อีกตรึม ) แต่บางคนแย้งผมว่า อ้าว..ถ้ามัน"รบกัน" ราคาตก ทำไง.."ก็ไม่เห็นต้องทำอะไร" คุณก็ถือไปรับปันผลไปเรื่อยๆ "เดี๋ยวท้ายสุดมันก็ต้องหยุดรบ และใช่ว่าการรบ ไม่ต้องใช้น้ำมันนิ..." ...คิดดีคิดบวก ก็"รวย"ได้นะครับ....

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร