เติบโตแบบ "ซามูไร" (แนว"แก่รวยกระจุกตัว")

ผมพยายามศึกษาการพัฒนาประเทศของญี่ปุ่น ซึ่งพบว่า เป็นรูปแบบที่แปลกและน่าสนใจ --ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เศรษฐกิจพัฒนาก้าวไกลมา ส่งผลให้รายได้ต่อหัวของประชากรอยู่ในระดับสูง แต่มันสูงพร้อมๆ กับจำนวนคนที่"ฆ่าตัวตาย" ..จุดนี้มันชี้ให้เห็นถึงความกดดันของสังคมต่อคนในประเทศ ซึ่งมีนัยว่า "รวยขึ้น แต่เครียดขึ้น

--จุดนี้บ่งชี้ถึงความมั่งคั่งของญี่ปุ่นที่ ไม่ได้ทำให้คนมีความสุขขึ้น" --ถ้าดูในส่วนของตลาดหุ้นของญี่ปุ่น Peak เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จากนั้นตลาดหุ้นก็ไม่เคยกลับไปที่จุดสูงสุดเลย หลายคนให้ข้อสังเกตว่า ญี่ปุ่นเป็นสังคมที่ลึกลับ ทุกอย่างไม่มีการเปิดเผย ส่งผลให้ปัญหาที่เกิดไม่เคยได้รับการแก้ไข ..จุดเริ่มจาก Real Estate พัง(ซึ่งคล้ายกับ Subprime ในอเมริกา ขณะนี้ --แต่ที่ต่างคือ การเข้ามาแก้ปัญหา ไม่เหมือนอย่างอเมริกาที่รัฐบาลเข้ามาประคองอย่างรวดเร็ว)

จากวิกฤต เป็นต้นมา เงินของญี่ปุ่นก็ไหลออก ไปลงทุนในต่างประเทศ เพราะค่าเงินแข็งขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับ อัตราดอกเบี้ยเป็น 0 เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน (ซึ่งสอดคล้องกับแรงกดดันให้เงินไหลออก) -- เนื่องจากความกดดันในด้านต่างๆ ทำให้การขยายตัวของประชากรลดลงอย่างมาก ปัจจุบัน สังคมญี่ปุ่น มีแต่คนแก่"และจะแก่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ" ..จุดนี้ผนวกกับค่าเงินแข็ง ทำให้ไม่มีต่างชาติเข้าไปลงทุน (ต่างกับจีนที่ ค่าเงินต่ำกว่าความจริง คนจึงอยากไปลงทุน เพราะมีแนวโน้มจะได้ทั้งกำไรค่าเงินที่น่าจะสูงขึ้นในอนาคต กับกำไรธุรกิจ"สองเด้ง") กลับกัน ค่าเงิน"เยน"ที่สูงจน หลายคนกลัวว่า มันจะตกลงในอนาคต ซึ่งสวนทางกับจีน

ปัญหาอีกอย่างคือ คนรวยยิ่งรวย เพราะคนที่ได้ประโยชน์จากค่าเงินที่แข็งคือ บริษัทขนาดใหญ่ในญี่ปุ่น ที่สามารถไปลงทุนในต่างประเทศได้ง่าย เพราะค่าเงิน"เยน"ที่สูง จึงทำให้การลงทุนในต่างประเทศเป็นสิ่งที่ดึงดูด (อย่างในไทยญี่ปุ่น เข้ามาลงทุนเป็นอันดับ 1 ส่วนแรกก็ต้องการโควต้าส่งออกของแต่ละประเทศนั่นเอง อีกทั้งการเคลื่อนย้ายฐานการผลิตเพื่อลดต้นทุน)

-- ถ้าดูโดยรวย อุตสาหกรรมญี่ปุ่นได้เข้ามาฝังรากลึก ทั่วทั้ง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้น มองได้ว่า คนที่รวยในญี่ปุ่นก็ยิ่งรวย แต่คนในประเทศก็ยิ่งแย่ เพราะการบริโภคหดตัว งานต่างๆก็มักถูกสร้างในต่างประเทศ ส่งผลกับPosition ต่างๆในประเทศลดลง
ความเหลื่อมล้ำ ทางรายได้ แม้จะยังไม่ชัดเจนแต่ในอนาคตเมื่อ Baby Boomer เข้าสู่เกษียณมากขึ้น ความแตกต่างรายได้ของคนญี่ปุ่นก็จะทวีความรุนแรงขึ้น สาเหตุมาจาก คนรวยที่เป็นเจ้าของกิจการเมื่อเกษียณก็ยิ่งจะมีรายได้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ ในขณะที่ลูกจ้างเมื่อเกษียณก็จะไม่มีรายได้ --จุดนี้อาจส่งผลกระทบถึงการใช้จ่ายบริโภคในประเทศหดตัวอย่างรุนแรง

นี่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในประเทศที่ได้ชื่อว่า "พัฒนาที่สุดในเอเชีย" --ประเด็นแท้จริงของปัญหาอยู่ที่การปรับตัวไม่ทันของสังคมและเศรษฐกิจ ผนวกกับพื้นฐานของระบบ"ทุนนิยม" ที่เสริมสร้าง ให้เกิดความแตกต่างระหว่างคนรวยกับจน ให้ต่างขึ้นเรื่อยๆ --ปัญหาที่ญี่ปุ่นประสบก็คล้ายๆกับสิ่งที่ "ยุโรป"กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ -- ความรวยขึ้น มิได้ ยกระดับ"ความสุข"ให้เพิ่มขึ้น --

การขยายตัวของ "ซามูไร" เป็นการสร้างและกระจายเงินทุนในเอเชีย ซึ่งเปรียบญี่ปุ่นเหมือน "นายทุน" ของเอเชีย ดังนั้น การเติบโตของหุ้นจะต้องดูญี่ปุ่นเป็นสำคัญ ปัญหาของบริษัทใหญ่ในญี่ปุ่นคือ ความสามารถในการระดมทุน มีแค่ภายในประเทศ ซึ่งจำกัดอยู่ในวงแคบเพราะไม่ค่อยมีใครอยากไปลงทุนในญี่ปุ่น

ในอีกมุม หากญี่ปุ่นเริ่ม เปลี่ยนรูปแบบการระดมทุน ออกมาในต่างประเทศ โดยนำบริษัทย่อยต่างๆที่ เข้าไปลงทุนในเอเชีย เข้าระดมทุนในประเทศนั้นๆ จะเป็นการเติมน้ำดี ให้กับตลาดหลักทรัพย์ "เรียกได้ว่า เอาหุ้นดีๆเข้าตลาด ก็จะทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเอเชียมากขึ้น"

-- ดังนั้น การพัฒนาของเอเชีย ต้องทำแบบคู่ขนานกับญี่ปุ่น ถึงจะมีประสิทธิภาพมากกว่าการโตแบบกระจัดกระจาย(ต่างคนต่างทำแบบงูๆปลาๆ) และการระดมของแต่ละตลาดหุ้นในประเทศด้อยพัฒนา(รวมถึงไทย) ที่ส่วนใหญ่มีแต่ของเน่าๆ .. จะเห็นได้ว่าการที่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรา ยังไม่สามารถดึงดูดการลงทุน ได้เท่ากับจีนและอินเดีย เป็นเพราะตลาดเรา "ไม่มีของดี"ให้เขาลงทุนนั่นเอง...

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘