ปัญหาสิ่งแวดล้อม กับโอกาส

ปัจจุบันปัญหาสิ่งแวดล้อม เริ่มส่งผลให้เราเห็นได้ จากโลกร้อน ส่งผลให้เกิดภัยธรรมชาติ เช่น ซึนามิ ,แผ่นดินไหว กระหน่ำ จุดนี้ทำให้ทั่วโลก เริ่มให้ความสำคัญมากขึ้น -- แต่ประเทศที่สำคัญต่อ การก่อมลพิษ อย่าง จีน อินเดีย และ สหรัฐเอง ยังคงพยายามผลักปัญหาออกไป เพราะการรักษาสิ่งแวดล้อม สูญเสียประโยชน์ในเชิงการแข่งขันในด้านเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีปัญหา ย่อมมีโอกาสแฝงอยู่ --- เริ่มจากการ หาโอกาสใน Clean Technology ที่กำลังก่อตัวเป็น Tech Bubble ในปี 2000 --แต่ปัญหาคือ กรอบของ Clean Tech มันกว้าง และไม่มีใครรู้ว่าจะหาจุดไหนมาทำกำไร

ปัจจุบันการเพิ่มของประชากรยังไม่ถึง Peak นั่นเพราะว่า ประเทศด้อยพัฒนายังคงมีประชากรเกิดใหม่มาก ซึ่งจุดที่ชี้ให้เห็นถึง Peak ของประชากร คือ 1.อัตราการตายของคนลดลง คนมีอายูยืน 2. คนมีลูกน้อย ส่งผลให้เป็นแบบ ญี่ปุ่นและ ยุโรป คือ ในอนาคต ประชากรส่วนใหญ่จะกลายเป็นคนแก่

-- มีการคาดการณ์ว่าในปี 2050 ประชากรกว่า 40% ของญี่ปุ่นจะมีอายุเกิน 60 ปี ส่วนประเทศในแอฟริกา ยังคงขยายตัวต่อ ซึ่ง Peak ของประชากรของทั้งโลก น่าจะอยู่อีก ประมาณ 50 ปี และนั่นหมายถึง การเกิดของประชากรที่จะเพิ่มอีกกว่า 1000 ล้านคน ก่อนถึง Peak ของประชากรโลก

-- เมื่อจุดนั้นมาถึง จะก่อให้เกิด การทำลายทรัพยากร อย่างมหาศาล เพียงเพื่อ การรองรับจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น โลกจะร้อนขึ้นเริ่อยๆ ซึ่งถ้าให้วิเคราะห์ คงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ในอนาคตอันใกล้ ภัยธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

-- และนั่นคือ จุดเสี่ยงของธุรกิจประกันภัย เพราะ การเกิดภัยธรรมชาติจะถี่จน ธุรกิจประกัน ไม่สามารถทำกำไรได้อีกต่อไป และนั่นคือ จุดเริ่มต้นความล้มเหลวของ ระบบทุนนิยมรูปแบบเดิม

การมุ่งขยายเศรษฐกิจ ในรูปแบบเดิม โดยอาศัยทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง จะส่งผลให้ เกิดผลติดลบ ในเชิงเศรษฐกิจ ในที่สุด เช่น อาจเกิดแผ่นดินไหว ในเมืองใหญ่ๆ ซึ่งหมายถึง มูลค่าสินทรัพย์ที่จะเสียหาย

คำถามคือ -- เราจะทำไงดี --- ผมว่าดีที่สุด คือ การกระจายความเสี่ยงของ Port การลงทุนทั้งหมด คือ ไม่ควรมี Asset ตรงใดที่มากเกินไป เพราะถ้าเกิดความเสียหายต่อ Asset นั้น เราจะพังทันที เช่น ถ้าเราลงทุนกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพ แล้วเกิด แผ่นดินไหวตึกถล่ม มูลค่าตึกที่เรามีส่วนเป็นเจ้าของ อาจสูญเสียได้

-- ลองมองอีก แบบ ถ้าเราเป็นเจ้าของ สิทธิบัตร ที่ทำเงิน หรือ เป็นเจ้าของ Software company ที่หารายได้จาก ลิขสิทธ์ ก็ยังคงกำไรเช่นเดิม -- งั้นสรุปง่ายๆว่า ให้พยายามหนีออกจาก Hard Asset ไปถือครอง ทรัพย์สินทางปัญญาแทน

ช่วง 10 ปีนี้ คนวิ่งเข้าหา Hard Asset อย่าง Commodity ดังนั้น 10 ปี หลังจากนี้คงเริ่ม ต้องกลับมา Focus ใน Intellectual Property แทน ( ผมเดาว่า cycle 10 ปี น่าจะ make sense ที่สุด เพราะ Cycle ต่างๆ boom-bust ต่างๆ จะเริ่ม speed ขึ้นเรื่อยๆ) --- ต้องระวัง เดี๋ยวรวยเดี๋ยวจน -- ความมั่งคั่ง ในอนาคตคงขึ้นลง รวดเร็ว ดังนั้น การที่เราจะสามารถรักษาความมั่งคั่ง จะต้อง Update และ invest อย่างต่อเนื่อง -- หยุดเมื่อไหร่ตายเมื่อนั้น
ถึงจุดนั้น -- ถ้าใครไม่อยาก Keep up คงต้องวิ่งเข้าไปอยู่ในป่า งง จริงๆ.....

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘