ทำไมประเทศ"เดือดแทบแตก"แต่ตลาดหุ้นยังไม่"พัง"เสียที


สถานการณ์ในปัจจุบัน เรียกได้ว่า"เน่ามากๆ" โดยเฉพาะการเมืองที่ร้อนระอุ แต่ท่านสงสัยไหมว่า "ทำไมตลาดหุ้นยังไม่ค่อยกระทบมากนัก" ถ้าดูตั้งแต่ต้นปี ตลาดอยู่ที่ประมาณ 600 กว่าๆ แต่ตอนนี้"ขนาดตลาดพังมาหมายรอบ"ยังอยู่ที่ 700 กว่าจุด.....(เพราะอะไร)

-- จริงๆแล้วตลาดหุ้นก็คือ "กระจกสะท้อนพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีต่อเศรษฐกิจ" ถ้ามองในภาวะนี้ จะเห็นได้ว่า ในโลก"ตอนนี้"แทบไม่มีอะไรน่าลงทุนเลย --ลองคิดซิครับว่า หากท่านเป็น"ผู้จัดการกองทุน"ท่านจะเอาเงินไปวางไว้ที่ใด เพื่อให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

....ถ้ามองไปแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยเงินฝาก หรือ พันธบัตร รัฐบาล ที่เป็นแหล่งวางเงินที่สำคัญ(เพราะมีความมั่นคง) แต่ผลตอบแทน"แทบไม่มี" ดังนั้น การวางเงินในแหล่งดังกล่าวไม่ต่างกับ"เอาเงินใส่ไว้ในตุ่ม"เพราะให้ผลตอบแทน ไม่คุ้ม (แถมไม่สามารถรักษามูลค่าของเงิน--ที่ลดมูลค่าลงอย่างรวดเร็ว จากการกระตุ้น เศรษฐกิจโดยการอัดฉีดเงินเข้าระบบ กดดอกเบี้ยให้ต่ำกระตุ้นการใช้จ่ายเงิน ซึ่งทุกอย่างก็คือ การกระตุ้นเพื่อให้เงินลดมูลค่านั่นเอง)

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า"ตลาดหุ้น" แม้มีความเสี่ยงสูง แต่ในระยะยาว ถ้าเทียบกับแหล่งลงทุนอื่น ก็นับว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ

- หนึ่ง ในแง่ของสภาพคล่อง(Liquidity) หุ้นถือว่า มีสภาพคล่องสูง เพราะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ตลอดเวลา ซึ่งต่างกับ ที่ดิน หรือ บ้าน ซึ่งเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ช้า

- สอง หุ้นให้ผลตอบแทน"ที่จับต้องได้ ในรูปของเงินปันผล" อย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างกับ Commodity เช่น ทอง,น้ำมัน ที่กำไรเมื่อขายเท่านั้น

ดังนั้น สามารถวิเคราะห์ได้ว่า ผู้ลงทุน หรือ ผู้จัดการกองทุน --((ไม่มีที่ที่ดีกว่าในการลงทุน)) เช่น นักลงทุนต่างชาติถ้าเขาขายทิ้งหุ้นจากตลาดเราหมด ก็ใช่ว่าเขาจะสามารหาที่ลงทุนที่ดีกว่า เพราะตอนนี้อเมริกากับยุโรปก็ค่อนข้างแย่

.... นักลงทุนสถาบัน คือ หากขายหุ้นออกมาก็ต้องถือเงินสดมาก อีกทั้งปลายปีก็จะมีเงิน RMF /LTF เข้ามาเพิ่ม ดังนั้น การขายหุ้นออกแล้วถือเงินสด ก็นับเป็นความเสี่ยงที่สูง เพราะตลาดสามารถวิ่งขึ้นอย่างแรงเมื่อเหตุการณ์สงบ --ทำให้อาจตกรถไฟได้ง่ายๆ

..... นักลงทุนรายย่อย ถ้าถอนออกจากหุ้นตอนนี้ก็ไม่มีที ที่ให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า และโอกาส"ตกรถไฟก็มีมากเช่นกัน"

... สรุปว่า นักลงทุนทุกกลุ่ม ต่างก็มองว่า"หากตลาดสงบ" จะต้องรีบเข้าให้ทัน ซึ่งจุดนี้ เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ตลาดไม่ตกมาก --ดังนั้น หากเหตุการณ์ความวุ่นวายสงบเมื่อไหร่ ก็มีโอกาสที่หุ้นจะขึ้นแรง --- และนี่ก็คือสาเหตุที่ทำให้ตลาด "ไม่ขึ้นมาก ไม่ตกมาก"นั่นเอง....

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘