การศึกษาในอนาคต(ที่น่าทึ่ง)


ปัจจุบัน"ระบบ การศึกษาของไทย(ของทั้งโลกด้วย)"นี่ล้าหลังสุด .. ผมเคยคิดว่า การเรียนจะสร้างให้ผม "รุ่ง"ในอาชีพการงาน(แต่นั่นไม่ใช่เลย..ผมคิดผิดอย่างแรง) เป็นเวลาหลายปีที่ผม พยายามค้นหา -- Key Success Factor ของชีวิต ว่ามันคืออะไร..

ยุคก่อนใคร"ต้องวิศวะ" แล้วไง จบมาตกงานเกลื่อน ..ต่อมา"ต้องนิเทศ" จบมาก็ --เทศอยู่บ้านเลี้ยงลูก หุ หุ ..ตอนนี้"ต้องบริหารธุรกิจ" จบมาบริหารฝุ่นแทน --จริงๆปัญหามันอยู่ที่ "เรามองแต่ปัจจุบัน แต่กลับลืมมองถึงอนาคต -- การเรียนอย่าง ปริญญาตรี ใช้เวลา 4 ปี สมมุติตอนนี้ อุตสาหกรรมอะไรกำลัง Boom พอเราจบ มันเลิก Boom ไปแล้ว --"อย่างนี้จะไม่ให้ เตะฝุ่นยังไงไหวล่ะครับ"

ดังนั้น สมัยนี้เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องหัดมอง"ไปข้างหน้า" อย่างตอนนี้ คุณดูซิ Commodity "Boom สุดๆ" หลายคนลงเลย วิชาการทำเหมืองแร่ --ปรากฏกว่าพอคุณจะจบ.. เขาไปสู่ยุค Clean Energy กันหมด กลายเป็นว่า ความรู้ที่คุณอุตส่าห์ทนเรียน"มันหมดอายุ"- (Obsolete Human แย่จัง...) ---วันนี้ถ้าใครคิดเรียนต่อ ต้องคิดดีๆว่า สิ่งที่คุณจะเรียน มันจะมา In Trend ในอนาคตหรือเปล่า แต่อีกมุมคือ เลือกสิ่งที่เรา"รัก"จริงๆ อันนี้ก็ถือว่า (มีมุมมองที่ดี ในการดำรวชีวิต --ได้ทำในสิ่งที่ชอบตลอดชีวิต โดยไม่สนรายได้--"น้อยคนนักที่ทำได้")

สิ่งที่ประสพจริง--- อย่างวิชา "เศรษฐศาสตร์" หรือ วิชา "Finance & Investment" พอมาทำงานจริงๆ --ทุกอย่างมันวิ่งสวนกับ "ทฤษฎี" ตอนแรกๆผมเอาเครื่องมือ Finance มาวิเคราะห์หุ้นอย่างดิบดี สรุป "มันวิ่งสวนทาง ทฤษฎีซะงั้น" เริ่มมาถึงบางอ้อ ที่"เซียนหุ้นรุ่นเก๋า กล่าวว่า หุ้นมันเป็น "ศิลป์"" ไม่มีกฎตายตัว มันพลิกผันตามอารมณ์นักลงทุน คือ ถ้าคุณเข้าใจจิตใจ"นักลงทุนคนอื่น" --"ยังไงคุณก็ชนะ" เหมือนคำกล่าวที่ว่า "รู้เขา รู้เรารบร้อยชนะร้อย"นี่แหละ

---กุญแจ แห่งความสำเร็จมันคือ การเข้าใจ"จิตใจ"ของเพื่อนมนุษย์ คู่แข่ง และ คนที่เราทำงานด้วย นอกเหนือจากนี้ ผมว่ามันเป็นแค่"ผงชูรส" ไอ้หลักการ BCG บ้าบอ จาก Harvard หรือ Wharton อะไรนั่นมันแค่"ผงชูรส" เพราะพอเอาเข้าจริง ..คุณต้องทำงานภายใต้ "ข้อจำกัด" ไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากร เช่น งบประมาณ หรือ พนักงานที่ไม่ฉลาด หรือ แม้แต่อิทธิพลมืด --หลายคนจึง พึ่งเข้าใจเหมือนผมว่า "ความรู้ที่เป็นประโยชน์ในชีวิตจริง มันเริ่มนับหนึ่ง จากวันที่คุณ ก้าวเท้าออกจากโรงเรียน นั่นเอง"

การศึกษาในอนาคต(ที่น่าทึ่ง) มันก็คือ การที่เราเปิดรับโอกาสการเรียนรู้ ลองผิดลองถูก --จะเห็นได้ว่า แต่ละคนย่อมสร้าง"องค์ความรู้ที่ต่างกัน" ..นำมาซึ่งความสำเร็จที่ไม่เท่ากัน --สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถถ่ายทอด จากสายเลือดได้ (ไม่งั้น คนเก่ง คงไม่มีลูกโง่ๆ หุ หุ หุ ..)

เส้นทางเดินทุกย่างก้าวที่ผ่านมาในชีวิต มันคือ สิ่งที่"หล่อหลอม"ให้คุณเป็นคนที่ "แตกต่าง" ดังนั้น ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ต้องผ่านการบ่มเพาะจากประสบการณ์ที่ "เหนือธรรมดา เช่น ลูกน้องหักหลัง ,ลูกหนี้โกง ,ตำรวจแกล้ง, ลูกไปติดยา, คู่แข่งเล่นวิชามาร --ใครยิ่งโดน "หนัก"จงยิ้มไว้ เพราะ"เพชร"มันเกิดจาก แรงอัดและแรงกดดันที่มหาศาลของ "คาร์บอน" ซึ่งถ้าแรงกดดันน้อยไป คุณก็จะเป็นแค่"ถ่าน" --สรุปว่า "ไปเลย!! ไปหาความ ล้มเหลว!! ไปหาความผิดหวัง ไปพัง ไปเละ!! แล้วกลับมาเป็น "โคตรเพชรงาม" ฮ่า ฮ่า ...
(((******)))--การศึกษาที่น่าทึ่ง --ให้"พุ่ง"ลงเหว ลึกๆ ยิ่งลึกยิ่งแน่น(ถ้าลึกเกินอาจตายไปเลย)..แต่ถ้าลึกแล้วขึ้นมาได้ คุณ จะเป็น Next ทักษิณ (แจ๋วจริงๆ....ท่านเอ๊ย.........) ปู๋เย้!!!!

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘