ชีวิตพอเพียง - (เพียงแค่รักษาสถานะทางสังคมยังแพงหูฉี่)

ผมว่า หลายๆคนคงมองข้าม ค่ารักษาสถานะทางสังคม -- แล้วมันคืออะไรล่ะ --- การมีชีวิตที่ดี คือ มีบ้านดีๆสักหลัง และรถดีๆสักคัน (เบนซ์ หรือ บีเอ็ม ยิ่งดี) แต่ถ้ามีลูก ก็ขอโรงเรียนที่ดี ซึ่งอาจต้องมีรถ ดีๆสักคันให้ภรรยาไปส่งลูกเรียน ไหนจะนาฬิกาดีๆ กระเป๋าดีๆ สักชิ้น -- ผมถามหน่อยว่า แค่ที่พูดมามันมีค่าใช้จ่ายขนาดไหน

--สมมุติว่าการ มีรถดีๆ สักคัน ถ้าเรามาดูอายุการใช้งานของรถ ทุก 10 ปี ก็น่าจะเปลี่ยนได้แล้ว (ไม่งั้นรถคันงามของคุณ ก็จะถูกมองว่าเป็นอีแก่) ถ้ารถดีๆ เช่น เบนซ์ ราคา 3ล้าน แล้วคุณต้องเปลี่ยนทุก 10 ปี

-- สมมุติว่า นับจากวันนี้ คุณเหลือชีวิต 50 ปี ก็แสดงว่าต้องเปลี่ยนรถอย่างน้อย 5 คัน ถ้าคิดมูลค่าเพิ่มรถ 5% ต่อปี ผมเฉลี่ยว่า ถ้ารถที่คุณต้องการสถานะเดียวกันตลอดชีวิต ผมเฉลี่ยเป็น คันละ 5 ล้าน คูณกับ 5 คัน(เพราะ 50 ปี)

-- คิดแค่รถที่รักษาสถานะภาพทางสังคมคุณได้ จะต้องใช้เงินถึง 25 ล้านบาท(นี่แค่รถนะครับ ไหนจะบ้าน คุณจะอยู่หลังเดียวตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตายเลยหรือ ผมว่า เป็นไปไม่ได้ อย่างน้อยก็สัก 2 หลัง ถ้าหลังที่ซื้อปัจจุบัน 10 ล้าน คือ บ้านคุณภาพดี หลังต่อไปก่อนคุณตายเป็นรางวัลชีวิต ถ้าจะเอาคุณภาพเท่าเดิม อีก 30 ปี ข้างหน้า อาจต้องใช้เงินถึง 20 ล้านบาท)

--- บางคนเองบอก ไม่เป็นไร 10 ปี แรก นั่งรถเบนซ์ ส่วน 10 ปี ต่อไปนั่ง Toyota ก็ได้ -- ซึ่งในความจริงมันเป็นอย่างที่คุณพูดหรือเปล่า

งั้นจริงๆแล้ว ชีวิต มันเท่ากับการเลือก เช่น คุณ จะเลือกมีหน้ามีตา(เท่ห์) ตอนหนุ่ม หรือ จะเลือกเก็บเงินตอนหนุ่มใช้ของถูกๆ แล้วค่อยไปซื้อของแพง (เท่ห์) ตอนแก่

---ดังนั้น คนที่เลือกใช้ชีวิตอย่างหรูหราในตอนต้นของชีวิต การทำงาน ไม่ว่าคุณจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ ผมว่าคุณก็ยากที่จะเก็บเงิน และเป็นไปได้สูงที่ตอนแก่ คุณจะตกอับ ( สาเหตุหลัก ก็มาจาก อีโก้ และ รสนิยม ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับอายุ และรายได้ ที่ลดลงตามวัยนั่นเอง)

-- สำหรับคนที่มีลูก ผมมองว่า การส่งลูกเรียน อินเตอร์ ต้องดูที่ค่าเรียน บางที่ค่าเรียนปีละหลายแสน ซึ่งจุดนี้ต้องถามกลับว่ามันคุ้มไหม เพราะการเลี้ยงลูกให้มีคุณภาพ ถ้าเราพูดถึงโรงเรียน และ มหาลัยชั้นดีแล้ว เรากำลังพูดถึงเงินที่ประมาณ 20 ล้านบาท (รวมรถที่เราต้องซื้อให้ตอน มหาลัยด้วย-- การให้ลูกขับรถดีเท่าไหร่ นั่นหมายถึงความกดดันที่สูงขึ้นของเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้)

ทุกอย่างที่กล่าวมาคือ ค่าใช้จ่าย เพื่อสถานะทางสังคม จะเห็นได้ว่า จริงๆการดำรงชีวิต ในสังคมไม่ใช่เรื่องง่าย -- แต่ถ้าคุณเอาตัวของคุณออกจากสังคม ความกดดันต่างๆก็จะลดน้อยลง ไม่ต้องกู้เงินมาซื้อ ไม่ต้องล้มละลาย ไม่ต้องเสี่ยง --ซึ่งแท้จริงแล้ว ทุกอย่างล้วนอยู่ที่เราเลือกเอง

ดังนั้น ความสำเร็จหรือล้มเหลวของแต่ละคน จึงไม่เท่ากัน --- แต่คุณรู้ไหมว่า ในเกมของการแข่งขัน ถ้าคุณสามารถเลือกวิธีการแข่งได้ คนที่สามารถเลือกก็คือ คนที่ควบคุมผลแพ้ชนะของเกมส์ ดังนั้น ผมว่า วันนี้ คุณต้องถามตัวคุณเองว่า "คุณเลือกกฏเกณฑ์ อะไรในเป้าหมายชีวิตของคุณ" และนั่นคือ "วิถี" เป็นกรอบกำหนด ทั้งชีวิตของคุณ..

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร