Asset ทั้งโลกที่ลงทุนได้มีแค่สองแบบเท่านั้น(ไม่แปลกที่ Buffet ทำไมอึดมาก !!)



พูด ถึง Asset ต้องอธิบายนิดนึงว่า Asset ก็หมายถึง สินทรัพย์ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา และตามการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างเช่น ที่ดิน, ทอง , หุ้น , พันธบัตร ,ของสะสม , เหล็ก , น้ำมัน ..เอาเป็นว่าทุกอย่างที่สามารถเก็บรักษาได้ แล้วมีมูลค่านั่นเอง (แต่ของที่เสื่อมค่าเมื่อเวลาผ่านไป ผมขอไม่เอามารวมในนิยามของการลงทุนละกัน)

ที่ว่า Asset ทั้งโลกมี 2 แบบ ก็คือ

1. Asset ที่มีความเสี่ยงน้อย เช่น พันธบัตรรัฐบาล, หุ้นกู้ Bond ต่างๆ , ที่ดิน ,บ้าน คอนโด (คือ รวมทุกอย่างที่ทุกคนมองว่าเสี่ยงน้อย)

2. Asset ที่มีความเสี่ยงมาก เช่น หุ้น , น้ำมัน ,ทอง (สองประเภทหลังเสี่ยง แต่ก็ยังน้อยกว่าหุ้น เพราะหุ้นมีความผันผวนขึ้นลงทุกวัน)

ดัง นั้น ถ้าถามว่า Asset เพียงสองแบบ ก็ลงทุนง่ายน่ะซิ ..”ไม่เลย” คุณรู้ไหมว่าคนส่วนใหญ่ขาดทุนจากการลงทุน เพราะเขา ไม่สามารถ แยกภาพลวงตา ออกจากความเป็นจริงได้ (งง ไหมครับ)

เวลานี้ถ้าไปถามนักลงทุนส่วน ใหญ่ ว่า “ตอนนี้คุณควรลงทุนใน Asset ประเภทไหน”-- ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่จะต้องตอบว่า “ก็ Asset ที่มีความเสี่ยงน้อยไง!!” ดังนั้น แน่นอนเมื่อคนส่วนใหญ่ต้องการถือ Asset ที่มีความเสี่ยงต่ำ ย่อมทำให้ ราคาสูงขึ้นตาม Demand ของตลาด …ในขณะที่ Asset ที่มีความเสี่ยงสูง (ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่กล้าถือ) ก็จะมีราคาต่ำ

ถ้า ถามผมว่า เมื่อเป็นแบบนี้ คุณควรจะลงทุนอย่างไร ..ก็ตอบง่ายๆว่า คุณก็ควรลงใน Asset ที่มีความเสี่ยงสูงในเวลานี้นั่นเอง!!-- จากนั้นถือไปจนกว่า เศรษฐกิจจะดี (อาจเป็น 3 – 5 ปีข้างหน้า)-- พอคนส่วนใหญ่เริ่มรู้ดีต่อตลาด (ก็ตอนที่เศรษฐกิจดีหมด ทุกคนก็จะมีความมั่นใจ) ทีนี้แหละ คนส่วนใหญ่ก็จะมองหา Asset ที่มีความเสี่ยงสูงมากขึ้น -- และเมื่อราคามันสูง คุณก็ควรจะออก แล้วไปซื้อ Asset ที่มีความเสี่ยงต่ำแทน (สวนมันเข้าไป ให้ไส้แตก!! …หุ หุ)

“อาจ จะฟังดูง่ายนะครับ แต่แปลกไหมครับ ที่คนส่วนใหญ่กลับทำไม่ได้” ดังนั้น มุมมองอย่างเดียวมันไม่พอ คุณจะต้องมีความหนักแน่นด้วย ..ปรมาจารย์นักลงทุนอย่าง Warren Buffet กล่าวไว้ว่า “หากคุณทนเห็น Port การลงทุนของคุณ ลดลงถึง 50% ไม่ได้ คุณก็ไม่ควรเล่นหุ้น”

ทั้งนี้เพราะหนึ่งในหุ้นที่ดีที่สุด ที่ Buffet ถือ ก็คือ Washington Post ซึ่งเขาถือหุ้นตัวนี้นานกว่า 20 ปี ..โดยในปีที่สองหลังจากที่เขาลงทุนในหุ้นตัวนี้ --หุ้นตกลงไปกว่าครึ่ง แต่ Buffet ก็เชื่อมั่นและยังคงถือต่อไป จากนั้น หุ้นตัวนี้ก็วิ่งจาก Bottom ไปกว่า 100 เท่า ใน 20 ปีที่ Buffet ถือ (คุณลองนึกให้ดี ว่าจริงๆแล้ว คนส่วนใหญ่ ถ้าปีที่ 2 หุ้นตกขนาด 50% ผมว่านักลงทุนส่วนใหญ่ ขายวิ่งหนีตายไปหมดแล้ว ..และนี่คือ ข้อแตกต่างระหว่าง Buffet กับนักลงทุนทั่วไป)

สรุปง่ายๆว่า การเป็นนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จได้นั้น นอกจากมีความเข้าใจในประเภทของ Asset แล้ว คุณยังต้องมี “ความอึด” ที่เป็นส่วนสำคัญของการลงทุนเช่นกัน….

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร