บทสัมภาษณ์เซียนหุ้น : William Eckhardt วิทยาศาสตร์แห่งการเล่นหุ้น (ตอนที่ 2)


ETC FUND ของ Eckhart สุดยอดวิธีการเล่นหุ้น
มาพูดกันต่อถึงความคิดของ William Eckhardt เจ้าของ ETC Fund ชื่อ ดังคนนี้ในการเล่นหุ้นของเขาดีกว่านะครับคราวที่แล้วเขาพูดในเรื่องของการ เล่นหุ้นด้วยระบบ กับ การเล่นหุ้นโดยอคติของตัวเราเอง จะเห็นได้ว่าเขาเป็นคนที่มีความเป็นนักคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สูงมาก ไม่แปลกใจเลยที่ทำไมวงการนักเล่นหุ้นของอเมริกาถึงยกให้เขาเป็นต้นแบบผู้ที่ นำพาการเล่นหุ้นไปสู่กระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบจริงๆครับ วันนี้เขาจะพูดเรื่องอ่ะไรกันต่อ มาว่ากันต่อดีกว่าครับ

………
Q: คุณมักจะทำอะไรแตกต่างจากนักเล่นหุ้นคนอื่น ?
A: ผมมักจะให้ความสำคัญไปที่ Money Management มากกว่านักเล่นหุ้นคนอื่น จากประสบการณ์ความเจ็บปวดของผมซึ่งผม มองข้ามความสำคัญของมันไปในการเล่นหุ้นระยะแรกๆ สำรับผม Money Management สำคัญกว่า การวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค และมันก็เป็นปัญหาที่จัดการได้ง่ายกว่าในการเล่นหุ้น

Q: คุณยอมเสี่ยงมากแค่ใหนในการเล่นหุ้นแต่ละครั้งของคุณ ? มีสูตรตายตัวใหม ?
A: คุณไม่ควรคิดที่จะเสี่ยงมากกว่า 2% ของพอรท์คุณในการเทรดหุ้นแต่ละครั้ง แต่อย่างไรซะคุณอาจจะเจ็บตัวมากกว่านั้นก็เป็นได้ถ้าตลาด เปิด Gap ลงมามากกว่าจุดขายของคุณ
ในกรณีของ bet size ( จำนวนหุ้นที่คุณวางแผนจะเทรด ) ถ้าคุณลอง plot กราฟ แสดงผลลัพท์ระหว่างผลกำไรของการเล่นหุ้นกับขนาดของ จำนวนหุ้นที่คุณซื้อในแต่ละครั้ง คุณจะได้กราฟที่เหมือนคล้ายกับ ปลาวาฬหันหัวไปทางขวา ซึ่งทางด้านซ้ายของกราฟคุณจะเห็นว่ามันแทบจะเป็นแนวนอนเลย ในระยะนี้การเพิ่มขนาดของ bet size ของคุณจะทำให้ผลกำไรของคุณในการเล่นหุ้นดีขึ้น แต่หลังจากเลยระยะแรกนี้ไปแล้วกราฟที่ชันขึ้นจะเริ่มเอียงลงอีกครั้ง
นี่เป็นผลเนื่องมาจาก การขาดทุนในแต่ละครั้งจะมากขึ้นเกินไป และนั่นจะบังคับให้คุณต้องเทรดหุ้นให้ bet size เล็กลงเพื่อเป็นช่วยให้คุณเล่นหุ้นต่อไปได้ในกรณีที่เกิดการขาดทุนหลายครั้งติดต่อกัน เป้าหมายของคุณก็คือการปรับระดับ bet size ของคุณให้สมดุลที่สุดระหว่างกำไรและความเสี่ยงนั่นเอง
ดัง นั้นปริมาณของหุ้นที่เราควรซื้อคือสิ่งที่คุณไม่ควรจะปรับแต่งมันเท่าไหร่ หรอก การปรับขนาดของมันควรจะทำให้อยู่ในระยะก่อนจะถึงจุดหักเหของกราฟลงนั่นเอง

Q: คุณคิดว่าความฉลาดมีผลต่อการเล่นหุ้นมากใหม ?
A: ผม ไม่ค่อยจะเห็นความเกี่ยวโยงระหว่างความฉลาดกับผลการเล่นหุ้นมากเท่าไหร่นัก นักเล่นหุ้นชั้นเซียนบางคนอาจจะมีความฉลาดมากกว่าคนอื่น แต่หลายคนไม่ คนที่ฉลาดมากๆส่วนมากมักจะเป็นนักเล่นหุ้นที่ห่วยแตก! ความฉลาดปานกลางก็เพียงพอแล้วกับการเล่นหุ้น สิ่งสำคัญกว่านั้นคือความฉลาดทางอามรณ์(EQ)ต่างหาก

Q: ยังมีพฤติกรรมบางอย่างของมนุษย์อีกใหมที่คุณคิดว่ามีผลต่อความล้มเหลวในการเล่นหุ้น ?
A: มีบางอย่างที่ผมเรียกมันว่า “การทำสิ่งที่ตรงกันข้าม ( countertrend )” มี บางสิ่งบางอย่างที่มีผลต่อกระบวนการทางความคิดและอารมณ์ของคนซึ่งทำให้คน เล่นหุ้นมีพฤติกรรมการทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ “ระบบการเล่นหุ้น”ของเขา เช่นการที่คนเรามักจะอยากซื้อของราคาถูก และอยากขายราคาแพง และนี่คือสิ่งผลักดันให้เกิดพฤติกรรมการทำตรงกันข้ามขึ้นมา เพราะ การที่เราจะมองว่าถูกหรือแพงนั้น จะต้องมีบางสิ่งบางอย่างมาเปรียบเทียบ คน เราส่วนใหญ่มักจะมองความถูกแพงจากการที่ราคาของมันเปลี่ยนแปลงจากความเคยชิน ของเขา และนี่เป็นมุมมองที่ทำให้เราเกิดการกระทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรทำ เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของราคาขึ้นโดยที่พวกเขามองว่ามันจะต้องกลับมาสู่ ระดับที่เขาเคยชิน และนั่นคือประตูสู่ความตายของนักเล่นหุ้น ! (เช่นเมื่อใหร่ที่หุ้นทำ New High หรือ New Low จะ มีคนส่วนมากยอมรับไม่ได้และไม่อยากยอมรับว่าขณะนี้ แนวโน้มของหุ้นได้เปลี่ยนไปอีกครั้งแล้ว ของที่เคยอยู่ตรงนี้จะไม่อยู่ที่เดิมอีกต่อไปแล้ว )

Q: มีอ่ะไรอีกใหมที่เป็นสิ่งกีดกั้นความสำเร็จของนักเล่นหุ้น ?
A: สิ่งที่มีผลสำคัญจริงๆคือ ผลของการเล่นหุ้นในระยะยาวจาก “เทคนิคการเล่นหุ้น” “ระบบ” และ “การเล่นหุ้นของเราต่างหาก” แต่ในทางจิตวิทยาแล้วสิ่งที่ดูจะทำให้คนเราหลงคิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญคือการที่ หุ้นที่เราได้ซื้อไปตอนนี้ทำกำไรได้รึปล่าวในตอนนี้ กำไร-ขาดทุนจากหุ้นที่เรามีอยู่ในพอร์ทตอนนี้ดูจะกลายเป็นสิ่งสำคัญกว่าสถิติโดยรวมที่เราได้ test เอาไว้ มันจึงทำให้เป็นการง่ายที่เราจะถูกลวงให้ทำทุกอย่างให้หุ้นที่มีอยุ่ขณะนี้มีกำไรขึ้นมา
สมมุติว่าสถิติโดยรวมในระยะยาวของ “ระบบการเล่นหุ้น” ของคุณแสดงให้เห็นว่ามันจะสร้างกำไรให้คุณในระยะยาวเอง สิ่งที่เป็นเหมือนบาป 2 ประการในการเล่นหุ้นก็คือ การที่คุณปล่อยให้เกิดการขาดทุนมากเกินไป และการชิงทำกำไรก่อนเวลาอันเหมาะสม บาป2อย่างนี้เกิดจากความอยากที่เราพยายามจะทำให้หุ้นที่เรามีอยู่เกิดกำไรขึ้น และนี่จะทำให้เกิดผลเสียหายต่อผลการเล่นหุ้นในระยะยาวต่อไป ( เช่นเวลาที่ขาดทุนแล้วไม่ยอมทำอะไรเพราะกลัวจะต้องเสียเงิน นั่นทำให้เราติดหุ้นเงินจม เสียโอกาศในการเดินหน้าต่อไปนั่นเองครับ )

Q: จากการที่คุณได้เห็นทั้งนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จและความล้มเหลว คุณคิดว่าอะไรคือลักษณะที่เห็นได้ชัดจากคนสองกลุ่มนี้ ?
A: นักเล่นหุ้นที่อยู่รอดได้ในตลาดหุ้นนั้นสามารถที่จะหลีกเลี่ยง “ปรากฏการณ์ก้อนหิมะ” ( snowball ) ซึ่งมีผลจากการขาดทุน จนทำให้นักเล่นหุ้นนำอารมณ์มาใช้ในการตัดสินใจจนทำให้เกิดการขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ถ้าคุณไม่รู้สึกเจ็บปวดจากการขาดทุนคุณก็จะเหมือนกับคนที่เกิดมาแล้วไม่มี ประสาทรับความเจ็บปวด ถ้าให้พวกเขาวางมือบนกระทะร้อน มือของพวกเขาต้องใหม้เป็นถ่านแน่ๆ พวกเขาไม่มีทางที่จะอยู่รอดบนโลกใบนี้ เช่นเดียวกับในโลกการเงิน ถ้าการขาดทุนไม่ทำให้คุณเจ็บปวด คุณก็คงจะไม่สามารถอยู่รอดในโลกการเงินได้เช่นกัน
ผม รู้จักกับเศรษฐีพันล้านบางคนที่เริ่มเล่นหุ้นจากเงินมรดกที่เขามี แต่ในที่สุดพวกเขาแต่ละคนก็ต้องหมดตัวไปตามๆกันๆ พวกเขาแพ้เพราะเขาไม่เจ็บปวดจากการขาดทุน พวกเขาคิดว่าเขามีเงินเขารับการขาดทุนได้ เพราะฉะนั้นคุณควรจะเริ่มต้นด้วยความรู้สึกที่จะเสียเงินอย่ามากมายไปไม่ได้ และผมก็ค่อนข้างกล้าที่จะพนันถึงความสำเร็จจากคนที่เริ่มเล่นหุ้นจากการมี เงินจำนวนน้อยมากกว่าพวกเศรษฐีเหล่านี้ด้วย

ที่สุดแล้วความพยายามจะแปลบางส่วนของบทสัมภาษณ์ให้เสร็จในตอนนี้แต่ก็ทำไม่ได้อีกแล้วครับยังไงเดี๋ยวคงจะต้องไปต่อในบทสัมภาษณ์เซียนหุ้น William Eckhardt ตอนที่ 3 (ตอนสุดท้าย) กันนะครับ เราจะฟัง William Eckhardt ว่ากันต่อว่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเราอย่างไรให้กลายเป็นนักเล่นหุ้นชั้นเยี่ยมกันครับเจอกันคราวหน้าที่ แมงเม่าคลับ.คอม ครับผม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘