บทสัมภาษณ์เซียนหุ้น Nicholas Darvas : The only interview with Nicholas Darvas (2)

I: ผมเข้าใจว่าคุณกำลังหมายความว่าอย่างไรครับคุณ Nic! อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีบางอย่าง ที่ไม่ได้ถูกเขียนไว้ในหนังสือหุ้นของคุณ และผมก็ต้องการที่จะถามเกี่ยวกับข้อสงสัย ในวิธีการเล่นหุ้นหรือสิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นอย่างมาก คุณจะว่าอะไรไหมครับ?
Nic: โอเค ถามมาได้เลยครับ!

I: คุณบอกว่าคุณไม่เคยเล่นหุ้นในตลาดขาลงหรือตลาดหมีเลย คุณจะเข้าซื้อหุ้นก็ต่อเมื่อตลาดหุ้นนั้น “มีความน่าจะเป็นอย่างสูง ที่จะทำกำไรให้คุณได้” เท่านั้น และนั่นก็คือเมื่อตลาดเข้าสู่ภาวะกระทิงนั่นเอง สิ่งที่ผมสงสัยก็คือ คุณมีวิธีการอย่างไร ในการที่จะระบุว่าตลาดหุ้นในขณะนั้นกำลังอยู่ในภาวะกระทิงหรือหมีครับ?
Nic: โอ้! นั่นเป็นสิ่งที่ยากและมีรายละเอียดเยอะมากๆทีเดียวครับ… ผมล้อเล่นน่ะ! สิ่งที่ผมดูทั้งหมดนั้น ก็แค่มองไปที่กราฟรายสัปดาห์ (Weekly Chart) ของดัชนีหลักๆในตลาด ภายในเวลาที่ผ่านมา 6 เดือน โดยหากว่าภาพรวมของมันยังคงตกลงมา นั่นก็จะแปลว่าเรากำลังอยู่ในตลาดหมี แต่ถ้าหากว่ามันเคลื่อนออกด้านข้างหรือขยับขึ้นไป นั่นก็จะแปลว่าเรากำลังอยู่ในตลาดกระทิง ผมทำมันง่ายๆอย่างนี้แหละครับ
I: แค่นี้เองหรือครับ? ฮาฮา น่าตกใจจริงๆ นักวิเคราะห์หลายๆคนใช้เวลาเป็นวันๆ ในการที่จะวิเคราะห์จากรายงานทางเศรษฐกิจ, แนวโน้มต่างๆ, หรือบทวิจัยคาดการณ์ต่างๆ แต่คุณกลับมองไปที่กราฟรายสัปดาห์.. หรือว่าจริงๆแล้วนี่เป็นสิ่งที่นักวิเคราะห์ เหล่านั้นควรที่จะทำตามอย่างคุณบ้าง?
Nic: บางทีอาจจะเป็นอย่างนั้นก็ได้ครับ ผมก็มักที่จะหัวเราะกับวิถีทาง หรือกลไกลการขับเคลื่อนของตลาดหุ้นอยู่บ่อยๆเช่นกัน แต่.. ก็อย่างที่เข้าใจกัน พวกนักวิเคราะห์ก็จำเป็นที่จะต้องทำงานของเข้าให้ดีที่สุดเช่นกัน ในทำนองเดียวกันนี้ หากว่าการศึกษารายงานวิจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ หรือการเขียนบทวิเคราะห์นั้นดีสำหรับพวกเขา คุณก็จะพบว่า แนวทางหรือวิธีการต่างๆที่มีความเรียบง่ายและชัดเจนที่สุด ก็คือสิ่งที่จะสามารถประยุกต์ใช้ได้เป็นอย่างดีที่สุดเช่นกัน และนี่คือเหตุผลว่าทำไม ผมจึงไม่เคยสนใจที่จะเรียนรู้หลักการวิเคราะห์ทางเทคนิคที่พิสดารมากๆ นั่นก็เพราะว่ามันดูไม่ค่อยมีเหตุผลสำหรับผมสักเท่าไหร่ครับ
I: Nic คุณหมายความว่าอย่างไร กับคำว่า “การวิเคราะห์ทางเทคนิคที่พิสดาร” ครับ?
Nic: คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสำหรับผมแล้ว แนวทางที่ผมจะใช้นั้น มันจะต้องสามารถเข้าใจได้โดยง่ายและมีเหตุผลที่เข้าท่า ผมจะต้องสามารถอธิบายมันกับเพื่อนของผม (ซึ่งไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตลาดหุ้นเลย) และเขาจะต้องสามารถเข้าใจถึงเหตุผลที่มันจะใช้ได้จริงๆอย่างรวดเร็ว และมันจะต้องเข้าใจได้โดยง่ายด้วย common sense ธรรมดาๆนี่แหละครับ
แนวทางการเล่นหุ้นของผมนั้น ไม่มีอะไรที่มากไปกว่า การมองหาหุ้นที่เป็นที่ต้องการมากที่สุด, เป็น สุดยอดของหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่อยู่ในขาลง และผมจะขี่มันไปเรื่อยๆให้ไกลที่สุด จนกว่าที่มันจะถึงเวลาที่ผมจะต้องขายมันออกไป.. คุณเข้าใจมันได้ง่ายๆไหมครับ? แต่หากว่าคุณลองถามนักเล่นหุ้นคนอื่นๆ พวกเขาบางคนอาจจะพูดถึงทฤษฏี Elliott waves, Fibonanci Retracment , Cycles หรืออะไรอื่นๆอีกมากมาย.. คำถามของผมก็คือ แล้วอะไรคือเหตุผลของทฤษฏีที่จะตอบได้ว่า “แล้วทำไมหุ้นถึงจะต้องวิ่งขึ้นไปด้วยล่ะ?” และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ผมมักจะได้รับคำตอบที่ค่อนข้างว่างเปล่าหรือไร้น้ำหนักกลับมานั่นเอง พวกเขากลับไม่มีเหตุผลที่สามารถพิสูจน์ได้ว่า มันสมควรที่จะถูกใช้ในการเล่นหุ้น มันไม่สามารถตอบได้ด้วย common sense หรือสามัญสำนึกของคุณ ว่าทำไมหุ้นควรที่จะวิ่งขึ้นไป และผมยังพบว่า วิธีการวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิคที่มีความยุ่งยากและซับซ้อนที่สุดเหล่านี้ มันค่อนข้างที่จะดูดีในทฤษฏี แต่ขาดความสมเหตุสมผลในสามัญสำนึกนั่นเองครับ
สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ นัก เล่นหุ้นควรที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ของพวกเขา ไปกับการจัดการกับตัวของพวกเขา และการบริหารเงินทุนของพวกเขาแทน มากกว่าที่จะมาเสียเวลาหา “ความลับ” ใหม่ๆของตลาดหุ้น
I: เอาล่ะ ผมขอพูดถึงเรื่องของเวลากันบ้าง คุณมักใช้เวลาโดยเฉลี่ยมากแค่ไหนในแต่ละวัน ในการที่จะบริหารพอร์ทการลงทุนของคุณครับ?
Nic: ผมมักที่จะอ่าน Barrons เป็นประจำทุกๆวัน อันที่จริงแล้ว ก็ไม่เชิงว่าจะอ่านนัก แต่เป็นการสแกนผ่านมันไปคร่าวๆเสียมากกว่า แต่มันก็ทำให้ผมสามารถรู้ได้ว่า แนวโน้มของตลาดโดยรวมในขณะนั้นเป็นอย่างไร หรือกลุ่มอุตสาหกรรมไหนคือกลุ่มที่นำตลาด หรือหุ้นตัวไหนที่กำลังโดดเด่นเป็นผู้นำตลาดในขณะนั้น และนั่นก็เป็นทั้งหมดที่ผมต้องการจะรู้ครับ โดยเฉลี่ยแล้วผมมักใช้เวลาประมาณ 10 นาทีเท่านั้น และหากว่าผมมีหุ้นหรือถือหุ้นตัวไหนอยู่ในขณะนั้น ผมก็จะมองไปที่ Quote ราคาของหุ้นตัวนั้น เพื่อที่จะดูว่า ผมจำเป็นที่จะต้องยก “จุดตัดขาดทุน หรือ Trailing Stop” ของผมขึ้นมาหรือยัง หากว่ามันถึงเวลาแล้ว ผมก็จะส่งคำสั่งไปให้กับ Broker ของผมอีกครั้ง และนี่ก็ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 10 นาทีเช่นกันครับ
I: คุณหมายความว่า โดยเฉลี่ยแล้วคุณบริหาร์พอร์ทหลายล้านดอลลาร์ด้วยเวลาประมาณแค่ 20 นาทีต่อวันเท่านั้นหรือครับ? กองทุนรวมส่วนใหญ่ หรือแม้กระทั่งนักลงทุนส่วนใหญ่จะต้องทึ่งกับสิ่งที่คุณบอกแน่ๆ คุณสามารถที่จะอธิบายได้หรือไม่ว่า แล้วทำไมพวกเขาจึงต้องใช้เวลามากกว่า 8 ชม. ต่อวันในการที่จะบริหารพอร์ทการลงทุนของพวกเขาล่ะ?
Nic: ผมคงบอกได้เพียงแค่ว่า สุดท้ายแล้วคำตอบของมันก็จะกลับมาที่จิตวิทยาของคนเรานี่แหละครับ โดยทั่วไปแล้วกองทุนส่วนใหญ่ต้องใช้เวลาอย่างมากในแต่ละวัน ก็เพื่อที่พวกเขาเหล่านั้น สามารถที่จะมีความยืดหยุ่นในการที่จะโยกย้ายเงินลงทุนของพวกเขาไปมาได้นั่น เอง และนี่คือความได้เปรียบที่สุดของนักลงทุนรายย่อยอย่างพวกเรา เหนือกองทุนเหล่านั้นครับ
ทั้งนี้ คุณควรต้องเข้าใจถึงขึ้นตอนต่างๆ เบื้องหลังการบริหารพอร์ทของกองทุนเหล่านี้ด้วย พวกเข้าไม่สามารถที่จะเพียงแค่เห็นโอกาสและทำการเข้าซื้อ-ขายหุ้นโดยทันที เพราะพวกเขาจะต้องทำตามขั้นตอนต่างๆจนครบถ้วน แล้วจึงเข้าพบกับทีมบริหาร, ผู้ถือหน่วยลงทุนหลักๆ หรือแม้กระทั่งนักวิเคราะห์ และนี่หมายถึงกระบวนการที่อาจยาวนานเป็นหลายอาทิตย์เลยก็ได้ ซึ่งช่วงเวลาที่เสียไปเหล่านี้ อาจทำให้ราคาหุ้นตัวนั้นวิ่งขึ้นไปมากกว่า 10, 15, 20%+ แล้วก็ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาเสียเปรียบเป็นอย่างมาก
ผมยังเชื่อว่านักลงทุนรายบุคคลอย่างพวกเรานั้น สามารถที่จะเอาชนะผลตอบแทนซึ่งต้องหักค่าบริหารการลงทุนไปกว่า 5% จากกองทุนเหล่านี้ได้อย่างง่ายดาย และเราสามารถที่จะทำได้ดีกว่าด้วยตัวของเราเองอย่างแน่นอน
ดังนั้น สำหรับการที่จะตอบคำถามนี้นั้น คำตอบของผมก็คือ คุณ ควรใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีต่อวันก็พอ ผมเชื่อว่ายิ่งคุณใช้เวลามากกว่านี้เท่าไหร่ในแต่ละวัน มันยิ่งอาจจะทำให้ผลตอบแทนของคุณลดลงก็ได้
หนังสือหุ้น Darvas ฉบับ Original I: เมื่อพูดถึงหนังสือ “How I Made Millions In The Stock Market” ของคุณนั้น ผมสังเกตุได้อย่างชัดเจนว่า คุณค่อนข้างที่จะแบกรับความเสี่ยงเป็นอย่างมากในช่วงต้นๆของการลงทุนของคุณ ผมหมายถึงในช่วงที่คุณลงทุนอย่างเต็มที่ โดยใช้มาร์จินถึง 50% หรือเต็มอัตราเลยทีเดียว และหากว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดผิดพลาดขึ้นมา ผมคงจะพูดได้อย่างมั่นใจว่า คุณอาจจะไม่ได้มาถึงตรงนี้ก็ได้ นั่นทำให้คนบางคนมองว่าคุณนั้นเป็นแค่พวกที่โชคดีในตลาดหุ้น คุณจะตอบคำถามต่อสิ่งเหล่านี้ หรือคนที่พยายามจับผิดเหล่านี้ได้อย่างไรครับ?
Nic: พยายามจับผิด? คุณกำลังพูดถึงในขณะที่ผมได้เข้าซื้อหุ้น E.L Bruce อยู่ไช่ไหม? ผมจะบอกกับคุณอย่างไรดีนะ?.. แน่นอนว่าเมื่อมองกลับไปนั้น มันอาจดูเหมือนการพนันจนเกินไปก็ได้ แต่มันก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างจะแน่นอน จนทำให้ผมได้กำไรกว่า 295,000 ดอลลาร์เลยทีเดียว เนื่องจากในขณะนั้นทุกสิ่งทุกอย่างมันช่างลงตัวและดูดีเหลือเกิน ตลาดหุ้นนั่นแข็งแกร่งมากๆ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นและปริมาณการซื้อ-ขายของมันก็เช่นกัน และผมยังทำกำไรได้เป็นอย่างมากกับหุ้น Lorillard และ Diners Club หลังจากนั้นไม่นาน หนำซ้ำเมื่อมองกลับไป ผมยังพบว่า ถ้าหากผมตั้งจุดตัดขาดทุน หรือ Trailing Stop ให้แคบกว่านั้น มันจะทำให้กำไรของผมลดลงน้อยกว่านั้นมากด้วยซ้ำ
สำหรับผมแล้ว ผีพนันใน ตลาดหุ้น คือพวกที่ทำได้แค่ “ซื้อและฝากความหวัง” ไว้เพียงเท่านั้น แน่นอนว่า ผมเล่นหนัก แต่ผมจะทำอย่างนั้นก็ต่อเมื่อ ทุกๆอย่างนั้นเข้าที่เข้าทางและลงตัวเป็นอย่างดี ผมสามารถที่จะอยู่เฉยๆนอกตลาดได้เป็นเดือนๆโดยไม่รู้สึกอะไร ผมเคยแม้กระทั่งอยู่นอกตลาดกว่า 2 ปีโดยไม่ซื้อหุ้นตัวใดเลย เพราะผมไม่มี “ความจำเป็น” ที่จะต้องมาเสียเงินในตลาดกับหุ้นแย่หรือแก่จนเกินแกงนั่นเอง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ โอกาสเหล่านี้ ต้องชัดเจนอย่างมากเหมือนกับมันวิ่งเข้ามาชนที่หน้าของผม หรือไม่ผมก็จะไม่สนใจมันเลย และเมื่อไหร่ที่ผมคิดผิดไป ผมจะรีบหนีออกมาด้วยการตัดขาดทุนอย่างรวดเร็ว และนั่นทำให้ผมขาดทุนน้อยมาๆ ผมไม่เคยปล่อยให้การขาดทุนของผมใหญ่จนผมไม่สามารถควบคุมมันได้ คุณคิดว่านี่คือ “การพนัน” หรือความบ้าบิ่นของผมรึปล่าวล่ะ?
I: คุณเรียกตัวเองว่านักเก็งกำไร หรือนักลงทุนครับ?
Nic: คุณถามผมว่านักเก็งกำไร หรือนักลงทุนงั้นหรือ? ผมคิดว่ามันไม่ตรงกับสิ่งที่ผมเป็นสักเท่าไหร่ แต่ในความเห็นของผมแล้ว ผมคิดว่าผมน่าจะเข้าเค้าของความเป็น “นักลงทุน” เสียมากกว่า เนื่อง จากผมจะมองหา “อุตสาหกรรมที่ยังอยู่ในวัยแรกรุ่น” เพื่อที่จะมองหาหุ้นที่แข็งแกร่ง และทำกำไรได้มากที่สุดในอุตสาหกรรมใหม่ๆเหล่านี้ หลังจากนั้นผมจะรอคอยให้ “ดาวรุ่ง” เหล่านี้เติบโตขึ้นมา ก่อนที่ผมจะกระโดดเข้าซื้อมัน
I: อุตสาหกรรมในวัยแรกรุ่น… ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ใหญ่ที่สุด แต่เป็นอุตสาหกรรมในวัยแรกรุ่นงั้นหรือ? ทำไมล่ะครับ?
Nic: ลองคิดดูดีๆสิครับ แนวทางการเล่นหุ้นของผมนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าสามัญสำนึกง่ายๆ อุตสาหกรรม ใหม่ๆนั้น คือที่ที่ “ความคาดหวัง” จะไปอยู่ตรงนั้น เพราะมันคือความสดใหม่ ผู้คนมักที่จะตื่นเต้นและคาดหวังไปกับอุตสาหกรรมใหม่ๆเหล่านี้ และนี่คือที่ที่ “ความบ้าคลั่ง” จะเข้ามา และนั่นทำให้ราคาของหุ้นส่วนใหญ่ไม่ได้ซื้อขายในสิ่งที่มันได้เคยทำมา แต่จะซื้อขายกันในราคาที่ผู้คน “คิด” ว่ามันจะทำให้เกิดอะไรขึ้นบ้างในอนาคต อีกทั้งอุตสาหกรรมใหม่ๆนั้น คือที่ที่ “เงิน” ก้อนใหม่ๆจะไหลเข้ามา มันคือไอเดียใหม่ และความหวังใหม่ๆ
อาจมีบางคนพูดว่า “คราวนี้มันอาจไม่เหมือนครั้งก่อนๆนะ” แต่นั่นไม่ใช่สำหรับผม ผมจะไม่ลงทุนในอุตสาหกรรมวิทยุ, รถยนต์ หรือทีวีหรอกนะ เนื่องจากพวกมันได้มียุครุ่งเรืองของพวกมันมาแล้ว มันแค่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายละเอียดของมันไป เหมือนกับเหล้าเก่าในขวดใหม่ แต่ผมจะลงทุนไปกับกระแสของโลกอยู่เสมอ จำไว้ให้ดีว่า ทุกๆรอบใหม่ๆของตลาดหุ้นนั้น จะนำอุตสาหกรรมใหม่ๆตามออกมาด้วยเสมอครับ
… วันนี้จบแต่เพียงเท่านี้ เดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อตอนสุดท้ายให้นะครับ ขอบคุณทุกๆคนที่คอมเมนท์และเข้ามาเยี่ยมไว้ล่วงหน้า หวังว่าจะไม่ผิดหวังกับการเข้ามาอ่านเรื่องราวของเซียนหุ้นคนนี้นะครับ :D

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘