ทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมาGeorge Soros : Reflexivity And Market Reversal

ในวันหยุดสบายๆนี้ ผมขอเริ่มแปลบทความอีกชุดหนึ่งควบคู่กันไป นั่นก็คือบทความที่เกี่ยวกับทฤษฏีทางเศรษฐศาสตร์ของพ่อมดการเงิน Gorge Soros ที่เราทุกคนรู้จักกันดีมาให้อ่านกันครับ โดยบทความชิ้นนี้เขียนโดย Frank Ramsperger แห่ง Alpha Plus Advisors,LLC ครับ

“ไม่ว่า มันจะมีความซับซ้อนแค่ไหน หลักการพื้นฐานของทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ทุกอย่างนั้น ล้วนตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ตลาดจะวิ่งไปสู่จุดสมดุลระหว่างอุปสงค์ และอุปาทาน ผลก็คือ เมื่อทุกคนที่มีส่วนร่วมอยู่ในตลาดนั้นกระทำสิ่งต่างๆด้วยเหตุและผล ระบบเศรษฐกิจและตลาดเสรีก็จะกลับสู่ความสมดุล”
แต่นี่คือสิ่งที่ George Soros ไม่เห็นด้วยครับ!
ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ของ George Soros นั้น ได้ชี้ให้เราเห็นว่า ในบางครั้งตลาดนั้นมีลักษณะที่ไม่สมดุล หรือคงที่อยู่โดยธรรมชาติของมัน เนื่องจากมีแรงบางอย่างซึ่งส่งผลให้เกิด “การสะท้อนกลับในทางลบ หรือ Negative Feedback” ซึ่งทำให้ราคานั้นวิ่งออกจากจุดสมดุลไปอย่างมาก
ทฤษฎี Reflexivity นั้นช่วยอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ และมันคือปรัชญาเบื้องหลังความคิดของเขา ในการที่จะช่วยบ่งชี้ถึงสภาพที่ไม่เสถียรของสภาวะแวดล้อมในตลาด โดยเมื่อไหร่ที่เขาเชื่อว่าราคาได้เคลื่อนที่ไปถึงจุดสุดยอด(Extreme) ของมันนั้น เขาจะเดิมพันในการวกกลับมาของราคา ซึ่งหลักฐานจากผลการลงทุนที่ผ่านมาของเขานั้น แสดงให้เห็นว่า Gorge Soros ได้ประยุกต์ใช้ทฤษฏีของเขากับการลงทุนได้เป็นอย่างดีเยี่ยมเลยทีเดียว
โดยในบทความนี้ เราจะแสดงให้เห็นถึงแนวคิดเบื้องหลังทฤษฎี Reflexivity และอธิบายถึงการเกิดปรากฏการณ์รูปแบบราคาแบบ Parabolic Price Pattern ดัง นั้น ความเชื่อที่ว่าตลาดนั้นจะวิ่งไปสู่จุดสมดุล(Equilibrium)อยู่เสมอ จึงเป็นสิ่งที่ไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก เพราะเมื่อไหร่ที่มีแรงกระทบจากสภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ขึ้นนั้น(Destabilizing Force) ภาคธุรกิจ, อุตสาหกรรม, หรือแม้แต่ตลาดทางการเงินต่างๆนั้น ก็จะเกิดการเคลื่อนไหวไปอย่างรุนแรงหนีไปจากจุดสมดุลของมัน ซึ่งในบางครั้งมันก่อให้เกิดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจขึ้นมา แต่ในบางครั้งมันก็กลับทำให้เกิดการถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง
เราจึงพอที่จะสรุปได้ว่า เมื่อไหร่ที่แรงกระทบจากสภาวะที่ก่อให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้เกิดความถดถอยทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงนั้นได้บรรเทาลงไป เศรษฐกิจของอเมริกานั้นจะไม่ต้องตกอยู่ในสภาวะการฟื้นตัวแบบ L-Shape แต่ในทางกลับกันแล้ว จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น ด้วยสภาวการณ์ที่คล้ายกันนี้ ตลาดหุ้นจะเกิดการฟื้นตัวแบบ V-Shape ภายในช่วงเวลายาวประมาณ 1 ปี โดยเราจะอธิบายถึงเหตุผล ว่าทำไมสภาวการณ์ต่างๆในขณะนี้นั้นจึงเอื้อที่จะทำให้เกิดการฟื้นตัวเช่น นั้นในภายหลังครับ
บทนำ
หุ้น Soros_paradigm1 หลังจากที่ George Soros ได้เกษียนตัวเองจากการเป็นผู้จัดการกองทุนอย่างเต็มเวลาในปี 2000 เขาได้ก่อตั้งกองทุน Hedge Fund กองใหม่ของเขาขึ้นมาอีกครั้งในช่วงปี 2007 โดยผลการลงทุนของเขาในขณะที่ได้บริหารการลงทุนอยู่ที่กองทุน Quantum Fund ในช่วงยุคต้นปี 70 นั้น ได้สร้างผลตอบแทนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ +40% ต่อปีเป็นเวลานับสิบปีทีเดียว ซึ่งในช่วงตลาดหมี(Bear Market)ในปี 2008 นี้ รายงานจากผลการลงทุนตอบแทนของเขานั้น ก็ยังสามารถที่จะเอาชนะตลาด และนักลงทุนหลายๆคนได้อยู่เช่นเดิม โดยเป็นผลมาจากการที่เขาสามารถสร้างผลกำไรเป็นอย่างมากในขณะที่ตลาดได้ร่วง หล่นลงมา.. แล้วเขาทำได้อย่างไรหรือ? คำตอบก็คือ.. “ทฤษฎีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Theory of Reflexivity” ของเขานั่นเองครับ
George Soros นั้นพูดถึงทฤษฏีของเขาว่า มันคือผลงานแห่งชีวิตของเขา และเขายังได้เขียนหนังสือที่มีหัวข้อเกี่ยวกับทฤษฎีนี้อยู่หลายเล่มเช่นกัน อย่างไรตาม เขาก็ยอมรับว่าเขานั้นต้องเจอกับทั้งกระแสการวิจารณ์ในเชิงลบและคำชมเชยควบ คู่กันไป จากทฤษฎีของเขาที่เกี่ยวข้องกับระบบเศรษฐกิจและตลาดเงินของเขา โดยในการบรรยายของเขาในปี 1994 นั้น เขาได้พยายามที่จะอธิบายถึงแนวคิดเบื้อหลังทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity ไว้ดังนี้ครับ
“มันมี ความสัมพันธ์แบบที่เรานั้นเป็นฝ่ายกระทำ(Active Relationship) ระหว่างความคิดและความจริงอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์แบบที่เราถูกกระทำ(Passive Relationship)ระหว่างความคิดและความจริงอยู่ด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้เองทำให้เกิดความเข้าใจที่ความคลาดเคลื่อนไปจากความจริง และผมหมายถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นทางเศรษฐศาสตร์ด้วยเช่นกัน”


“ผมเรียกความสัมพันธ์ แบบถูกกระทำ(Passive Relationship)นี้ว่า “กลไกความสัมพันธ์ที่เกิดจากกระบวนการรับรู้”(Cognitive Function) และผมเรียกความสำพันธ์แบบการเป็นฝ่ายกระทำ(Active Relationship)นี้ว่า “กลไกความสำพันธ์ที่เกิดจากการเข้าไปมีส่วนร่วม”(Participating Function) โดยผมเรียกความสัมพันธ์ ของกลไก(Function)ทั้งสองอย่างนี้ว่า “การสะท้อนกลับไปมา หรือ Reflexivity” นั่นเอง”
อืมม…. ในตอนนี้เราคงเห็นได้ว่าทักษะทางด้านการปฏิบัติของเขานั้น ดูเหมือนว่าจะแซงหน้าทักษะในการอธิบายความคิดของเขาเอง และทำให้ผู้อื่นเข้าใจไปไกลหลายขุมเลยทีเดียวนะครับ ดังนั้น จุดมุ่งหมายของเราในบทความชุดนี้ก็คือ การทำให้มันง่ายขึ้นและชัดเจนขึ้นมานั่นเองครับ
วันนี้ขอเกริ่นแต่เพียงเท่านี้ก่อน เชื่อว่าหลายคนน่าจะอยากอ่านต่อ เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับทฤษฏีการสะท้อนกลับไปมา(Reflexivity) ของเขานั้น ดูจะหาอ่านเป็นภาษาไทยยากเหลือเกิน ผมลองค้นๆดูแล้ว เหมือนจะมีอยู่ไม่เยอะเท่าไหร่ ยังไงก็ขอเป็นส่วนเพิ่มเติมให้กับใครที่ยังอยากศึกษาเกี่ยวกับแนวความคิดของ พ่อมดการเงิน Gorge Soros คนนี้ครับ แล้วพรุ่งนี้เจอกันอีกทีที่ แมงเม่าคลับ.คอม นะครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร