ผลตอบแทนที่คาดหวัง

การที่คุณตัดสินใจก้าวเข้ามาในตลาดทุน คุณหวังจะได้ผลตอบแทนเท่าไรต่อปี?
ถ้าหากคุณเพียงแค่อยากให้เงินออมของคุณได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากในยุคปัจจุบันที่แสนจะต่ำเตี้ยเท่านั้น ผลตอบแทนทื่คุณคาดหวังก็อาจอยู่ในระดับแค่ 5% ผล ตอบแทนในระดับนี้ถ้าคุณถือหุ้นแช่ไว้รอรับเงินปันผลสัก 3% ต่อปี และหุ้นในพอร์ตของคุณก็มีกำไรเติบโตโดยเฉลี่ยพอๆ กับเงินเฟ้ออีก 2% ต่อปี (กิจการไม่จำเป็นต้องมีการเติบโตที่แท้จริงเลยก็ยังได้) คุณก็บรรลุเป้าหมายนี้ได้แล้ว (อย่างไรก็ตาม การเข้ามาในตลาดหุ้นแล้วหวังผลตอบแทนแค่ 5% ต่อปีนั้น ดูจะไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยงของตลาดหุ้นเท่าไร การถือหุ้นแทนฝากเงินนั้นมีความเสี่ยงที่จะสูญเงินต้นเพิ่มขึ้นมาก ผลตอบแทน ในระยะยาวของการถือหุ้นจึงควรได้ไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี)
ถ้าคุณเข้ามาเพื่อใช้ตลาดทุนเป็นเครื่องมือในการออมเงินไว้ใช้ในวัยเกษียณ ถ้าหากคุณสามารถทำผลตอบแทนในตลาดหุ้นให้ได้เฉลี่ยปีละ 10% คุณก็บรรลุเป้าหมายนี้ได้แล้ว เพราะสมมติว่าคุณออมเงินปีละ 100,000 บาทตั้งแต่อายุ 25 ปีและวางแผนจะเกษียณเมื่ออายุครบ 60 ปี (มีเวลาสร้างผลตอบแทน 35 ปี) ถ้าคุณทำผลตอบแทนในตลาดหุ้นได้เฉลี่ย 10% ต่อปีจริงๆ เมื่อครบกำหนด คุณจะมีเงินมากถึงเกือบ 30 ล้านบาทซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับการเกษียณโดยมาตรฐานของคนส่วนใหญ่แล้ว การเลือกลงทุนในกองทุนรวมเช่น RMF LTF หรือลงทุนเองแบบค่อนข้าง passive สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายแบบนี้ได้โดยไม่ต้องเกาะติดตลาดมากเกินไป
แต่ถ้าคุณเข้ามาในตลาดหุ้นเพื่อหวังจะประสบ "อิสรภาพทางการเงิน" (แนวคิดที่มีอิทธิพลมากในปัจจุบัน) คุณต้องฟิตมากหน่อย การได้ผลตอบแทนแค่ 10% ต่อปีอันเป็นผลตอบแทนระดับมาตรฐานของตลาดหุ้นในระยะยาวนั้น ไม่อาจทำให้บรรลุเป้าหมายนี้ได้ เพราะกว่าคุณจะ "รวย" ก็ต้องรอถึงอายุ 60 ปี ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตของคุณก็ผ่านโอกาสที่จะทำอะไรต่อมิอะไรไปเยอะมากแล้ว ยากที่จะได้ทำอะไรที่ฝันอยากทำ เช่น การท่องเที่ยวรอบโลก การได้เลี้ยงลูกแบบใกล้ชิดในตอนที่ลูกยังเล็กๆ อยู่ การได้เปลี่ยนมาทำงานที่ชอบอย่างเดียวโดยไม่ต้องสนใจเรื่องเงินเดือนอีกต่อ ไป หรือการได้เปิดมูลนิธิ หรือแม้แต่การได้ขับรถสปอร์ตเปิดประทุนคันหรูๆ (ผมว่าขับตอนผมหมดหัวแล้ว มันไม่ค่อยเท่เท่ากับได้ขับตอนที่ยังหนุ่มๆ นะครับ) ฯลฯ ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าจะเรียกว่าประสบอิสรภาพทางการเงินก็น่าจะต้องเกษียณได้ก่อนอายุ 40 ปี ซึ่งถ้าจะใช้มาตรวัดเดียวกันกับในกรณีที่ผ่านๆ มาลองคำนวณดูใหม่จะพบว่า คุณจะต้องหาผลตอบแทนในตลาดหุ้นให้ได้ในระดับ 35% ต่อปีเป็นอย่างน้อยจึงจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้
ผล ตอบแทนในระดับ 35% ต่อปีนั้นอาจจะฟังดูไม่เยอะ เพราะเรามักพบเห็นคนได้กำไรจากหุ้นปีเดียว 100-200% อยู่บ่อยๆ แต่ที่จริงแล้วในระยะยาวการได้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงๆ นั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก คนที่ได้กำไรปีเดียว 100% ผลตอบแทนเฉลี่ยระยะยาวของเขาจะต่ำกว่านั้นเสมอ เพราะการอยู่ในตลาดหุ้นตลอดเวลาย่อมต้องมีปีที่ได้กำไรน้อยหรือขาดทุนด้วย เสมอ เมื่อถัวเฉลี่ยกันหลายๆ ปีแล้วผลตอบแทนย่อมต่ำลง อีกทั้งการที่เราได้กำไรจากหุ้นตัวใดตัวหนึ่งปี เดียว 100% ที่จริงแล้ว ผลตอบแทนของทั้งพอร์ตของเราจะน้อยกว่านั้นเสมอ เพราะส่วนใหญ่เราคงไม่กล้าซื้อหุ้นตัวเดียวทั้งพอร์ต เมื่อถัวกับหุ้นตัวอื่นที่ไม่ประสบความสำเร็จมากเท่าแล้ว ผลตอบแทนของทั้งพอร์ตย่อมลดลง ถ้าจะให้ได้ผลตอบแทนของพอร์ต 100% ก็ต้องมีหุ้นที่ได้ผลตอบแทน 200% หรือมากกว่า เพื่อเอาถัวกับตัวอื่นที่ไม่ perform การทำผลตอบแทนทั้งพอร์ตเป็นตัวเลขสูงๆ ทุกปีจึงไม่ได้ง่ายนัก
ถ้า เป็นแนวการลงทุนที่มีลักษณะค่อนข้าง passive นั้น แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะทำให้ผลตอบแทนระยะยาวได้สูงถึง 35% ต่อปี วอเรน บัฟเฟตซึ่งเป็นนักลงทุนที่รวยที่สุดในโลกนั้นสามารถทำผลตอบแทนในระยะยาวได้ เพียงแค่ 21% ต่อปีเท่านั้น เพราะธุรกิจจริงๆ ซึ่งเป็นตัวสร้างผลตอบแทนที่แท้จริงของตลาดหุ้น ทำผลตอบแทนได้แค่ 10-15% ต่อปีเท่านั้น ถ้าจะทำผลตอบแทนจากหุ้นให้ได้มากกว่าธุรกิจจริงๆ ก็ต้องอาศัยการซื้อถูกขายแพงร่วมด้วย ซึ่งหมายความว่า คุณจะต้องลงทุน่ในแบบที่ active พอสมควร เช่น จอร์จ โซรอส ที่ทำผลตอบแทนเฉลี่ยตลอดชีพได้สูงถึง 29% เป็นต้น และก็ไม่ใช่ว่าคุณลงทุนแบบ active แล้วจะได้ผลตอบแทนมากขึ้นเสมอไป คุณอาจได้ผลตอบแทนน้อยลงด้วยก็ได้ การได้ผลตอบแทนมากขึ้นจึงต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงที่มากขึ้นด้วย
ดัง นั้นหากเป้าหมายการลงทุนของคุณคือการประสบอิสรภาพทางการเงิน ขอบอกว่านั่นไม่ใช่เป้าหมายที่ง่าย จะมีคนจำนวนไม่มากนักที่บรรลุเป้าหมายนี้ได้เหมือนๆ กับคนที่รวยด้วยอาชีพอย่างอื่น การที่ตลาดหุ้นเป็นเพียงแค่การสั่งซื้อและ ขายทำให้เรารู้สึกว่าตลาดหุ้นเป็นอาชีพที่ทำเงินได้ง่ายแต่อะไรที่ดูง่ายๆ นั้นแหละที่มักจะยากที่สุด กฏของธรรมชาติที่ว่าคนที่ประสบความสำเร็จจะมี จำนวนน้อยเสมอในทุกสายอาชีพเป็นกฏที่เป็นจริงสำหรับตลาดหุ้นด้วย ผมแนะนำว่า คนที่มีเป้าหมายระดับนี้ทุกคนควรถือว่าตลาดทุนเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตเลย ทีเดียว คนที่มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับการลงทุนอย่างแท้จริงเท่านั้นที่จะเป็นคนส่วน น้อยของตลาดที่มีโอกาสที่จะรวยด้วยหุ้นได้ ต้องขยัน และต้องให้เวลากับมันมากกว่านักลงทุนทั่วๆ ไป Effort ที่ใส่เข้าไปต้องสอดคล้องกับระดับผลตอบแทนที่คาดหวังเสมอ ไม่ มีอะไรที่ฟรี ใครที่เข้ามาเพียงแค่หวังว่าลมๆ แล้งๆ ว่า เราจะรวยได้แบบฟลุ้คๆ โดยไม่ต้องลงทุนลงแรงนั้น ผมขอบอกว่า ไม่มีทางเป็นไปเลยครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร