101 ปฏิบัติการพลิกชีวิต (ตอนที่ 13 คำเตือน...)

มีตำราเกี่ยวกับการจัดการเรื่องเงินๆทองๆมากมายที่เตือนถึง “มหันตภัย” ของไอ้เจ้าบรรดาบัตรพลาสติก และพลานุภาพของมันที่เหมือน “อสรพิษร้าย” ที่จะฉกกัดคุณได้ตลอดเวลาแบบไม่ทันตั้งเนื้อตั้งตัว แต่คำถามก็คือ ทำไมคนส่วนใหญ่จึงยังคงมีความเชื่อว่า “บัตรเครดิต” เป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ 

     แน่นอน...ผมเองก็ไม่มีปฏิเสธว่า บัตรเครดิตอาจจะมีประโยชน์ “หากใช้เป็น” แต่จะมีสักกี่คนที่รู้จักวิธีใช้บัตรเครดิตให้เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง!!

     หากมองเฉพาะข้อดีของบัตรเครดิต แน่นอน มันย่อมเป็นเรื่องดีที่มีคนมาให้เครดิตแก่คุณ ในการจ่ายเงินไปให้ก่อน และค่อยมาชำระคืนในภายหลัง (เฉลี่ย 30 วัน) ซึ่งหากคุณสามารถจ่ายเงินตามยอดที่คุณใช้ไปในแต่ละรอบ“คุณก็ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย”เลยสักบาท

     ยิ่งไปกว่านั้น สิทธิประโยชน์บางอย่าง เช่นการสะสมแต้มเพื่อแลกของ หรือ การสะสมไมล์ ก็ดูจะเป็น “มนต์เสน่ห์” ที่ทำให้หลายคนลุ่มหลง

     แต่เชื่อหรือไม่ ผลจากการครอบครองเป็นเจ้าของบัตรพลาสติกเหล่านี้ ทำให้ผู้บริโภคในยุคนี้มีแนวโน้มที่จะใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นถึงราว 20%

     แต่ในทางกลับกัน ทฤษฎี 80-20 ยังคงทำงานอย่างซื่อสัตย์ มีงานวิจัยหลายชิ้นระบุว่า ผู้ใช้บัตรพลาสติกส่วนใหญ่กว่า 80% ไม่สามารถชำระหนี้ที่ค้างชำระทั้งหมดได้ ส่วนใหญ่จ่ายได้เพียงยอดขั้นต่ำ และไอ้เจ้าสิทธิประโยชน์หลายๆอย่างที่ระบุไว้ก็ถูกใช้เพียงประมาณ 20%

     ข่าวร้ายไปกว่านั้น จากสถิติของกรมบังคับคดี ผู้ที่ถูกฟ้องร้องเรื่องหนี้สินกว่า 70% มาจาก ปัญหาหนี้สินจากไอ้เจ้าบัตรพลาสติกประเภทนี้

     ตรงกันข้ามกับ บรรดาสถาบันการเงิน ไม่มีสินเชื่อประเภทใดที่ทำเงินได้อย่างง่ายดาย เท่ากับสินเชื่อเพื่อบริโภค เพราะสามารถทำเงินทั้งสองทาง คือ ทุกครั้งที่คุณ“รูดปรื๊ดๆ” สถาบันการเงินที่ออกบัตรฯให้คุณจะได้เงินทันทีประมาณ 3% จากบรรดาร้านค้าที่รับ“รูดบัตร” และยังมีโอกาสที่จะเก็บกินจากดอกเบี้ยที่แสนหฤโหด จากยอดค้างชำระในแต่ละเดือนจากคุณๆทั้งหลายได้อีกทางหนึ่ง

     เพราะเหตุนี้จึงไม่ต้องประหลาดใจว่า ทำไมบรรดาสถาบันการเงินส่วนใหญ่จึงทุ่มเทงบโฆษณา งบการตลาด และงบส่งเสริมการขายกันเป็นเม็ดเงินมหาศาลเพื่อกวาดต้อนให้คุณเป็นสมาชิกที่ แสนดี

     เคยสังเกตไหมครับว่าทุกวันนี้ วันหนึ่งๆคุณอาจจะๆต้องรับโทรศัพท์ หรือ SMS จากใครก็ไม่รู้ มากระตุกให้คุณหวั่นไหว“ใจสั่น” ไปกับข้อเสนอที่แสนเย้ายวนของบรรดาบัตรเครดิต บัตรเงินสด บัตรเงินผ่อน บัตรเครดิตของห้างสรรพสินค้า ไม่เว้นแม้กระทั่งบัตรสมาชิกของโรงแรมหรูๆ หรือ สปาชั้นเยี่ยม ที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายในการหาสมาชิกหน้าใหม่ที่อยาก“ดูดี” เหมือนคุณ

     ที่สำคัญการขออนุมัติสินเชื่อเพื่อให้ได้ครอบครองไอ้เจ้าบัตรพลาสติกเหล่า นี้ มันก็ดูแสนจะง่ายดายจนน่าตกใจ จนบางครั้งผมอดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมธนาคารแห่งประเทศไทย จึงไม่กำหนดให้บรรดาสถาบันการเงินเหล่านี้ออกคำเตือนตอนท้ายโฆษณาเหมือน “เครื่องดื่มบำรุงกำลัง

     คำเตือน “ห้ามพกบัตรเครดิตเกิน 2 ใบ เพราะอาจเป็นอันตรายกับ สุขภาพทางการเงิน

     มาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่า หากมันเลวร้ายขนาดนี้ เราควรจะ“หัก”บัตรฯทิ้ง เลิกใช้เสียเลยดีไหม

     ใจเย็นๆครับ หากคุณไม่มีอาการกรีดร้องในใจเวลาเกิดอารมณ์ “ฉันต้องการเดี๋ยวนี้” และมีวินัยในการใช้จ่าย การใช้บัตรเครดิต ก็ไม่ใช่สิ่งเลวร้ายเสมอไป เพียงแต่ควรจะมีไม่เกิน 1-2 ใบเท่านั้น

     ขณะเดียวกันคุณต้องมั่นใจว่าจะชำระหนี้บัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกครั้ง หรือถ้าห่วงใจตัวเองก็อาจต้องทำเรื่องกับธนาคารฯให้ตัดยอดค้างชำระแบบ อัตโนมัติทุกเดือนจากบัญชีออมทรัพย์ของคุณ  

     ในเวลาเดียวกัน ควรทำเรื่องให้ตัดยอดค่าใช้จ่ายประจำเดือนในบางรายการผ่านบัตรเครดิต เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าสมาชิกเคเบิลทีวี ค่าน้ำมัน หรือ ค่าสินค้าอุปโภคบริโภคที่คุณไปจับจ่ายใช้สอยในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพื่อช่วยในการสะสมแต้ม และยังเท่ากับเป็นการบันทึกค่าใช้จ่ายรวมกันไว้ในที่เดียวกัน
ในบางกรณีที่มันจำเป็นต้องใช้บัตรฯเพื่อจ่ายค่าใช้จ่ายบางรายการจริงๆ เช่น ค่าที่พัก ค่าตั๋วเครื่องบิน อาหารมื้อค่ำกับลูกค้า หรือ แฟนคนล่าสุดในโรงแรมหรูๆ (ในบางครั้ง) อย่าลืมบันทึกค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ด้วยเพื่อเตือนความจำ และกระตุ้นให้รู้ว่า เรากำลังมีหนี้ที่รอสะสางอยู่ข้างหน้า

     ข้อห้ามเด็ดขาดที่ไม่พึงกระทำโดยเด็ดขาด คือ การกดเงินสด เพราะหากคุณเผลอใจ เท่ากับคุณจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 3% ทันที ไม่รวมดอกเบี้ยอันแสนหฤโหดที่จะไล่หลังตามมาชนิดหายใจรดต้นคอเลยทีเดียว

     อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ผมตัดสินใจหันหลังให้กับบัตรเครดิต บำเพ็ญตนเป็น มนุษย์เงินสดมากว่า 5 ปี ถึงต้องพกเงินสดในกระเป๋ามากขึ้นหน่อยแต่ก็ไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร ปล่อยให้คุณภรรยาที่แสนดีที่มีวินัยเรื่องการเงินเป็นรับผิดชอบเรื่องนี้ไป สบายตัวสบายใจกว่ากันเยอะ

     สุดท้ายผมมีเคล็ดไม่ลับจะบอกกับคุณว่า 80% ของ 400 อภิมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของโลก ที่จัดอันดับโดยนิตยาสารฟอร์บส์ เปิดเผยเคล็บลับของตัวเองเอาไว้ตรงกันว่า หนทางที่ดีที่สุดสู่ความมั่งคั่งคือ การดำรงชีวิตโดยปราศจากหนี้ทั้งปวง!!!

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘