อนาคตของสื่อ

สื่อมวลชน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และแมกกาซีน นั้น เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการโน้มน้าวจิตใจคนให้เห็นด้วย หรือคัดค้าน กับประเด็นที่มีการนำเสนอ ประเด็นที่นำเสนอนั้น เป็นได้ทุกอย่าง ตั้งแต่เรื่องของการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และการใช้ชีวิตประจำวันของผู้คน ดังนั้นจึงมีคำพูดที่ยอมรับกันแพร่หลายว่า “ผู้คุมสื่อคือผู้ที่คุมอำนาจ”

อำนาจของสื่อในโลกของทุนนิยมนั้น แน่นอน สามารถ “ทำเงิน” ได้ บริษัทสื่อที่ “ทรงอิทธิพล” นั้น สามารถทำเงินได้มหาศาล วอเร็น บัฟเฟตต์ ได้มองเห็นจุดนี้ก่อนคนอื่นและได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทวอชิงตันโพสต์ในช่วง ที่ราคาหุ้นยังต่ำมากเมื่อหลายสิบปีก่อน หลังจากนั้น ราคาหุ้นของโพสต์ก็ปรับตัวขึ้นมามากและกลายเป็น “ตำนาน” การลงทุนหนึ่งของบัฟเฟตต์ ต่อมา เขาก็ยังได้ลงทุนในหุ้นของบริษัทโทรทัศน์ชั้นนำที่ก้าวขึ้นมาโดดเด่นแทนที่ หนังสือพิมพ์ อย่างไรก็ตาม เมื่อเร็ว ๆ นี้ บัฟเฟตต์เองก็ยอมรับว่า ธุรกิจและความสามารถในการทำเงินของหุ้นสื่อนั้น “เปลี่ยนไปแล้ว” มันไม่ดีเหมือนก่อนเพราะเทคโนโลยี่การสื่อสารมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้น เชิง สื่อมีการขยายตัวออกไปกว้างขวางมากผ่านอินเตอร์เน็ตและเคเบิลทีวีที่สามารถ ทำได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก สิ่งเหล่านี้กัดกร่อนกำไรของสื่อยุคเก่ามหาศาล

ลองมาดูกิจการสื่อของเมืองไทยว่าอนาคตจะไปทางไหน เริ่มจากหนังสือพิมพ์และสิ่งพิมพ์ ในเมืองไทยนั้น เป็นที่ยอมรับว่าคนไทยไม่ใคร่อ่านหนังสือมากนัก ดังนั้นตลาดของหนังสือพิมพ์จึงไม่ใหญ่เท่าที่ควร อย่างไรก็ตาม ในอดีตหนังสือพิมพ์ค่อนข้างจะมีบทบาทพอสมควรเนื่องจากการเปิดหนังสือพิมพ์ทำ ได้ยาก ดังนั้น หนังสือพิมพ์ที่ติดตลาดจึงพอมีกำไร ส่วนหนังสือพิมพ์ที่ได้รับความนิยมน้อยก็มักจะขาดทุน แต่แม้ว่าหนังสือพิมพ์จะขาดทุน บ่อยครั้งมันก็มักจะไม่ถูกปิดตัวลง สาเหตุก็เพราะว่า หนังสือพิมพ์จำนวนไม่น้อย เกิดขึ้นและดำรงอยู่ด้วยเหตุผลหลักก็คือ มันเป็นฐาน “อำนาจ” ของเจ้าของ ไม่ได้เป็นธุรกิจที่หวังกำไร ดังนั้น ปริมาณหรืออุปทานของหนังสือพิมพ์จึงมักจะมีสูงกว่าความต้องการหนังสือพิมพ์ เสมอ กำไรของหนังสือพิมพ์จึงไม่ดี

อนาคตของหนังสือพิมพ์นั้นยิ่ง “มืดมน” กว่าปัจจุบัน สาเหตุก็เพราะว่ามีการเติบโตของสื่ออินเตอร์เน็ตที่ทำให้ผู้อ่านไม่จำเป็น ต้องซื้อหนังสือพิมพ์แต่สามารถเข้าไปอ่านข่าวในเน็ตได้ ข่าวในอินเตอร์เน็ตนั้นสะดวกและรวดเร็วกว่าหนังสือพิมพ์มาก ผมคิดว่าคนรุ่นใหม่ซึ่งคุ้นเคยกับการใช้อินเตอร์เน็ตตั้งแต่เด็กจะอยู่ห่าง จากหนังสือพิมพ์ออกไปทุกที ส่วนคนที่มีอายุมากและยังคุ้นเคยกับการอ่านหนังสือพิมพ์เองนั้น ผมก็คิดว่าน่าจะอ่านหนังสือพิมพ์น้อยลงและอ่านข่าวจากอินเตอร์เน็ตมากขึ้น สรุปแล้ว หนังสือพิมพ์นั้นผมคิดว่าเป็นอุตสาหกรรมที่กำลัง “ตกดิน”

ธุรกิจแมกกาซีนนั้น มักมีลูกค้าหรือผู้อ่านชัดเจน และสิ่งที่จะมาทดแทนยังไม่ชัดเจน ดังนั้น แมกกาซีนที่ติดตลาดก็ยังสามารถรักษาลูกค้าและทำกำไรได้ อย่างไรก็ตาม การเติบโตของแมกกาซีนนั้นทำได้ยากมากเนื่องจากความสนใจของคนรุ่นใหม่นั้น เน้นไปที่สื่อสารประเภทอื่นโดยเฉพาะที่ผ่านทางอินเตอร์เน็ตและเป็นแบบมัลติ มีเดีย ดังนั้น ธุรกิจนิตยสารต่าง ๆ สำหรับผมแล้วก็คงไม่ดีนัก และแม้ว่าจะไม่ถึงกับ “ตกดิน” แต่ก็คงจะโตช้ามาก

ธุรกิจทีวีมวลชนซึ่งออกอากาศให้ชมฟรีนั้น เป็นธุรกิจที่ดีมากจนถึงปัจจุบัน สาเหตุหนึ่งนั้นเป็นเพราะมันมีสถานีไม่กี่แห่งและมันฟรี ดังนั้น มันจึงมี “ลูกค้า” หรือผู้ชมมากมายเป็นล้าน ๆ คน ดังนั้น แต่ละสถานีจึงสามารถขายโฆษณาได้เป็นกอบเป็นกำ แต่ต้นทุนในการทำรายการและการส่งออกอากาศนั้นไม่สูงนัก กำไรของบริษัททีวีจึงค่อนข้างดี นอกจากนั้นหลังจากการลงทุนไปในครั้งแรกแล้ว สถานีโทรทัศน์ก็ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มอีก และการบำรุงรักษาเครื่องมืออุปกรณ์ในการส่งสัญญาณทีวีก็มีน้อยมาก ทำให้กระแสเงินสดของกิจการดีมาก ส่งผลให้หุ้นบริษัททีวีสามารถจ่ายปันผลได้ค่อนข้างสูง

แต่อนาคตของธุรกิจฟรีทีวีนั้นกลับเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอน เหตุผลก็คือ ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี่การสื่อสารและอินเตอร์เน็ต ทำให้เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเป็นร้อย ๆ ช่องและด้วยต้นทุนที่ต่ำมาก ผู้ชมก็สามารถรับสัญญาณเคเบิลทีวีหรือทีวีดาวเทียมได้ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ มาก ดังนั้น ฟรีทีวีจึงต้องเผชิญกับคู่แข่งใหม่จำนวนมหาศาล ยิ่งไปกว่านั้น คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ก็เริ่มหันเหจากการชมทีวีไปเป็นการเข้าไปอ่าน หรือชมข่าวสารข้อมูลและบันเทิงทางอินเตอร์เน็ต ปรากฏการณ์เหล่านี้เริ่มขึ้นแล้ว ว่าที่จริงในประเทศที่เจริญแล้วก็พบว่าโฆษณาที่ผ่านทางอินเตอร์เน็ตนั้น เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มท้าทายทีวีอย่างมีนัยสำคัญ เมืองไทยเองในที่สุดก็หนีไม่พ้น แม้ว่าในขั้นนี้ยังมีแค่เคเบิลทีวีที่ดูเหมือนว่าจะมีบทบาทท้าทายฟรีทีวี อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สำหรับผมแล้ว อนาคตของฟรีทีวีไม่สดใสนัก

ควบคู่ไปกับทีวีก็คงเป็นเรื่องของวิทยุ นี่เป็นสื่อที่พอใช้ได้เฉพาะสำหรับคลื่นที่ติดตลาด อย่างไรก็ตาม วิทยุไม่ใช่ธุรกิจที่ใหญ่อีกต่อไป ผู้ฟังวิทยุนั้น จำนวนมากฟังในขณะขับรถที่ไม่สามารถทำอย่างอื่นได้นอกจากฟัง ดังนั้น ธุรกิจวิทยุนั้น เป็นได้เฉพาะ “ธุรกิจเสริม” ของธุรกิจอื่น เช่น ทีวี บันเทิง เป็นต้นและไม่ว่าจะเป็นอย่างไร วิทยุ นั้น ไม่ใช่ธุรกิจที่จะเติบโตได้อีกต่อไป

อนาคตสำหรับธุรกิจสื่อนั้น ถ้าเป็นในระดับโลกก็คือ “สื่อยุคใหม่” เช่นพวกเว็บไซ้ต์อย่างกูเกิล และอื่น ๆ สื่อที่ประสบความสำเร็จเหล่านั้น จะทำกำไรได้อย่างมหาศาลแต่ก็จะมีจำนวนน้อยมาก เพราะสื่อยุคใหม่นั้นมักจะเป็นลักษณะ “ผู้ชนะกินรวบ” นั่นคือ ผู้แพ้จะถูกบีบให้ออกจากตลาดหมด ทำให้ผู้ชนะได้ลูกค้ามากขึ้น ๆ และได้กำไรทบทวีขึ้น ส่งผลให้หุ้นมีค่ามหาศาล อย่างไรก็ตาม หุ้นลักษณะดังกล่าวนั้น มักจะมีการให้บริการทั่วโลก ดังนั้น จึงเป็นการยากสำหรับหุ้นสื่อของประเทศไทยที่จะสามารถต่อสู้ได้ ข้อสรุปสุดท้ายของผมก็คือ บริษัทและหุ้นสื่อนั้น “เหนื่อย” ครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘