มงคลที่ ๕ มีบุญวาสนามาก่อน - ชื่อนั้นสําคัญอย่างไร

มงคลที่ ๕

มีบุญวาสนามาก่อน - ชื่อนั้นสำคัญอย่างไร
บุคคลจะชื่อว่าชีวกหรืออชีวก คงตายเท่ากัน
ถึงจะชื่อ ธนปาลีหรืออธนปาลี ก็เป็นทุคคตะได้เหมือนกัน
ถึงจะชื่อ ปันถกะหรือ อปันถกะ ก็หลงทางได้เหมือนกัน
ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น
ความสำเร็จเพราะชื่อมิได้มีเลย แต่ความสำเร็จมีได้เพราะการกระทำเท่านั้น

การปฏิบัติธรรมให้สมควรแก่ธรรม ดูเหมือนว่าเป็นเรื่องที่สวนกระแสโลก เพราะกระแสโลกมีลักษณะหมุนไปตามกิเลส คือ โลภะ โทสะ และโมหะ จิตใจหมกมุ่นอยู่ในเบญจกามคุณทั้งหลาย ทำให้ไม่สามารถหลุดจากวัฏจักรเหล่านี้ไปได้ ส่วนการปฏิบัติธรรมเหมือนการทานยาขม จำต้องใช้ความอดทน และยึดมั่นในมโนปณิธานที่ตั้งใจเอาไว้ว่าจะสร้างบารมี ฝึกฝนตนเอง ให้มีกาย วาจา ใจ สะอาดบริสุทธิ์เพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสอาสวะทั้งหลาย การทำสมาธิเจริญภาวนาให้ใจผ่องใสอยู่เสมอ จะทำให้เรามีกำลังใจในการสวนกระแสกิเลสที่คอยบังคับธาตุธรรมเห็น จำ คิด รู้ ของเราเอาไว้ จะทำให้เรามีชัยชนะในการสร้างบารมีไปทุกภพทุกชาติตราบกระทั่งถึงที่สุดแห่ง ธรรม

มีธรรมภาษิตที่ปรากฏอยู่ใน อรรถกถานามสิทธิชาดก ความว่า

"บุคคลจะชื่อว่าชีวกหรืออชีวก คงตายเท่ากัน ถึงจะชื่อ ธนปาลีหรืออธนปาลี ก็เป็นทุคคตะได้เหมือนกัน ถึงจะชื่อ ปันถกะหรืออปันถกะ ก็หลงทางได้เหมือนกัน ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น ความสำเร็จเพราะชื่อมิได้มีเลย แต่ความสำเร็จมีได้เพราะการกระทำเท่านั้น"
ปัจจุบันนี้ มีค่านิยมเกี่ยวกับการเปลี่ยนชื่อของตัวเองใหม่ เพื่อให้รู้สึกว่าทันยุคทันสมัย มีการเปลี่ยนอักขระให้ตรงกับวันเดือนปีที่เกิดบ้าง ด้วยคิดว่าจะได้เป็นมงคล บางท่านถูกหมอดูทักว่าชื่อของตัวเองเป็นกาลกิณี จะทำให้เกิดวิบัติถึงขั้นเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ ต้องไปเปลี่ยนชื่อใหม่ จึงจะเป็นมงคล หรือ บางคนก็เปลี่ยนชื่อเป็นภาษาต่างประเทศบ้าง ปัญหาการเปลี่ยนชื่อใหม่นี้ เคยเกิดขึ้นในสมัยพุทธกาลเหมือนกัน

*ในสมัยพุทธกาล สามีภรรยาคู่หนึ่งเมื่อแต่งงานกันแล้ว ก็ได้พยานรักเป็นลูกชาย จึงตั้งชื่อให้ลูกว่า ปาปกะ ซึ่งแปลว่า คนบาป เพราะยังนับถือความเชื่อเก่าๆ อยู่ว่า ถ้าหากตั้งชื่อที่เป็นมงคลแก่ลูกชายคนโต ลูกอาจไม่ปลอดภัย อาจถูกอมนุษย์หรือภูตผีปีศาจมาทำร้ายถึงขั้นเสียชีวิตได้

เพราะฉะนั้น หนูน้อยปาปกะเมื่อได้ชื่ออันไม่เป็นมงคลแล้ว ก็มักจะถูกเพื่อนๆ คอยล้อเลียนเป็นประจำ ครั้นเติบโตขึ้น ก็ได้ตัดสินใจบวชถวายชีวิตในพระพุทธศาสนา เมื่อบวชแล้วพระอุปัชฌาย์อาจารย์ก็ยังตั้งฉายาให้ว่า ปาปโก เหมือนเดิม เมื่อถูกเพื่อนสหธรรมิกเรียกชื่อว่า มาเถิดอาวุโส ปาปกะ หยุดเถิด อาวุโส ปาปกะ ก็คิดว่า ผู้ที่มีชื่อว่า ปาปกะ เขากล่าวกันว่า ลามก เป็นตัวกาลกิณีเราต้องให้พระอุปัชฌาย์หาชื่อที่เป็นมงคลอย่างอื่น จึงเข้าไปปรึกษาพระอุปัชฌาย์ว่า ชื่อของผมไม่เป็นมงคลเอา เสียเลย ขอพระอุปัชฌาย์เมตตาตั้งชื่อที่เป็นสิริมงคลให้กระผมด้วยเถิด กระผมจะได้ไม่ถูกเพื่อนสหธรรมิกล้อเลียน

พระอุปัชฌาย์ก็แนะนำว่า ชื่อ เป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น ท่านไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ก็ได้ คนจะดีหรือเลว จะโง่หรือฉลาด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อ แต่ขึ้นอยู่กับคุณธรรม ความดี อยู่ที่การกระทำของบุคคลนั้นต่างหาก ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับชื่อ แต่ขึ้นอยู่กับความเพียรพยายาม เธอจงพอใจในชื่อของตนเถิด

เมื่อพระอุปัชฌาย์ไม่ยอมเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ ปาปกภิกษุก็ยังคงอ้อนวอนและยืนกรานที่จะเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ได้ ข่าวนี้จึงเกิดแพร่กระจายไปในหมู่สงฆ์ ภิกษุสงฆ์จึงนำเรื่องนี้มาสนทนากันในโรงธรรมสภา เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาถึง ตรัสถามเรื่องที่ภิกษุสงฆ์กำลังคุยค้างเอาไว้ ครั้นทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ปาปกภิกษุปรารถนา จะเปลี่ยนชื่อใหม่ แม้ในกาลก่อน เธอก็ปรารถนาจะเปลี่ยนชื่อของตัวเองใหม่เหมือนกัน" จากนั้นทรงนำเรื่องในอดีตมาเล่าให้ภิกษุสงฆ์ฟังว่า

ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ทำหน้าที่สอนมนต์ให้กับมาณพ ๕๐๐ คน ในเมืองตักสิลา มีลูกศิษย์ คนหนึ่งของท่าน พ่อแม่ตั้งชื่อให้ว่า ปาปกะ เมื่อรู้เดียงสาแล้ว ไม่พอใจชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้ จึงหาโอกาสที่จะเปลี่ยนอยู่หลายครั้ง แต่เพื่อนๆ หรือคนรู้จักมักคุ้นก็เรียกชื่อนี้กันจนคุ้นปากเสียแล้ว พอมามอบตัวเป็นลูกศิษย์ เล่าเรียนมนต์กับท่านอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ก็อยากได้ชื่อที่เป็นสิริมงคลบ้าง เลยเข้าไปขอให้อาจารย์ ตั้งชื่อให้ใหม่

อาจารย์เป็นคนฉลาด แทนที่จะกล่าวห้ามลูกศิษย์ไม่ให้เปลี่ยนชื่อตรงๆ ก็เกรงว่าลูกศิษย์จะไม่พอใจ จึงได้แนะนำว่า ให้ลองออกเดินทางไปแสวงหาชื่อที่คิดว่าเป็นมงคลตามชนบทสักอาทิตย์หนึ่งดู ก่อน ถ้าคิดว่าชื่อไหนเป็นมงคลแล้ว ก็จดจำเอาไว้ และให้นำมาบอก อาจารย์จะทำพิธีเปลี่ยนชื่อให้ใหม่

มาณพหนุ่มดีใจมากที่จะได้ชื่อใหม่ จึงรีบกลับไปที่พัก ตระเตรียมเสบียง แล้วออกเดินทางท่องเที่ยวไปตามพระนครและชนบททันที ระหว่างทาง มาณพเจอชายคนหนึ่งชื่อว่า ชีวกะ แปลว่าบุญรอด ตายลงเพราะโรคร้าย หมู่ญาติกำลังหามเขาไปที่ป่าช้าพอดี จึงถามว่า ชายผู้นี้ชื่ออะไร

หมู่ญาติตอบว่า "ชื่อว่าชีวกะ พ่อหนุ่ม" ชายหนุ่มสงสัยว่า ในเมื่อเขาชื่อชีวกะหมายถึงนายบุญรอด ทำไมเขาจึงไม่มีชีวิตรอดเหมือนชื่อตัวเองล่ะ

พวกญาติก็ตอบว่า จะชื่อว่าบุญรอดหรือไม่รอด ก็ไม่รอดพ้นจากความตายทั้งนั้น ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น ซึ่งครั้งแรกที่มาณพหนุ่มได้ฟังชื่อนี้ ก็อยากได้พอดี แต่เมื่อได้เห็นได้ฟังแล้ว รู้สึกว่าลางไม่ดีเสียแล้ว ชักไม่ค่อยเป็นมงคล จึงเดินทางไปหาชื่อใหม่ เมื่อเดินทางต่อไป พร้อมกับความคิดที่จะเปลี่ยนชื่อให้ตัวเองอย่างไรดี ในที่สุดก็สรุปว่าตนอยากรวยเป็นเศรษฐี ถ้างั้นเศรษฐีก็ต้องมีชื่อเกี่ยวกับความมั่งมี จึงจะเป็นสิริมงคล เลยตั้งชื่อให้ตัวเองว่า ธนบาล

ในระหว่างทางเห็นพวกนายทุน กำลังเฆี่ยนตีนางทาสี ชื่อว่า ธนปาลี ด้วยเชือกที่ประตู เพราะว่านางไม่ยอมจ่ายดอกเบี้ย มาณพหนุ่มเกิดความสงสัย ก็เลยถามว่า ในเมื่อนางชื่อธนปาลี แล้วทำไมจึงไม่มีทรัพย์ให้กับพวกท่านล่ะ พวกนายทุนตอบว่า ชื่อธนปาลีเป็นเพียงการสมมติกันขึ้นมา แต่นางยากจน แม้เพียงดอกเบี้ยจะใช้คืนก็ไม่มี จะชื่อธนปาลีหมายถึงคนมั่งมีก็ดี จะชื่อ อธนปาลี หมายถึงคนจนก็ดี ต่างก็เป็นคนเข็ญใจได้ทั้งนั้น

มาณพหนุ่มฟังแล้วเกิดได้คิด ก็เลยล้มเลิกความคิดว่าจะชื่อ ธนบาล แต่ยังไม่ลดละความตั้งใจที่จะหาชื่อที่เป็นมงคล เขาออกเดินทางต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับขบคิดหาชื่อเป็นร้อยๆ ชื่อทีเดียว บังเอิญว่าไปพบคนแปลกหน้า ซึ่งกำลังหลงทาง พอตัวเองบอกหนทางแล้ว จึงอยากตั้งชื่อว่า ปันถกะ แปลว่า ผู้ชำนาญในเส้นทาง แต่ก่อนจากกัน ได้ไต่ถามคนหลงทางว่า ชื่ออะไร เผื่อว่ามีโอกาสพบกันครั้งต่อไป จะได้ทักทายกันได้ถูกต้อง พอทราบว่าชื่อปันถกะเท่านั้นแหละ มาณพหนุ่มก็อึ้งไปชั่วครู่ พร้อมกับสอนตัวเองว่า จะชื่อปันถกะหรืออปันถกะก็หลงทางได้เหมือนกัน จึงรู้สึกปล่อยวางในเรื่องที่จะตั้งชื่อใหม่

จากนั้นก็เดินทางกลับไปหาพระโพธิสัตว์ กราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ธรรมดาคนเราถึงจะชื่อว่าชีวกหรืออชีวก คงตายเท่ากัน ถึงจะชื่อ ธนปาลี หรืออธนปาลี ก็เป็นมหาทุคคตะได้เหมือนกัน ถึงจะชื่อปันถกะหรืออปันถกะก็หลงทางได้เหมือนกัน ชื่อเป็นเพียงบัญญัติสำหรับเรียกกันเท่านั้น ความสำเร็จเพราะชื่อ มิได้มีเลย ความสำเร็จมีได้เพราะการกระทำเท่านั้น พอกันทีเรื่องชื่อสำหรับกระผม กระผมขอใช้ชื่อปาปกะตามเดิมดีกว่า

ราจะเห็นว่า ชื่อเป็นเพียงสรรพนามใช้เรียกขานกันเท่านั้นเอง ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปเสียเวลาเปลี่ยนใหม่ การไม่เปลี่ยนชื่อใหม่ นอกจากจะได้ชื่อว่าไม่หลงไปตามกระแสนิยม ไม่งมงายในเรื่องฤกษ์ยาม ไม่เอาชื่อตัวเองมาทำให้ตัวสับสนแล้ว ยังเป็นการแสดงความเคารพต่อพ่อแม่ที่ตั้งชื่ออันทรงเกียรติให้กับเราอีกด้วย ให้พอใจในชื่อที่เรามีอยู่
หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนชื่อใหม่ให้ยุ่งยากเสียเวลา เอาเวลาไปทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ คือ สั่งสมบุญเพิ่มเติมให้กับตัวเองเอาไว้มากๆ จะดีกว่า เพราะการจะประสบความสำเร็จ ในชีวิตหรือไม่นั้น อยู่ที่ได้เคยสั่งสมบุญเก่ามาดีหรือไม่ อีกทั้ง จะชื่ออะไรก็ตาม ถ้าเราหมั่นคิด พูด ทำแต่สิ่งที่ดีๆ ทำความดีจนคุ้น แล้วความเป็นสิริมงคลก็จะบังเกิดขึ้นกับเราเอง

พระธรรมเทศนาโดย : พระราชภาวนาวิสุทธิ์ (ไชยบูลย์ ธมฺมชโย)
*มก. นามสิทธิชาดก เล่ม ๕๖ หน้า ๓๗๐

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นตรี สอบในสนามหลวง วันอังคาร ที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๕๒

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร

ปัญหาและเฉลยวิชาอนุพุทธประวัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘