ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

ยศช้างขุนนางพระ มีเพื่อเชิดชูคนดีและคว่ำบาตรคนชั่ว?

ยศช้างขุนนางพระ  สำนวนนี้เมื่อคนยุคใหม่ได้ยินแล้วคงไม่คุ้นหู หรือเข้าใจถึงความหมายที่ชัดเจน รวมทั้งที่มาที่ไปว่าเกิดสำนวนนี้มาได้อย่างไร วันนี้ที่นึกถึงอยากจะนำสำนวนนี้ขึ้นมาพูดคุยถึง น่าจะเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันนี้มีข่าวเกี่ยวกับการแต่งตั้งสมณศักดิ์สำคัญ ของวงการคณะสงฆ์ นั่นคือการแต่งตั้งตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช

ตำราคชลักษณะ
ทีมา: https://goo.gl/6Bx3O3
ทีมา: https://goo.gl/6Bx3O3
       ยศช้างขุนนางพระ หมายถึง เกียรติยศชื่อเสียงซึ่งผู้รับมิได้รู้สึกว่าเป็นประโยชน์แก่ตน มาจากในสมัยก่อน ช้าง เป็นสัตว์สำคัญ จึงได้รับการยกย่องแต่งตั้งให้มียศ แต่ก็ไม่ได้ทำให้ช้างเปลี่ยนไป ส่วน พระภิกษุ ซึ่งถือเป็นผู้สืบทอดพระศาสนจึงมีการถวายสมณศักดิ์ แต่พระภิกษุก็ไม่ได้หวั่นไหว ยังคงยึดมั่นในพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด ยศช้างขุนนางพระ จึงถือว่าเป็นยศที่ไม่ได้ทำให้ผู้รับมีอำนาจเหมือนยศทหารหรือขุนนาง
       สมณศักดิ์ ว่ากันตามตำรับตำรา (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕) หมายความว่า ยศพระสงฆ์ที่ได้รับพระราชทานมีหลายชั้น แต่ละชั้นมีพัดยศเป็นเครื่องกำหนด อาจกล่าวได้ว่า สมณศักดิ์ คือบรรดาศักดิ์ หรือยศที่พระมหากษัตริย์พระราชทานแก่พระสงฆ์ผู้ประพฤติดี ประพฤติชอบให้ดำรงมั่นอยู่ในสมณเพศ เพื่อเป็นกำลังสืบต่ออายุพระพุทธศาสนา และเพื่อให้การปกครองคณะสงฆ์เป็นไปโดยเรียบร้อย เพราะการที่พระสงฆ์รูปใดได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ ย่อมได้รับมอบหมายภาระหน้าที่ในการปกครองหมู่คณะแห่งสงฆ์ไปพร้อมกันด้วย

พัดยศ เป็นเครื่องประกอบสมณศักดิ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระบรมราชานุญาตให้สร้างขึ้น
เพื่อถวายแก่พระสังฆาธิการในโอกาสรับพระราชทานสมณศักดิ์
ที่มา: https://goo.gl/dwBOQd
       เรามาศึกษากันค่ะว่า สมณศักดิ์มีความเป็นมาอย่างไร
       ขอพูดถึงตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลยแล้วกันนะค่ะ สมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าได้ทรงใช้จิตวิทยาในการปกครองพระสงฆ์สาวก โดยการยกย่องผู้ที่ควรยกย่อง ป้องปรามผู้ที่ควรป้องปราม ดัง จะเห็นได้จากทรงยกย่องพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะเป็นพระอัครสาวก ฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา และทรงตั้งเอตทัคคะ (ผู้เป็นเลิศหรือยอดเยี่ยมในด้านใดด้านหนึ่ง) กล่าวคือ ทรงยกย่องพระสาวกอีกส่วนหนึ่งว่ามีความเป็นเลิศในด้านต่างๆ ด้วยพุทธวิธี อย่างไรก็ตาม กรณีดังกล่าวยังมิได้ถือว่าเป็นสมณศักดิ์
       เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว เพื่อสามารถสืบทอดเจตนารมณ์ของพระพุทธศาสนา พระประมุขแห่งประเทศต่างๆ ที่นับถือพุทธศาสนา จึงได้มีการพระราชทานสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์ โดยปรากฏหลักฐานว่ามีการพระราชทานสมณศักดิ์ และพัดยศพร้อมทั้งเครื่องประกอบสมณศักดิ์อื่นๆ ประเทศต่างๆ ได้รับแบบอย่างมาจากประเทศศรีลังกา

ที่มา: https://goo.gl/M8lcOh

       สำหรับประเทศไทยนั้นระบบสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ เริ่มใช้ตั้งแต่สมัยสุโขทัยรัชสมัยพระมหาธรรมราชลิไทย พระองค์ได้โปรดให้ราชบัณฑิตไปอาราธนาพระมหาสามีสังฆราชมาแต่ลังกา เพื่อให้ประกาศพระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ในกรุงสุโขทัย พระมหาสามีสังฆราชคงจะได้ถวายพระพรให้พระมหาธรรมราชาลิไท ทรงตั้งสมณศักดิ์ ถวายแด่พระสงฆ์ ตามราชประเพณีที่ถือปฏิบัติในประเทศลังการะบบสมณศักดิ์ในสมัยสุโขทัยไม่สลับซับซ้อนเพราะมีเพียง ๒ ระดับชั้นเท่านั้น คือ พระสังฆราชและพระครู
       ส่วนในสมัยอยุธยาระบบสมณศักดิ์ได้รับการปรับให้มีระดับชั้นเพิ่มขึ้นเป็น ๓ ระดับ คือ สมเด็จพระสังฆราช พระสังฆราชคณะหรือพระราชาคณะและพระครู
      ชั้นยศสมณศักดิ์ของพระสงฆ์ไทยได้เพิ่มขึ้นตามกาลสมัย และความจำเป็นในด้านการปกครองคณะสงฆ์ ซึ่งทำเนียบสมณศักดิ์ของพระสงฆ์แห่งราชอาณาจักรไทยในปัจจุบัน ดังนี้

1. สมเด็จพระสังฆราช 1 พระองค์
2. สมเด็จพระราชาคณะ 8 รูป
3. พระราชาคณะเจ้าคณะรอง 23 รูป
4. พระราชาคณะชั้นธรรม 50 รูป
5. พระราชาคณะชั้นเทพ 100 รูป
6. พระราชาคณะชั้นราช 210 รูป
7. พระราชาคณะชั้นสามัญ 510 รูป
8. พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี-โท-เอก-พิเศษ(ไม่จำกัดจำนวน)
9. พระครูฐานานุกรม ตั้งได้ตามจำนวนที่ปรากฏในสัญญาบัตรของพระราชาคณะ
10. พระครูประทวนสมณศักดิ์ (พระครูผู้อุปการะการศึกษา)(ไม่จำกัดจำนวน)
11. พระเปรียญ ป.ธ.9 - ป.ธ.8 - ป.ธ.7 - ป.ธ.6 - ป.ธ.5 - ป.ธ.4 - ป.ธ.3

       แต่เดิม การพิจารณาแต่งตั้งและเลื่อนสมณศักดิ์แก่พระสงฆ์เป็นพระราชอำนาจและเป็นพระ ราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ เมื่อทรงเห็นหรือทรงทราบด้วยพระเนตรพระกรรณว่า พระภิกษุรูปใดมีความรู้ ความเชี่ยวชาญในพระไตรปิฏก มีศิลาจารวัตรน่าเลื่อมใส มีความสามารถในการปกครองหมู่คณะให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งยังเป็นศูนย์รวมแห่งศรัทธาของประชาชนแล้วก็จะพระราชทานสมณศักดิ์เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจในการจะได้ช่วยกันจรรโลงพระพุทธศาสนาสืบไป (สมณศักดิ์, http://goo.gl/m555M4)

รายนามสมเด็จพระราชาคณะ 8 รูปในปัจจุบัน (เมษายน พ.ศ. 2559)

สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ)
ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช
กรรมการมหาเถรสมาคม 

เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ 
(มหานิกาย)
สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (มานิต ถาวโร)
กรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม วรวิหาร กรุงเทพมหานคร 
(ธรรมยุติ) 


สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร)
รองแม่กองงานพระธรรมทูต รูปที่ 1 กรรมการมหาเถรสมาคม
 เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร 
(ธรรมยุติ)

สมเด็จพระวันรัต (จุนท์ พฺรหฺมคุตฺโต) 
เจ้าคณะใหญ่คณะธรรมยุต กรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร (ธรรมยุติ)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (วีระ ภทฺทจารี)
กรรมการมหาเถรสมาคม
 เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร 
กรุงเทพมหานคร (มหานิกาย)
สมเด็จพระธีรญาณมุนี (สมชาย วรชาโย)
รองแม่กองธรรมสนามหลวง รูปที่ 1 ฝ่ายนักธรรม

เจ้าคณะภาค 1-2-3-12 และ 13  กรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร (ธรรมยุต) 

สมเด็จพระพุทธชินวงศ์ (สมศักดิ์ อุปสโม)
เจ้าคณะใหญ่หนกลาง กรรมการมหาเถรสมาคม
 เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร (มหานิกาย)
สมเด็จพระพุฒาจารย์ (สนิท ชวนปญฺโญ) 
ประธาน ศตภ. หัวหน้าพระธรรมทูต สายที่ 5 
เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม
เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร กรุงเทพมหานคร (มหานิกาย)
       ในเรื่องการมีสมณศักดิ์ในวงการสงฆ์นั้น เราปุถุชนอย่ามองว่าเป็นเรื่องเสียหาย แล้วกล่าววิพากษ์วิจารณ์ว่าพระท่านไม่ละกิเลส ยึดติดตำแหน่ง แต่เมื่อพิจาณาข้อมูลดังที่กล่าวข้างต้น นั้นเราจะเห็นได้ชัดเจนถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของตำแหน่ง หรือสมณศักดิ์พระมหากษัตริย์พระราชทานให้นั้น มีไว้เพื่อให้คณะสงฆ์มีการปกครองเป็นไปโดยเรียบร้อย เป็นการข่มคนที่ควรข่ม ยกย่องคนที่ควรยกย่อง ซึ่ง การได้ยศของพระไม่ต่างจากช้าง คือแม้ได้มาก็มิได้หลงมัวเมา ยังทำหน้าที่ตนเองตามปกติ ถึงเวลามีสงครามช้างก็ออกรบด้วยความกล้าหาญ พระภิกษุสงฆ์เองก็มีเจตนาบริสุทธิ์กับประชาชนในการเผยแผ่และรักษาคำสอนพระ ธรรมวินัยไว้ให้ยาวนาน หรือสมณศักดิ์เป็นดุจดั่งเกลียวทองที่ร้อยเรียงดอกไม้ที่กระจัดกระจายให้เป็นระเบียบดอกไม้ที่สวยงาม 
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page