ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

ย้อนมอง 4 สิ่งที่ Apple เปลี่ยนโลกไปตลอดกาล

40-years-4-changes
บทความพิเศษเนื่องในโอกาส 40 ปี ครบรอบการก่อตั้ง Apple ในตอนนี้ทีมงาน MacThai จะพาทุกท่านไปชม 4 สิ่งที่ Apple เปลี่ยนโลกนี้ไปตลอดกาล หลายเรื่องอาจจะเป็นสิ่งที่หลายคนรู้แล้ว และหลายเรื่องก็อาจจะยังไม่รู้มาก่อน วันนี้ทีมงาน MacThai จะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของ Apple
pc-industry-apple

1. Apple เปลี่ยนนิยามของคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล

ย้อนกลับไปในยุคที่คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องคำนวนขนาดใหญ่ และถูกพัฒนามาเรื่อยๆ จนมีขนาดเล็กลง แต่คนทั่วไปก็ยังคงคิดว่าคอมพิวเตอร์คือเครื่องมือของนักวิจัย นักธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ หรือแม้กระทั่วเป็นเครื่องมีที่ใช้ในการทหาร ด้วยวิธีการใช้งานที่น่าเบื่อของมันคือการพิมพ์คำสั่งลงบนหน้าจอสีเขียวๆ ด้วยภาษาแปลกๆ ที่น้อยคนจะเข้าใจ คอมพิวเตอร์จึงกลายเป็นเครื่องมือที่ดูไม่เป็นมิตร และไม่มีเหตุผลเลยที่จะนำสิ่งนี้ไว้ในบ้าน
Steve Jobs และ  Steve Wozniak ในโรงรถของพ่อ Jobs
Steve Jobs และ  Steve Wozniak ในโรงรถของพ่อ Jobs
ในยุคแรกของ Apple นั้น Steve Jobs และ Steve Wozniak ได้สร้าง Apple Computer หรือ Apple I ขึ้นมา เป็นคอมพิวเตอร์ง่ายๆ ที่มีตัว Body ไม้ ต่อออกไปยังหน้าจอ TV ในตอนนั้น Jobs และ Woz ได้เรียนรู้การทำคอมพิวเตอร์มาจากชมรมคอมพิวเตอร์ทำเองที่บ้าน จนในที่สุด Apple Computer ก็ได้วางขาย
จากนั้น Apple ก็พัฒนา Apple II ที่มาพร้อมหน้าจอ แกะกล่องแล้วสามารถใช้งานได้เลย Apple II ได้รับความนิยมในรูปแบบ “เครื่องคำนวน” เขียนโปรแกรมง่ายๆ ให้ประมวลผลออกมา ทำให้เราแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ได้ง่ายขึ้น จนถูกนำไปเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ใน โรงเรียน โรงพยาบาล หรือออฟฟิศ
Apple พัฒนามาเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ด้วยการนำความแปลกใหม่มาสู่ตลาดเรื่อยๆ ทำให้ Apple เริ่มถูกจับตามอง เรื่องราวบางส่วนได้ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร New Yorker ในปลายปี 1977
ผู้คนได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จากสื่อมาโดยตลอด แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้ว่าคอมพิวเตอร์ทำอะไรได้บ้าง ตอนนี้เป็นครั้งแรกที่ทุกคนจะได้เข้าถึงคอมพิวเตอร์ พวกเขาสามารถซื้อมันได้ในราคาเดียวกับเครื่องเล่นเพลง พวกเขาจะได้เรียนรู้มัน และรู้วิธีการสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยตัวเอง
ในช่วงนั้นผู้คนได้รู้จักคอมพิวเตอร์มากขึ้น ต่อมาในปี 1979 “ซอฟแวร์” หน้าตาใหม่ๆได้ออกมาให้เห็นเยอะขึ้น หนึ่งในนั้นคือโปรแกรมบัญชี VisiCalc คล้ายกับ Excel ในปัจจุบัน ทำให้บรรดาเจ้าของร้านค้าเล็กๆ ทั้งหลายเริ่มใช้ Apple II ทำบัญชีแทนการทำบัญชีด้วยมือมากขึ้น
Lotus 1-2-3 โปรแกรมจัดการเอกสารตาราง
Lotus 1-2-3 โปรแกรมจัดการเอกสารตาราง
ไม่นานหลังจากนั้น Jobs ได้ไปศูนย์วิจัย Xerox ใน Palo Alto และค้นพบ Graphic User Interface หน้าจอขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่นด้วยเทคโนโลยีที่เรียกว่า bitmap (มองแต่ละจุดของหน้าจอเป็นพิกเซล ทำให้โปรแกรมเมอร์สั่งให้แต่ละพิกเซลบนหน้าจอแสดงผลอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ) ซึ่งทำให้เขาได้เห็น ไอคอนรูปต่างๆ ตั้งแต่แฟ้มงาน จนถึงถังขยะ พวกเขาสามารถลบไฟล์ด้วยการลากลงถังขยะ โดยใช้เมาส์
Xerox ก็ไม่สามารถนำเทคโนโลยีนี้ออกสู่ตลาดได้ด้วยข้อจำกัดหลายๆ อย่าง แต่เมื่อ Jobs มองเห็นสิ่งเหล่านี้แล้วเขาก็รู้ทันทีว่า คอมพิวเตอร์รุ่นต่อไปจะเป็นอย่างไร การใช้งานคอมพิวเตอร์ในระดับส่วนบุคคลมี มากขึ้นเรื่อยจนมาถึงในวันที่ Apple จะเปลี่ยนนิยามที่ทุกคนมองคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล

Macintosh

Apple ใช้เวลาหลายปีสร้างสิ่งที่จะปฏิวัติวงการคอมพิวเตอร์ไปตลอดกาล ในช่วงนั้นมีกระแสที่ว่า เทคโนโลยีจะเข้ามาผูกมัดกับชีวิตของพวกเราเกิดความจำเป็น ซึ่ง Apple ก็ได้นำประเด็นนี้มาสร้างเป็น โฆษณาชุด 1984
Steve Jobs จริงจังกับโปรเจค Macintosh มาก ในช่วงนั้นผู้คนกำลังตื่นเต้นกับ IBM PC ที่เป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลจาก IBM แต่ Jobs ก็บอกว่า ไม่มีใครอยากซื้อเมนเฟรมย่อส่วนของ IBM และเดินหน้าทำ Maintosh ต่อไป แต่จุดขายหลักของ IBM ก็คือมาพร้อมกับ Microsoft DOS ผลงานของ Bill Gates ทำให้ผู้ใช้ไม่ต้องมาปวดหัวกับการเขียนโปรแกรมเอง และใช้โปรแกรมสำเร็จรูปบางส่วนที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการได้
ธงโจรสลัดที่ใช้ในทีมงาน Macintosh
ธงโจรสลัดที่ใช้ในทีมงาน Macintosh
ทีมงาน Macintosh ทำงานกันหนักมากจนคลั่ง จนต้องแขวนธงโจรสลัดไว้ เพื่อลดความกดดัน เมื่อ IBM เริ่มประสบความสำเร็จในการครองตลาด PC ยุคใหม่ Jobs ให้ความสำคัญกับ Macintosh มากจนลืมทีมอื่นๆ ใน Apple ทุกอย่างถูกทุ่มเทให้กับ Macintosh จนในที่สุดพวกเขาก็พร้อมที่จะเปิดตัว Macintosh ในปี 1984
Steve Jobs กับ คอมพิวเตอร์ที่ถูกทำให้เชื่องสำหรับผู้ใช้งานทุกคน ตั้งแต่เด็กยันนักธุรกิจ
Steve Jobs กับ คอมพิวเตอร์ที่ถูกทำให้เชื่องสำหรับผู้ใช้งานทุกคน ตั้งแต่เด็กยันนักธุรกิจ
Macintosh ประสบความสำเร็จอย่างสวยงามหลังเปิดตัว ในราคาที่หลายคนสามารถเข้าถึงได้ ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆอย่าง ส่วนติดต่อผู้ใช้งานแบบกราฟฟิก, เมาส์, ซอฟแวร์ประยุกต์ที่ช่วยให้สิ่งที่น่าสนุกได้เช่น เล่นหมากรุกกับคอมพิวเตอร์ หรือวาดรูปด้วย MacPaint เท่ากับว่า Apple ได้เปลี่ยนนิยามของ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลไปตลอดกาล 

music-industry-apple

2. Apple ปฏิวัติวงการเพลง เริ่มต้นในปี 2001

ในยุคที่เพลงแบบดิจิตอลกำลังมาแรง Jobs มองว่าเครืองเล่นเพลงที่มีขายในยุคนั้นใหญ่เกะกะ จุเพลงน้อย แล้วก็มีเครื่องเล่นเพลงบางประเภทที่ต้องพกแผ่น CD ติดตัว ​ซึ่ง Jobs มองว่าเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาควรจะติดตัวเราไปไห้ทุกที่โดยไม่รู้สึกน่า รำคาญ
Apple กำลังท้าทายยักษ์ใหญ่ในวงการอย่าง Sony เจ้าของเครื่องเล่นเพลง WalkMan ตอนนั้นบรรดาค่ายเพลงต้องปวดหัวกับปัญหาลิขสิทธิ์เพลง ในยุคนั้น มีสิ่งที่เรียกว่า Napster จาก Sean Parker นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง (ที่ในช่วงหลังมีส่วนร่วมในการพัฒนา Facebook กับ Mark Zuckerberg) ทำให้เราโหลดเพลงที่อยากฟังไปฟังใน WalkMan โดยไม่ต้องเสียเงิน
Mac จะมีซอฟแวร์ที่ชื่อว่า iTunes ในการจัดการเพลง ไม่ว่าจะเป็นการ rip ออกมาจากแผ่น CD สร้างเป็น playlist ที่ชื่นชอบไว้ฟังในขณะทำงาน Jobs และ Apple ก็คิดว่านี่แหละที่เป็นโอกาสทองของ Apple ได้เวลาที่ Apple จะทำเครื่องเล่นเพลงเป็นของตนเองซักที
Apple ต้องสร้างเครื่องเล่นเพลงที่แตกต่างจาก MP3 ทุกรุ่นในตลาด ผู้ใช้ต้องเลือกเพลงที่ตัวเองจะฟังได้ (ไม่ใช่แค่กด next ไปเรื่อยๆ) เครื่องเล่นเพลงต้องดูไม่เป็นส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์ คือลดการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ให้น้อยที่สุด
Jon Rubinstein วิศวกรใน Apple เดินทางเพื่อค้นหาสิ่งที่จะมาประกอบเป็นเครื่องเล่นเพลง เขาพบฮาร์ดดิสก์จาก Toshiba ที่มีขนาดเล็กมากๆ และบางเบา แต่มีความจุถึง 5 GB มากพอที่จะจุเพลงได้เป็นพันเพลง ในขณะที่เครื่องเล่นเพลงรุ่นอื่นๆ จุได้แค่แผ่นซีดีสองสามแผ่น อีกหนึ่งคนที่เข้ามามีบทบาทก็คือ Tony Fadell พวกเขานำฮาร์ดดิสก์ 5 GB ตัวนี้มาเป็นศูนย์กลางในการออกแบบ เพราะมันคือสิ่งที่เป็นชิ้นเป็นอันที่สุดที่พวกเขามี พวกเขาตั้งชื่ออุปกรณ์นี้ว่า iPod
ipod
Jony Ive นักออกแบบมากฝีมือของ Apple ได้ร่วมกับทีมออกแบบสร้างสิ่งที่เรียกว่า Click Wheel ซึ่งเป็นวงล้อที่หมุนตามเข็มหรือทวนเข็มนาฬิกาก็ได้ เมื่อหมุน มันจะเป็นการ scroll ผ่านรายชื่อเพลงทั้งหมดที่พวกเขามี โดยที่ไม่มีเครื่องเพลงเพลงรุ่นใดทำได้มากก่อน เพราะ iPod จุเพลงได้มากกว่า 1,000 เพลง การกดอักษรขึ้นลงกว่าพันครั้งเพื่อเลื่อนดูรายชื่อเพลงต่างๆ จึงเป็นวิธีที่แย่มาก
Steve Jobs เปิดตัว iPod ในปี 2001 ในราคา 399 เหรียญ ซึ่งสูงมาก และขายได้แค่ 15,000 เครื่อง ใน 3 เดือนแรก แต่คนชอบใช้ iPod ร่วมกัน iTunes ที่ทำให้พวกเขา rip เพลงจากแผ่น CD และนำไปลง iPod ที่มีเมนูสวยงาม เลือกฟังตาม Playlist, ศิลปิน หรือ เลือกเพลงที่จะฟังทีละเพลงก็สามารถทำได้ และเมื่อโลกเริ่มเปิดใจยอมรับ iPod รุ่นใหม่ๆ ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

iTunes Store

Steve Jobs มองว่า อัลบั้มเพลงมีเพลงที่คนอยากฟังจริงๆอยู่แค่ 1-2 เพลง ที่เหลือเป็นการเอาใส่มาให้เต็ม ผู้ใช้ต้องยอมซื้อเพื่อที่จะมา rip เพลง เพลงเดียวลงใน iTunes เป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง Steve Jobs อยากขายเพลงเป็นเพลง แต่ก็ถูกค่ายเพลงปฏิเสธ Jobs ต้องพยายามเอาใจค่ายเพลงจนค่ายเพลงก็ยอมใจอ่อน
itunes-first-gen
iTunes Music Store ให้บริการในปี 2003 และขายเพลงเป็นรายเพลงด้วยราคาไม่ถึงหนึ่งเหรียญ ทำให้สามารถเลือกซื้อเพลงได้อย่างอิสระ จนทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า การขายเพลงแบบออนไลน์ทำได้จริง iTunes Store ยังคงเปิดบริการมาจนถึงปัจจุบัน

phone-industry-apple

3. iPhone ปฏิวัติวงการโทรศัพท์ตั้งแต่ 2007

BlackBerry คือ smartphone ยอดฮิตในอเมริกา ตามมาด้วย Nokia และ Motorola ซึ่งภาพลักษณ์ของ smartphone คือนักธุรกิจที่คอยติดตามหุ้น ส่งอีเมล อ่านเอกสาร และทำตัวล้ำๆ ตลอดเวลา ส่วนคนทั่วไปก็ตั้งนาฬิกาปลุก เล่นอินเตอร์เน็ตผ่านจอเล็กๆ ถ่ายรูปเบลอๆ บน feature phone ต่อไป ไม่มีใครรู้ตัวว่าเขาต้องการโทรศัพท์ที่มีความสามารถเกือบจะเทียบเท่ากับ คอมพิวเตอร์
Motorola กับ iTunes Player
Motorola กับ iTunes Player
ก่อนหน้านี้ Apple เคยปล่อยให้ Motorola ทำสิ่งที่เรียกว่า iPod Phone คือเป็นโทรศัพท์ Motorola แต่มีเมนู iPod แทนเครื่องเล่นเพลงปกติ ซึ่งผลออกมาก็ไม่ดีเท่าไหร่ เพราะฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ยังทำโดย Motorola ตอนแรก Apple ไม่ยอมทำโทรศัพท์เพราะ Jobs เกลียดผู้ให้บริการเครือข่าย
Jobs มองว่า smartphone ใช้ยากและไม่ฉลาด ส่วน feature phone ใช้ง่าย แต่มีข้อจำกัดเยอะ Jobs ตั้งเป้าว่า iPhone จะต้องเป็นโทรศัพท์ที่ล้ำสมัยและใช้งานง่ายที่สุด Jony Ive นักออกแบบประจำ Apple ได้ทำ mock up จากโฟมของโทรศัพท์ไว้หลายแบบด้วยกัน สุดท้าย iPhone ก็ออกมามีรูปร่างที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ และมีปุ่มเดียว ที่เรียกว่า Home
ปุ่มนั้นเป็นอะไรที่ไม่จำเป็นมาก หน้าจอควรจะเปลี่ยนไปตามการใช้งานของแต่ละโปรแกรมสิ เราก็เลยทำจอใหญ่ๆ
Jobs พูดในงานเปิดตัว iPhone ปี 2007 โทรศัพท์ที่มีขนาดหน้าจอกว้างกินพื้นที่เกือบทั้งหมดของด้านหน้าคือสิ่งที่ หลายคนไม่เคยเห็น จากนั้น Jobs แนะนำสิ่งที่เรียกว่า Multi touch ซึ่งทำงานเหมือน iPhone เป็นของวิเศษ และได้สาธิตการใช้งาน iPhone ด้วยการ ปัดนิ้วขึ้นเพื่อเลื่อนอย่างเป็นธรรมชาติ หรือใช้นิ้วถ่างเพื่อซูมดูรูป และท้ายที่สุดก็คืออินเทอร์เน็ต โดย Jobs แสดงการเปิดหน้าเว็บ อ่านข้อความ และการใช้งานอื่นๆ
Techbits
iPhone ได้ขึ้นปก TIME ในฐานะ Best Invention of 2007 หรือ สุดยอดงานประดิษฐ์แห่งปี จากนั้น Apple ก็กลายเป็นผู้นำในธุรกิจ smartphone และหลังจากที่ Apple เปิดตัว iPhone ในปี 2007 ก็ได้มีโทรศัพท์รุ่นใหม่ๆที่หน้าตา คล้าย iPhone คือ มีขนาดหน้าจอใหญ่ และจัดเรียงเมนูในลักษณะของ Home Screen ขึ้นมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็นหน้าตาของ smartphone ในยุคปัจจุบันนั่นเอง
cloud-industry-apple

4. iCloud ยก​ Digital Hub ขึ้นสู่ Cloud

ยุคที่ Mac เป็นสุดยอดของคอมพิวเตอร์ Jobs เรียกมันว่า Digital Hub ทุกคนมีกล้องถ่ายรูป ทุกคนมี iPod ทุกคนมีอุปกรณ์ที่ต้องเชื่อมต่อไปที่ Mac ทำให้มีซอฟแวร์เกิดขึ้นมามาย ไม่ว่าจะเป็น iTunes, iMovie, iPhoto ที่เป็นศูนย์กลางในชีวิตในยุค digital
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เรามี iPhone, iPad ที่ล้วนแล้วแต่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ ผู้ใช้ต้องการให้รูปที่ถ่ายใน iPhone ปรากฏอยู่ใน iPad ด้วย หรือต้องการให้เพลงที่ซื้อจาก iTunes บน Mac โหลดลงในอุปกรณ์ทุกตัวอัตโนมัติ หรือแม้กระทั่งเรื่องง่ายๆ อย่างรายชื่อ ในเมื่อเราเพิ่มรายชื่อผู้ติดต่อใน iPhone ทำไมเรายังต้องก็อปไปใส่ใน Mac อีกครั้ง
ช่วงนั้น Cloud จะเป็นสิ่งที่ใหม่และนิยมใช้ในองค์กรที่ต้องทำงานร่วมกัน เช่น Microsoft Exchange ซึ่งเป็น Cloud สำหรับองค์กร ที่เปิดให้ทำการ sync อีเมล, รายชื่อ ระหว่างอุปกรณ์ต่างๆ Jobs ต้องการให้บริการเหล่านี้ใช้งานได้กับคนทั่วไป จึงออกบริการที่มีชื่อว่า MobileMe ซึ่งมีค่าบริการ 99 เหรียญต่อปี และทำงานไม่ต่างจาก Microsoft Exchange เท่าไหร่ ผู้ใช้งานทั่วไปจึงไม่เห็นความสำคัญที่จะต้องจ่ายปีละ 99 เหรียญ เพื่อให้ contact ของตัวเอง sync กันระหว่างแต่ละอุปกรณ์ สรุปแล้ว MobileMe ก็ไม่เป็นที่นิยมicloud_music

iCloud

ในงานเปิดตัว iCloud นั้น Jobs แสดงให้เห็นถึงแนวคิดแบบ Cloud และได้ทดลองฟีเจอร์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การ sync ข้อมูล อีเมล, รายชื่อ, และปฏิทิน จนไปถึง เพลงใน iTunes, แอพใน App Store, หนังสือใน iBooks, เอกสาร iWorks, รูปภาพใน Photo และ การ backup ข้อมูลอัตโนมัติ  ทำให้คนทั่วไปมีเหตุผลที่จะใช้งาน iCloud มากยิ่งขึ้น และ iCloud ให้บริการฟรี
จากวันนั้น iCloud ก็มีความสามารถขึ้น ปัจจุบันเราสามารถใช้ iCloud เก็บเอกสารและไฟล์, รูปภาพ, รหัสผ่าน และอื่นๆ มากมาย และ Cloud ก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนทั่วไปใช้ชีวิตสะดวกขึ้น การ sync ข้อมูลไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์อีกต่อไป
apple-era-shift
Apple เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆของเทคโนโลยีเสมอ Apple คอยเป็นพลังที่ขับเคลื่อนโลกใบนี้สู่อนาคต นำมาซึ่งความสะดวกสบาย และเป็นการนำเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยให้กลายเป็นเรื่องปกติสำหรับทุกคน และนี่ คือสิ่งที่ Apple ทำมาตลอด 40 ปี
ทีมงาน MacThai ก็ เชื่อว่า Apple จะยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะทำให้ชีวิตของพวกเราสะดวกสบายยิ่งขึ้น และเป็นแรงบันดาลใจให้กับพวกเราในการทำสิ่งที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อ ไป

ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ กว่าจะเป็น Steve Jobs และ Keynote ของ Apple
เรียบเรียงโดย
ทีมงาน MacThai
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page