ค้นหาบล็อกนี้

กำลังโหลด...

ป้ายกำกับ

สาญจี พระสถูปที่บรรจุพระธาตุแห่งพระอัครสาวก

รูปภาพ

สาญจี พระสถูปที่บรรจุพระธาตุแห่งพระอัครสาวก

:b47: :b45: :b47:

พระสถูปสาญจี หรือมหาสถูปสาญจี (The Great Stupa of Sanchi)
เมืองโภปาล (Bhopal) สถูปเจดีย์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก


มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า กลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี
(Buddhist Monuments at Sanchi)

เปิดทำการให้สาธารณชนเข้าชมได้ในเวลา ๐๘.๐๐-๑๗.๐๐ น.

ปัจจุบันตั้งอยู่บนยอดเขา (สูงประมาณ ๙๑ เมตร) ในเขตหมู่บ้านสาญจี (Sanchi)
อำเภอไรเซ่น (Raisen) รัฐมัธยมประเทศ (Madhya Pradesh) ประเทศอินเดีย
โดยตั้งอยู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเมืองเวทิสา (Vidisha) ประมาณ ๙ กิโลเมตร
และห่างจากเมืองโภปาล (Bhopal) เมืองหลวงของรัฐมัธยมประเทศ
ทางทิศตะวันตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๔๖ กิโลเมตร
ตั้งอยู่ในเขตการเดินรถไฟเขตภาคกลาง

ณ ที่นี่เป็นดินแดนแห่งสถูป (เจดีย์) วัด วิหาร และเสาศิลาจารึก
สันนิษฐานว่า สถูปแห่งนี้ได้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐
ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่เดิมสร้างด้วยดิน
และได้มีการบูรณะเพิ่มเติมในสมัยราชวงศ์ศุงคะหรือประมาณพุทธศตวรรษที่ ๓-๔
ถูกค้นพบโดย “นายพลเทย์เลอร์ (Gen.Taylor)” นักโบราณคดีชาวอังกฤษ
ในปี พ.ศ. ๒๓๖๑ (ค.ศ. ๑๘๑๘) ซึ่งได้ค้นพบสถูปองค์ที่ ๑, ๒, ๓
พร้อมวิหาร และกุฏิที่พักสงฆ์ในบริเวณรอบๆ เป็นจำนวนมาก
แต่ทุกอย่างอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมเพราะถูกปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน
อีกทั้งยังถูกทำลายเป็นส่วนมากโดยพวกชาวบ้านนักล่าสมบัติ


ถึงแม้ว่าจะเป็นที่ทราบกันดีว่า พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างพระสถูปสาญจี
แต่องค์สถูปมีการซ่อมแซมหลายครั้งทำให้ไม่ทราบว่า สถูปองค์เดิมมีขนาดเท่าใด
แต่หลักฐานชิ้นสำคัญที่สร้างในสมัยของพระองค์ยังคงเหลืออยู่คือ
ซุ้มประตูทั้ง ๔ ทิศ และเสาศิลาจารึกอโศก ตั้งอยู่ข้างซุ้มประตูด้านทิศใต้

เมื่อนายพลโทเซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม (Sir Alexander Cunningham)
ผู้เชี่ยวชาญด้านโบราณคดีชาวอังกฤษ มาสำรวจที่สาญจี
พบว่าเสาศิลาจารึกอโศกมีสภาพสมบูรณ์ บนยอดเสามีสิงโต ๔ ตัว


หลังจากนั้นไม่นาน พวกคนเก็บภาษีที่ดินในท้องถิ่นได้มาทุบ
เอาไปทำเป็นแท่นบดอ้อย (เอาไปทำเป็นเครื่องหีบอ้อย)
นายพลโทคันนิ่งแฮมจึงไปนำเอามาไว้ที่เดิม
แต่เนื่องจากเสียหายมากไม่สามารถจะต่อได้ จึงวางไว้ใกล้ๆ กัน
เสาศิลาจารึกนี้ได้มีพระบรมราชโองการของพระเจ้าอโศกมหาราช
ถูกจารึกขึ้นเป็นภาษาสันสกฤตด้วยตัวอักษรพราหมี
(อ่านว่า พราม-มี) มีเนื้อความดังต่อไปนี้

“สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปริยทรรศี ผู้เป็นที่รักแห่งทวยเทพ
ได้มีพระบรมราชโองการให้ประกาศแก่มหาอำมาตย์ทั้งหลาย
ณ พระนครปาฏลีบุตร และ ณ นครอื่นๆ ว่า
ข้าฯ ได้กระทำให้สงฆ์มีความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแล้ว
บุคคลใดๆ จะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ก็ไม่สามารถทำลายสงฆ์ได้
ก็แลหากบุคคลผู้ใดจะเป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม
จักทำสงฆ์ให้แตกกัน บุคคลนั้นจักต้องถูกบังคับให้นุ่งขาวห่มขาว
และไปอาศัยอยู่ ณ สถานที่อื่น (นอกวัด)
พึงแจ้งสาส์นพระบรมราชโองการนี้ให้ทราบทั่วกัน
ทั้งในภิกษุสงฆ์และในภิกษุณีสงฆ์ด้วยประการฉะนี้”


ที่มาของชื่อ คำว่า “สาญจี” เป็นชื่อของหมู่บ้านที่องค์สถูปตั้งอยู่
รวมทั้งเป็นชื่อของสถานีรถไฟขนาดเล็กๆ แห่งหนึ่ง
(รถไฟขบวนยาวไม่จอดสถานีนี้ ยกเว้นเป็นสายสั้น
และรถขนาดเล็กวิ่งระหว่างเมืองต่อเมือง)
เมื่อมีการค้นพบองค์สถูปและโบราณสถานต่างๆ มากมายบนยอดเขา
จึงเรียกชื่อองค์สถูปตามหมู่บ้านนั้นว่า “สาญจี”
แต่ถ้าพูดถึงคำว่า “สาญจี” แล้ว คนอินเดียทั่วไป
จะหมายถึง องค์สถูป มากกว่าหมู่บ้าน และสถานีรถไฟ
ในคัมภีร์ปฐมสมันตปาสาทิกา ภาคที่ ๑
เรียกยอดเขาที่พระสถูปตั้งอยู่ว่า เจติยคีรี


พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างพระสถูปสาญจีแห่งนี้ขึ้น
ในสมัยที่เป็นอุปราชปกครองกรุงอุชเชนี
(ปัจจุบันคือเมืองอุชเชน
- Ujjain รัฐมัธยมประเทศ) ด้วยพระประสงค์สำคัญ ๔ อย่างคือ

๑. เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

๒. เพื่อบรรจุพระธาตุของพระอัครสาวกเบื้องขวา-ซ้าย
พระสารีบุตร ผู้เลิศด้วยปัญญา และพระมหาโมคคัลลานะ ผู้เลิศด้วยฤทธิ์
รวมทั้ง พระธาตุของพระสมณทูตอีก ๑๐ รูปที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนา
ภายหลังการทำสังคายนาพระไตรปิฎกฝ่ายเถรวาท ครั้งที่ ๓
ที่วัดอโศการาม เมืองปาฏลีบุตร ชมพูทวีป

๓. เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระราชโอรส “พระมหินทเถระ”
และพระราชธิดา “พระสังฆมิตตาเถรี” ที่ทรงส่งไปประกาศพระศาสนา
ณ ลังกาทวีป (ปัจจุบันคือ ประเทศศรีลังกา)

๔. เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่พระมเหสี พระนามว่า พระนางเวทิสา
ผู้มีถิ่นกำเนิดที่สาญจีแห่งนี้ และเป็นพระราชมารดา
ของพระมหินทเถระ และพระสังฆมิตตาเถรี


ปัจจุบันพระสถูปสาญจีอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ มั่นคงถาวร
เป็นโครงสร้างหินเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย
มีลักษณะเป็นรูปกลม “ทรงโอคว่ำ” ถือเป็นรูปแบบที่เก่าแก่ที่สุด
มีความสูง ๑๖ เมตร กว้าง ๓๗ เมตร มีซุ้มประตูทางเข้าทั้ง ๔ ทิศ
มียอดฉัตร ๓ ชั้น พร้อมกำแพงหินแกะสลักภาพพระพุทธเจ้าในอดีต
รวมถึงภาพพระพุทธประวัติที่งดงามยิ่งนัก
ตลอดจนภาพสัตว์ต่างๆ ที่สื่อความสำคัญทางพระพุทธศาสนา

พระสถูปสาญจีมีซุ้มประตูอยู่โดยรอบ เรียกว่า โตรณะ
ลวดลายของซุ้มประตูเหล่านี้นำเสนอแนวคิด
เรื่องความรัก สันติ ความจริง ความกล้า

ซุ้มประตูและระเบียงรอบองค์สถูปสร้างขึ้นโดยราชวงศ์สาตวาหนะ
ซึ่งมีศิลาจารึกปรากฏอยู่ตรงขอบบนสุดของประตูโตรณะทางด้านทิศใต้
โดยช่างฝีมือของกษัตริย์ Satakarni กษัตริย์องค์ที่ ๓ แห่งราชวงศ์สาตวาหนะ

เริ่มต้นจากซุ้มประตูด้านทิศใต้ แสดงเกี่ยวกับการประสูติและทศชาติชาดก
ทิศตะวันออก แสดงตั้งแต่เป็นเจ้าชายจนถึงแสวงหาการตรัสรู้
ทิศตะวันตก แสดงพระปฐมเทศนา ทิศเหนือ แสดงเกี่ยวกับพระธรรมจักร


พระสถูปสาญจีที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือหมายเลข ๑
ซึ่งเชื่อว่าบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
โดยมีฉัตรวลี (ร่ม ๓ ชั้นที่ปักอยู่บนยอดสถูป) อยู่บนองค์สถูป
อันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความสำคัญขององค์สถูปนี้
และจากการสำรวจขุดค้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๔
ได้พบผอบบรรจุพระธาตุอยู่ในพระสถูปสาญจีหมายเลข ๓
ซึ่งเชื่อว่าเป็นพระธาตุของพระอัครสาวกเบื้องขวา-ซ้าย
คือพระสารีบุตร และพระมหาโมคคัลลานะ


บริเวณกลุ่มพุทธสถานแห่งสาญจี นอกจากจะมีสถูปองค์ใหญ่แล้ว
ยังมีสิ่งก่อสร้างอีกมากมาย เช่น วิหาร กุฏิ ศาลาการเปรียญ และเจดีย์
ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองแต่อดีตกาลเมื่อ ๒,๐๐๐ กว่าปีที่ผ่านมา


นอกจากนี้แล้วในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
ภายหลังการเดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ของพระเถระยังดินแดนสุวรรณภูมิ ส่งผลให้สถูปเจดีย์จากอินเดีย
มีอิทธิพลต่อการสร้างสถูปเจดีย์ในประเทศไทยในกาลต่อมาอีกหลายแห่ง
อาทิ พระปฐมเจดีย์ วัดพระปฐมเจดีย์ ราชวรมหาวิหาร,
พระประโทณเจดีย์ วัดพระประโทณเจดีย์ วรวิหาร,
เนินวัดพระงาม วัดพระงาม (วัดโสดาพุทธาราม) จ.นครปฐม เป็นต้น

การบูชาสถูปเจดีย์มีอานิสงส์สูงสุด ดังข้อความในคัมภีร์ถูปวงศ์ตอนหนึ่งว่า

“เป็นอันว่าพระเจ้าอโศกธรรมราชา ได้โปรดให้สร้างพระเจดีย์ขึ้น
๘ หมื่น ๔ พันในพื้นที่ชมพูทวีปด้วยอาการอย่างนี้
พระสถูปทั้งปวงนั้นเป็นประดุจดวงประทีปดวงเดียวของชาวโลก
เป็นปูชนียสถานที่จะนำสรรพสัตว์ไปสู่สวรรค์นิพพาน
ควรที่สาธุชนจะละการงานอื่นๆ มากราบไหว้บูชาทุกเมื่อไป”


ปัจจุบันนี้ พระสถูปสาญจี และกลุ่มพุทธสถานใกล้เคียง
ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” ทางวัฒนธรรมแล้ว

เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๒ (ค.ศ. ๑๙๘๙) ผู้ศรัทธาสามารถเดินทางไปสักการะได้
โดยรถไฟจากมหานครนิวเดลีไป ๑๒ ชั่วโมง ก็ถึงสถานีรถไฟสาญจี

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

รูปภาพ

:b8: ขอขอบพระคุณที่มาของข้อมูลและรูปภาพ ::
- เล่าเรื่อง “สถูปเจดีย์” ที่อินเดีย โดย กานต์ จอมอินตา
ผู้อำนวยการโครงการธรรมาภิวัตน์ สถานีโทรทัศน์ ASTV
จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ ๑๖๖ ตุลาคม ๒๕๕๗
- บทความ มหาสถูปสาญจี โดย พระมหาสุวิทย์ ธมฺมสิริ

- http://www.oknation.net/blog/print.php?id=324896
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page