ค้นหาบล็อกนี้

ป้ายกำกับ

"It's Work for Me" บันทึกการเปลี่ยนแปลง วันที่ 001

ช่วงปลายปีงานสัมมนาส่งท้ายปีค่อนข้างมาก เลยไม่ค่อยมีเวลามาเขียนบทความ ...แต่ยิ่งจัดงานสัมมนาให้ความรู้นักลงทุนเท่าไหร่ ผมยิ่งเห็นโอกาส และ เข้าใจนักลงทุนมากขึ้น

วันนี้พูดได้เต็มปากเลยว่า "เด็กรุ่นใหม่ คนไทย เก่งมาก" ...แต่แค่ความเก่งเดี๋ยวนี้มันไม่พอ วันนี้การที่โลกเรา Globalize แบบสุดๆขนาดนี้ ย่อมหมายถึง การยกระดับการแข่งขันของต่อสู้ในทุกๆด้านของชีวิต เริ่มตั้งแต่ การเรียน การทำงาน การใช้ชีวิต และ ไปจนถึง แข่งกันเรื่องเป้าหมายของชีวิต

สองอย่างหลังนี่น่าสนใจ คือ "การใช้ชีวิต และ เป้าหมายของชีวิต" ...ในอดีต สองอย่างนี้ แทบไม่มีมนุษย์ในยุคก่อนให้ความสำคัญเท่าไหร่ ..สิ่งที่เราถูกปลูกฝังเสมอมาตั้งแต่เด็ก คือ เรียนให้เก่ง เรียนให้สูง หางานทำดีๆ ทำให้หนัก เก็บเงิน แล้วมีครอบครัวที่ดี

บอกตามตรง สิ่งที่ผมประสบโดยตรง มันก็ไม่ใช่แล้ว ...เดิมทีผมเคยคิดว่า ที่เขาปลูกฝังมามันคือ ทางสู่ความสำเร็จ แต่ยิ่งนานวันเข้ายิ่งเข้าใจว่า ทุกๆอย่างมันไม่ได้เป็น "เส้นตรง" หรือ เป็น "ทางชัดเจนสู่ความสำเร็จ" ...เพราะ ทั้งหมดแท้จริงแล้ว มันมีตัวชี้วัดความสุขในชีวิตอย่างเดียว ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ "ใจของเราเอง"

ใช่!! ยิ่งเรียนหนัก ทำงานก็หนัก ก็ยิ่งรู้สึกว่า มันเครียด!! และ นั่นไม่ใช่เฉพาะผม แต่ผมเชื่อว่ามันเกิดกับทุกคนเช่นกัน ...หากเรามองไปที่ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ผ่านทางสายนี้ "สายความเครียดและการแข่งขัน" มาก่อนหน้าเรา จะพบว่า คนของญี่ปุ่นในยุคมนุษย์เงินเดือน มีความเครียดสูงมาก เนื่องจาก การแข่งขันที่หนักหน่วง โดยเฉพาะกับนิสัยของคนญี่ปุ่นที่ชอบทำอะไรจริงจัง และ ทำให้ดีที่สุด ..มันยิ่งเพิ่มความกดดันให้ ทุกๆคน -- ผลลัพธ์ของญี่ปุ่น ก็ออกมาในรูปแบบของการ ฆ่าตัวตายของคนที่มีอัตราสูงมาก ... ผมยังนั่งคุยเล่นกับเพื่อนเลยว่า "เฮ้ย!! ตลกว่ะ ไอ้พวกที่มันฆ่าตัวตายนี่ มันพวกที่รักดีทั้งนั้นเลย ..แต่ไอ้พวกรักสนุก มั่วโคตรๆ ไม่เห็นมีใครอยากฆ่าตัวตายบ้างเลย ..เอ๊ะ หรือ ว่า ประเด็นนี้มันพยายามสอนอะไรบางอย่างแก่มนุษย์ -- รักดีเท่ากับฆ่าตัวตาย ..รักสนุกกลับรักชีวิต ตกลงไอ้พวกรักสนุกคงต้องเปิดสัมมนาสอนไอ้พวกรักดีให้รู้จักรักตัวเอง และ แคร์คนรอบข้างรึเปล่า !!"

นั่นแหละปัญหา !! ...ผมว่า ทุกวันนี้ "คนรักดี" มันเยอะ ...แต่มันเข้าใจอะไรผิดๆ ..ยิ่งประเทศพัฒนาไปเท่าไหร่ การเอาแต่ตัวเอง ปากกัดตีนถีบมันสูงขึ้นเรื่อยๆ ..สูงจนมิตรภาพ รอบๆตัวมันหายไป เหลือแต่ ความจอมปลอมและการแข่งขันที่ดุเดือด ...ใช่!! เมื่อไม่มีเพื่อน เราก็ไม่รู้สึกว่าเราต้องรักใคร แม้กระทั่งเราก็ไม่จำเป็นต้องรักตัวเอง ...ผมว่าประเด็นนี้น่าคิดมาก คือ เรามองแต่ตัวเอง พยายามเอาชนะคนอื่น แต่แท้จริง เรามิได้รักตัวเอง ...เรื่องที่พูดนี่ ถึงขนาดมีนักเขียนฝรั่งเขาไปทำการวิจัยออกมาเลยว่า สิ่งที่พูดมานี้ เป็นความจริงกับคนที่อาศัยอยู่ในเมือง หรือ Metropolis ...และถ้ามองให้ดี สังคมทุกวันนี้ ก็เป็นสังคมที่เร่งสร้างเมืองให้เร็ว และ พยายามขยายให้มากที่สุด

ที่กล่าวมา เพียงผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า "ค่านิยมต่างๆ ของคนรุ่นใหม่ปัจจุบัน" มันเปลี่ยนไปค่อนข้างมาก ...ถึงกลับมาแตะประเด็นเรื่อง การใช้ชีวิต และ เป้าหมายของชีวิต ...

อย่างแรก "การใช้ชีวิต" ..เรื่องนี้ น่าสนใจ เพราะ คนรุ่นใหม่ปัจจุบัน ต้องการเหมือนกันทุกคนคือ หนึ่ง "รวยเร็ว" ...ถ้าถามว่า ต้องการรวยเร็วแค่ไหน ..เขาจะตอบว่า "ต้องการรวยเร็วโคตรๆ" ..แต่ในโลกความจริง มันไม่มีใครสามารถรวยโคตรๆ ในเวลาอันรวดเร็ว เพราะ ความมั่งคั่ง มันเหมือนการปลูกต้นไม้ ที่ต้องอาศัยระยะเวลาและความอดทนในการปลูกความมั่งคั่งให้เกิดขึ้นได้จริง ...และ ที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่เก่ง แต่ขาดความอดทน ...ซึ่งความอดทน จริงๆ เป็น Key Success Factor หลักสู่ความสำเร็จเลยก็ว่าได้ ...ดังนั้น สรุปง่ายๆ ว่า คนรุ่นใหม่ กำลัง "ใช้ชีวิต" ที่ตรงข้ามกับ "เป้ามหาย" ที่เขาตั้งไว้ ....

อย่างที่สอง "การใช้ชีวิต ตามเป้าหมาย" ที่คนรุ่นใหม่ อยากจะเป็น คือ "รวย" มันแสดงออกมาถึง การบริโภคที่ฟุ่มเฟือย เช่น การไปใช้ชีวิตหรูๆ ซื้อของแพงๆ ..ไม่ได้ห้ามซื้อนะ เพียงแต่ การซื้อ และ การใช้ชีวิตในแบบนี้ ต้องเหมาะสมกับรายได้ ของคุณ !! ...ซึ่งมองไปรอบๆ ตัว คุณจะเห็นเลยว่า 80% ของคนที่ใช้ชีวิต เขาใช้หรูเกินกว่าที่เขาสามารถจะหาได้ ..พูดแบบแรงๆ ก็คือ "รสนิยมสูง รายได้ต่ำ" ...ปัญหา คือ "ความอดทน" คนรุ่นใหม่ ไม่สามารถทนรอ ให้รายได้สูงก่อน ที่จะใช้ ...เขาต้องการจะใช้ และ ใช้ล่วงหน้า นั่นเป็น ยุคเฟื่องฟู ของ "บัตรเครคิด" และ Consumer Credit -- "คุ้นๆ ไหมครับ ว่า การสร้างหนี้ โดยภาคเอกชน ที่บริโภคเกินตัว ทำให้สุดท้ายเกิด วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่สุดในอเมริกา และ ยุโรป ...วันนี้มันกำลังเริ่มก่อตัวในประเทศเราแล้วนะ!!"

อย่างที่สาม "เป้าหมายของชีวิต" ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ทุกคนเข้าใจ ว่าจริงๆ แล้ว เป้าหมายชีวิต มันมีไว้หลอกเด็กเท่านั้นแหละ เพราะ ในความเป็นจริง มีน้อยคนมากที่จะประสบความสำเร็จ ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ...และ ถึงแม้เขาจะถึงเป้าหมายชีวิตที่วางไว้ เขาก็จะเขยิบเป้าหมาย ไปต่อ ..."เอ๊ะ!! มันคือ การไม่รู้จักพอหรือเปล่า" -- จริงๆ ไม่ใช่ เพราะ การมีเป้าหมาย กับ การไม่มีเป้ามหาย ก็เหมือน คนนึงเดินทางโดยรู้ว่าตัวเอง จะไปที่ไหน ...กับ อีกคนเดินทางโดย ไม่รู้ว่าจะเดินไปไหน ...ซึ่งถ้าถามตรงๆ มันก็แค่นั้นอ่ะนะ เพราะ อย่างที่เราเข้าใจตรงกัน คือ การใช้ชีวิต ก็คือ "เวลา" ที่เราอยู่บนทางเดิน ระหว่างการไปสู่เป้าหมาย ดังนั้น ความสุขจึงเป็นการสนุกกับรายละเอียดบนทางเดินของชีวิต ซึ่งจุดนี้ ผมเชื่อว่า คนรุ่นใหม่ หลายๆคน เข้าใจ และ พยายามใช้ชีวิตให้สนุกบนทางที่เดินไปตลอดเช่นกัน

ไม่ต้องแปลกในหรอกครับ ว่า วันนี้คุณและผม กำลัง "งงงวย" กับ ชีวิต ว่าสรุปแล้ว มนุษย์ในยุคนี้ เขากำลังทำอะไร เขาควาญหาอะไร และ เขาจะเดินไปไหน ...มันเหมือนพายเรือวนในอ่างนั้นแหละ เพียงแต่การพายเรือวนครั้งนี้ มันมีปัจจัยเรื่องเวลา ที่มันเปลี่ยนเร็วมาก ...ถ้าใครมองดู GDP คือ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศต่างๆ ในช่วง ไม่กี่ 10 ปีที่ผ่านมา มันโตเป็นเท่าตัว จากที่อดีตไม่ได้มีการโตเช่นนี้ ...ทั้งหมด มันอิงกับการบริโภค และ การกินดีอยู่ดี มากขึ้น ...การขยายเมืองที่เร็ว เพื่อตอบสนองคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น ของคนทั่วโลก ซึ่งเราก็รู้กันดีว่าทั้งหมดที่ว่า ..การเพิ่ม GDP ต่อหัว หรือ รายได้ ต่อหัวที่สูงขึ้น พร้อมๆ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น มันตอบสนอง ความต้องการทางร่างกาย คือ กายสบาย แต่ในเรื่องของ "ใจ" มันสวนทางอย่างสิ้นเชิง

ผมกำลังจะบอกคุณว่า ยิ่งเราวิ่งเข้าหา ระบบทุนนิยมแบบสุดโต่ง อย่างที่เราทุกคนกำลังเดินไป มันอาจทำให้ชีวิต เราสะดวกสบายขึ้น แต่ "ใจ" เรากลับจะยิ่งแย่ลง

เอาล่ะครับ เกริ่นมาซะยาว เพียงอยากจะบอกว่า วันนี้เราตั้ง Facebook และ โครงการ The Stock Master ขึ้นมา เพื่อจะพยายามฉีกข้อจำกัด ทางความคิด และ อาชีพ ...วันนี้ผมเชื่อว่าประเด็นที่ Hot สุด สำหรับ ปัญญาชนรุ่นใหม่ คือ การหาอิสรภาพ หรือ Freedom ..อย่างหนังสือ Freedom Trader ที่ผมเขียนขึ้นมา ...มันเห็นหนึ่งในหนังสือ ที่ขายดีมากๆใน SE-ED ก็เพราะ "ชื่อมันโดน" ... ใครๆ ก็อยากมีอิสระทั้งนั้นแหละ ..แต่ปัญหามันอยู่บน เส้นทางสู่ อิสรภาพน่ะซิที่มันไม่ง่าย ..เพราะ ถ้าง่ายทุกคนก็ อิสระ กันไปหมดแล้ว ไม่ต้องมีใครมาเป็นมนุษย์เงินเดือน ที่หาเงินใช้เดือนชนเดือน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนคอนโด และ ทำวนเวียนไปเหมือนติดคุก

ก็เอาล่ะ จากนี้ไป ผมจะค่อยๆ เล่าให้เพื่อนๆ นักลงทุนฟังว่า จริงๆ แล้ว หากเราเริ่มที่เข้าใจตัวเรา เข้าใจศักยภาพของตัวเราเองก่อน ...เราจะรู้ว่า เราจะเริ่มพัฒนาตัวเอง ที่ตรงจุดไหน ...จากนั้น ก็ค่อยๆ ต่อยอดความสามารถและโอกาสที่เริ่มจากตัวเรา

ไว้พรุ่งนี้ ผมจะมาเล่าให้คุณฟังว่า โครงการ The Stock Master ของหลักทรัพย์บัวหลวง แม่งบ้าแค่ไหน ...และ เราอยากจะเปลี่ยนอะไรในสังคม

คำว่า "เปลี่ยน" หรือ Change ...ผมบอกเลยว่า มันคือ คำที่มีพลัง และ มันเป็นสิ่งที่สร้างความแตกต่างในชีวิตของเราได้ทุกคน

ฝากคิด เรื่อง การ "เปลี่ยน" สำหรับตัวคุณ ...หากคุณวันนี้เป็น นักศึกษา คุณยังมีเวลา ...หากคุณเป็น พนักงานบริษัท คุณโชคดี ที่มีบริษัทรับความเสี่ยงให้คุณในก้าวแรก ...หากคุณเป็น เจ้าของกิจการ คุณก็โชคดี ที่เริ่มก้าวแรก ที่ท้าทายความกล้าของตัวคุณเอง (ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่กล้า) ... ถ้าวันนี้คุณจะ "เปลี่ยน" ลองเขียนลงไปในสมุกบันทึกสักเล่มว่า "คุณจะเริ่มเปลี่ยนจากอะไร"

เปลี่ยน อะไร !! ในชีวิตคุณ ....
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page