ค้นหาบล็อกนี้

ป้ายกำกับ

All Dream come true ..ฝันที่เป็นจริง

การเริ่มต้นของปีนี้ ผมรู้สึกถึงความร้อนแรงของตลาดทุน ...ซึ่ง Week นี้ ผมได้พบผู้บริหารระดับสูงของทั้งบริษัทจดทะเบียนหลายๆบริษัท และ ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ..ทุกคนเริ่มให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องตลาดหุ้นมากขึ้นเรื่อยๆ ..วันนี้ที่เขียนบทความ การซื้อขายของตลาดทะลุ 40,000 ล้านบาท ต่อวัน -- คือ พูดเป็นนัยๆ ว่า การที่เงินจำนวน 40,000 ล้านบาท เคลื่อนตัวเปลี่ยนมือในวันๆนึง สามารถสร้างความมั่งคั่งให้คนหลายๆคนได้เลย และ นั่นเป็นทั้ง โอกาส และ กับดัก ที่ทำให้ปีนี้นักลงทุนหน้าใหม่เข้าสู่ตลาดมากมาย

ถ้า ผมจะเล่าว่าปีนี้ ในฐานะที่ปรึกษาการลงทุนของหลักทรัพย์บัวหลวง ซึ่งเป็น Broker รายใหญ่พอสมควรในตลาด ปีที่ผ่านมา 2012 ลูกค้าใหม่ของบริษัทโตเท่าตัว ..คือ พูดง่ายๆ ว่า มีลูกค้ามาเปิดบัญชีใหม่ อีกเท่าตัว ซึ่งการขยายตัวของตลาดทุนขนาดนี้เรียกว่าเยอะมาก ..นอกจากฝั่งคนที่อยากเข้ามาลงทุนจะขยายตัวมหาศาลแล้ว อีกฝั่งที่เป็น บริษัทที่อยากเข้ามาขายหุ้นก็มากขึ้นจริงๆ 

ยกตัวอย่างผมเอง ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนเก่าหลายๆคน ที่ไม่ได้คุยกันมานานมาก โทรหาผมว่า "แพ้ทกรูอยากเอาบริษัทเข้าตลาด"

คำถามแรกคือ "เข้าทำไมฟระ!!"

"ก็ตลาดมันบูมขนาดนี้ ไม่เข้าตอนนี้จะเข้าตอนไหน" 

ก็จริงนะ ผมว่า เวลานี้ มุมมองทั้งในฝั่งคนอยากเอาบริษัทตัวเองมาขาย มันเข้ามาสอดคล้องกับคนที่อยากลงทุนซื้อกิจการ 

โอ เคกลับมาที่คำถามเมื่อกี้ คือ "คนขาย" ต้องการขายให้แพงที่สุด เพราะ แท้จริง ไม่มีใครโง่พอที่จะเอาบริษัทที่ตัวเองสร้างมากับมือ มาขายทิ้งให้คนอื่นในราคาถูก หากบริษัทนั้นๆ มีอนาคตที่ดี ..ดังนั้น สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข้าใจว่า การที่บริษัทเข้ามา IPO แล้วระดมทุนในตลาด ไม่มีทางที่เขาจะเอาบริษัทเข้ามาขายถูกๆ แต่สิ่งที่เราต้องดูคือ เราต้องแน่ใจว่า การมาระดมทุน ขายบางส่วนของกิจการให้คนอื่นร่วมเป็นเจ้าของแสดงว่า เจ้าของเดิม อยากได้เงินลงทุนเพิ่มเติม ซึ่งเงินนั้นควรจะกลับเข้าไปลงทุนใน Project ที่จะทำให้กิจการเติบโตแบบก้าวกระโดด มิเช่นนั้น พูดได้เลยว่า ไม่น่าสนใจ

"การดูกิจการ ที่ดี ต้องมองอย่างไร" 

ไม่ ยากครับ ..การเลือกลงทุนในกิจการที่ดี ใช้ Common Sense เป็นหลักก่อนเลยว่า บริษัทที่เราอยากลงทุน เขาทำธุรกิจอะไร แล้วเขามี "จุดแข็ง" ที่ดีกว่าคู่แข่งอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้ จะตอบได้ว่า กิจการเขาจะเติบโตและมีกำไรต่อเนื่องหรือไม่ เพราะ แท้จริงแล้ว การเข้ามาซื้อหุ้น มันก็คล้ายๆ กับว่า เราเข้ามาซื้อส่วนนึงของการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ เราต้องแน่ใจว่า กิจการควรดีและเติบโต ..เพราะ การเติบโตของยอดขายและกำไร สุดท้ายจะสะท้อนมาที่ "ราคาหุ้น" ที่จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ และ นั่นคือ เป้ามหายของนักลงทุนที่เข้ามาเก็งกำไร

โอเค สรุปง่าย "หุ้น" ไม่มีหุ้นถูก ถ้ากิจการไม่มีวิกฤต ดังนั้น คนที่หาหุ้นถูก ก็คือ ต้องหาที่วิกฤต แล้วเข้าไปดูว่า บริษัทนั้นๆจะผ่านวิกฤตไปได้ จึงสามารถเข้าซื้อเก็งกำไร หรือ เก็งการ Turnaround ...

"หลาย คนอ่านถึง ตรงนี้ อาจเริ่มสงสัยว่า ตกลง การเข้ามาสร้างความรวยในตลาดหุ้นมันง่ายแบบที่คนอื่นบอกหรือไม่ ...ตอบเลยว่า ไม่ เพราะ ตลาดหุ้นไม่มีใครโง่ ดังนั้น อย่าคิดจะมี Free Lunch ..ทุกอย่างที่อยู่ในตลาดหุ้น มันมีเหตุมีผลของมันเสมอ ...อย่างหุ้นที่ดี ราคาย่อมแพง หุ้นที่แย่ ราคาย่อมถูก ...การหาโอกาสก็คือ การวิเคราะห์หาของดีในวิกฤต จริงๆ มันก็แค่นั้นหากเข้าใจ ..ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนคือ การเปิดตา มีสติ และ ศึกษาให้เยอะ ...ผมเชื่อว่าโอกาสเกิดจากการที่เราเข้าใจในสิ่งหนึ่งๆมากกว่าคนอื่น และ เรามีความเชื่อมั่น และ อดทนในการลงทุนเพียงพอ ..สุดท้ายเราก็จะได้ดอกผลแห่งการลงทุน

พูดมาซะยาว ยังไม่ได้เล่าเรื่อง All Dream Come True ของ ดิสนีย์แลนด์เลย ..ผมเชื่อว่าเด็กส่วนใหญ่รู้จัก Walt Disney .."หนูหูดำ ..ฮ่า ฮ่า ก็ Mickey Mouse นั่นแหละ" ...ปลายปีที่ผานมา ผมไปเที่ยวญี่ปุ่น ก็แวะไปเที่ยว Disneyland อีกครั้ง ประมาณว่า ลื้อฟื้นความทรงจำในวัยเด็ก ...วันนี้ผมรู้เลยว่า มุมที่เรามองมันเปลี่ยนไป ..ผมรู้สึกตื่นเต้นมากขึ้น ไม่ใช่ตื่นเต้นที่ต้องยืนรอเครื่องเล่น แต่ละเครื่องเป็นชั่วโมง (เรื่องปกติของญี่ปุ่น) ..แต่ผมตื่นเต้นใน Concept ที่เขาบอกว่า "สถานที่ทั้งหมดนี้ มันเริ่มจากความฝัน"

"ก็จริง นะ!!" ..เพราะ ไม่ว่าจะเป็น Mickey Mouse และ ตัวการ์ตูนทั้งหมด มันถูกเขียนขึ้นมาจาก จินตนาการ คือ ไม่มีตัวตนจริงๆ ..และ สุดท้ายเขาก็เอาตัวการ์ตูน มาสร้างเป็นสวนสนุก  ให้เด็กๆ ทั่วโลกจับต้องได้ ...คือ มันคิดแล้ว เทพมากๆ กับ การสร้างสิ่งที่ไม่มีตัวตนให้มีตัวตน แล้วเปลี่ยนเป็น Final Destination ของเด็กๆ ทั่วโลก

"หลอกเด็ก!!" ...ฮึม นายแน่มาก ...ฮ่า ฮ่า

จาก Disneyland ถึง ตลาดหุ้น ...ถามจริงๆ คุณว่า การสร้างสิ่งที่ไม่มีตัวตน ให้มีตัวตน มันแทบไม่ต่างกัน

หนึ่ง ใน Concept ที่น่าสนใจของตลาดหุ้น และ เรื่องหุ้น ผมว่าตอบโจทย์หลายข้อ ..เอาเรื่องการแบ่งมรดกก่อน ..เดิมที "กงสี" ของครอบครัว มันแบ่งเงินกันยาก เพราะ การตีค่าของสิ่งต่างๆ มันไม่ชัดเจน ดังนั้น หลายๆ ครอบครับ ที่มีกิจการใหญ่พอ ก็ใช้วิธีการกิจการเข้ามาขายในตลาดหุ้น แล้วแบ่งมรดกให้ลูกเป็นหุ้นแทน ..ซึ่งหยุดการฆ่าล้างตระกูล เพื่อชิงมรดก

อีก เรื่องสำคัญคือ การสร้าง "มูลค่า" ...เดิมทีกิจการ ที่เราเป็นเจ้าของ ก็จะมีรายได้จากการทำธุรกิจ ขายสินค้า หรือ บริการแล้วได้กำไร ...และ นั่นก็คือ "มูลค่า" ...แต่การที่เอาบริษัทมาจดทะเบียนแล้วระดมทุนในตลาด ก็ก่อให้เกิดการตีมูลค่าของกิจการออกมาเป็นราคาหุ้น ดังนั้น เราสร้างสิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนคือ "มูลค่าของกิจการ จากการคำนวณราคาหุ้น"

"หลายคนถามผมว่า แล้วเจ้าของ บริษัทในตลาดหุ้น เขารวยจากอะไร??"

โอ้ โห ..เขารวย จากหลายเด้ง ที่แน่ๆ คือ เขารวยจาก "ราคาหุ้น" ...ซึ่งวิธีการคิดความรวยของเขามันยิ่งง่ายขึ้น ก็โดย เอาจำนวนหุ้นที่เขาถือ คูณ กับ ราคาหุ้น ก็จะได้ "มูลค่าความรวยแบบทันตาเห็น" ... ก็นี่แหละคร่าวๆ ว่า มุมมอง ความมั่งคั่ง ของคนแต่ละคน ต่างกัน ก็ทำให้ความรวย และ การสร้างตัวแตกต่างกัน ...คนที่มีธุรกิจอยู่นอกตลาด ก็อาจชินกับการสร้างธุรกิจ ทำกำไร แล้วพยายามหลบภาษี แล้วรวยจาก รายได้ และ กำไร ของธุรกิจ ...แต่คนที่เป็นเจ้าของธุรกิจในตลาดหุ้น อาจมองตรงข้าม ตรงที่พยายามสร้างให้ธุรกิจกำไร จากทั้งการกู้ และ จ้างมือโปรเข้ามา สร้างให้กิจการเติบโต ..ตัวเองก็รวยจาก ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น โดยที่ตัวเอง ทำงานหนักน้อยลง เพราะ มีมืออาชีพมาทำงานแทน

ก็ ว่ากันไป เดี๋ยวนี้ ทางเลือกมันเปิดมากขึ้น สำหรับคนรุ่นใหม่ ..อย่างแรก เราต้องเข้าใจก่อนว่า เป้าหมายที่เราต้องการจำไปถึงคืออะไร เราต้องการทำทุกอย่างเอง หรือ เราอยากเอามืออาชีพมาบริหาร ..ต้องการกำไรสุด หรือ ต้องการ Leverage แล้วสร้างการเติบโต ซึ่งสุดท้ายมันขึ้นกับตัวเราเองว่า เราต้องการประสบความสำเร็จเป็นอะไร เป็นใคร และ ยืนที่จุดไหนของสังคม

....ไว้โอกาสหน้าเดี่ยวจะมาเล่าให้ฟังกันต่อถึงมุมมอง การสร้างตัวของคนรุ่นใหม่ในรูปแบบต่างๆ ละกัน ..โย่ว!!
Home Page 7meditation Bookmarks Facebook Twitter Google + YouTube Mobile Radio RSS About Support Send me an  email Print this page