มหากาพย์ ไตรภาค โดย นริศ จิระวงศ์ประภา 06

ภาคที่สอง แนวทางการปฎิบัติ ตามล่าขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า

• บทก่อนหน้านี้ ผมได้กล่าวถึงแผนที่นำทาง พูดถึงแนวคิดที่ผมได้นำมาประยุกต์ใช้ในการลงทุนของผมเอง.....โดยส่วนตัวผมไม่ได้ปฎิเสธวิถีทางการลงทุนในแนวทางอื่นๆนะครับ เพราะทุกๆหนทางย่อมมีจุดสูงสุดในตัวมันเอง แล้วแต่ใครจะเลือกไขว่ขว้าในทางไหน

• แต่เหตุผลที่ผมได้เสนอแนวคิดในเส้นทางนี้ คงเป็นเพราะผมไม่อาจจะปฎิเสธ
• หนทางเส้นทางนี้ เพราะเส้นทางนี้ได้สร้างความมั่งคั่งให้แก่ตัวผมเอง......7ปีในการลงทุนของผมในตลาดหลักทรัพย์ เป็น7ปีที่ตลาดได้หล่อหลอมแนวทางการลงทุนเน้นคุณค่า.......7ปีที่ผ่านมาในเส้นทางนี้ได้สร้างอิสรภาพทางการเงินให้แก่ผมและครอบครัว.....ผมจึงคิดว่าผมพร้อมแล้วที่จะพาท่านทั้งหลายไปสนุกกับการค้นหาขุมทรัพย์ในหนทางนี้ เฉกเช่นเดียวกับผมครับ

• ในบทนี้ผมจะพาท่านมาทำความเข้าใจเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น 
• -การแยกเพชรออกจากกรวดโดยการแยกประเภทของธุรกิจ
• -การดูภาพรวมโอกาสและความเสี่ยงของบริษัทต่างๆ
• -การเรียนรู้ธรรมชาติของธุรกิจ ประเภทต่างๆ
• -การวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของแต่ละบริษัท เพื่อหาโอกาสและความระมัดระวังในการถือครอง
• -การวิเคราะห์โมเดลธุรกิจเพื่อหาจุดอ่อนจุดแข็ง
• -การวิเคราะห์งบการเงินเพื่อติดตามดมกลิ่นและประเมินกิจการจากงบการเงิน 
• -ความหมายของความได้เปรียบเชิงแข่งขันอย่างยั่งยืน และคุณภาพของรายได้และกำไร
• -มุมมองในการค้นหาหุ้นแบบล่างขึ้นบน และบนลงล่าง
• -การค้นหาขุมทรัพย์จากแนวทางล่างขึ้นบนในวิธี PE PBV ROE ROA เป็นต้น
• -การวิเคราะห์มูลค่าจาก ปัจจัยเชิงปริมาณ และ ปัจจัยเชิงคุณภาพ 
• -จังหวะเวลาในการซื้อและขายหุ้น ดูจากอะไร
• -และอื่นๆอีกมากมาย ตามที่ผมจะนึกออก และนำมาเล่าให้ฟังเป็นหัวข้อๆ......ให้ท่านไปประกอบร่างกันเอง อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วนะครับ......แต่ขอแผ่นเสียงตกร่องอีกครั้งนะครับ ว่าเรื่องที่ผมจะนำมาเล่ามาเขียนในครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากอาจารย์หลายๆท่าน ถ้าพอมีความดีบ้าง ก็ขอยกความดีความชอบให้กับผู้ที่ได้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผม......แต่ความรู้ที่ให้มา ผมได้นำมาเรียบเรียงตามความเข้าใจของผมเอง เพราะฉะนั้น ถ้าผิดพลาดประการใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย

• องค์ประกอบของการลงทุน
• จากที่กล่าวไปเบื้องต้นแล้วว่า การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ประกอบด้วยสองส่วนคือ การประเมินมูลค่าของกิจการ และ จังหวะเวลาในการซื้อ/ขาย(ราคา)หุ้น......ปฐมบทเริ่มต้น ผมขอนำเอาคำถามที่ผมมักจะถูกถาม ในเรื่องที่เกี่ยวกับจังหวะการซื้อขาย และการประเมินมูลค่าของกิจการ มาอารัมภบทเป็นน้ำจิ้มก่อนเข้าเนื้อหาจริงนะครับ

• -หุ้นสภาพคล่องต่ำ ควรกลัวหรือเปล่า? 

• หุ้นสภาพคล่องต่ำผมขอแยกตามความเข้าใจของผมเป็นสองประเด็น

• ประเด็นแรก คือ เป็นหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำเพราะไม่มีหุ้นซื้อขาย เช่นหุ้น oishi scnyl เป็นต้น หุ้นประเภทนี้จำนวนหุ้นอยู่ในมือของผู้ถือหุ้นรายใหญ่เกือบหมดตลาดแล้ว การซื้อขายในแต่ละวันจึงแทบไม่มีออกมาหมุนเวียน การลงทุนในหุ้นประเภทนี้คงต้องทำใจ เพราะจะหวังให้สภาพคล่องมันมากขึ้น คงจะยาก
• *ดูสภาพคล่องของหุ้นได้จาก www.settrade.com ใส่ชื่อหุ้นในช่องข้อมูลหลักทรัพย์ และกดเข้าไปดูสภาพคล่องของหุ้นได้ในส่วนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่(ในส่วนของ free float)


• ประเด็นที่สอง เกิดจาก ความต้องการซื้อและความต้องการขายที่คิดไม่ตรงกัน หมายความว่า คนซื้อก็อยากซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาในตลาด ส่วนคนขายก็อยากขายในราคาที่สูงกว่าในตลาด ราคาเลยไม่จับคู่กัน หรือคนซื้อเป็นกลุ่มที่ชอบเก็บ ต้องการเก็บไว้ให้ลูกๆหลานๆ ไม่ใช่นักเทรดเดอร์ จึงทำให้สภาพหุ้นฟันหลออยู่เสมอๆ.....จนกว่าราคาจะวิ่งไปหาจุดที่คนกลุ่มหนึ่งต้องการซื้อ/ขาย สภาพคล่องจึงจะตามมา

• เมื่อวิเคราะห์ดู ผมก็ไม่เห็นส่วนไหนเลยที่ระบุว่าหุ้นสภาพคล่องต่ำ เป็นหุ้นที่ดีหรือไม่ดี.....แล้วท่านที่ถาม กลัวอะไร?..........งั้น ผมถามใหม่ สมมุตินะสมมุติว่า....ผมมีสินทรัพย์สองชิ้นมาขายให้แก่ท่านที่ขี้กลัวเลือกซื้อได้เพียงชิ้นเดียว(ในราคา500บาทเท่ากัน) อย่างแรกคือท่านจะได้เหรียญ600บาทกลับคืนไป(ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงสุด) หรืออย่างที่สอง แลก500บาทกับช้าง1ตัว ที่น่าจะมีมูลค่าน่าจะหลักแสน(แต่สภาพคล่องต่ำมาก)....ท่านจะเอาสิ่งไหน.......เห็นไหมครับว่า โดยเหตุและผล เราไม่ควรจะกลัวสภาพคล่องของหุ้น แต่เราควรจะกลัวมูลค่าที่แท้จริงกับสิ่งที่เราต้องจ่ายไปเสียมากกว่า ในอดีตแรกเริ่มที่ผมลงทุนด้วยจำนวนเงินที่ไม่สูงนัก ผมมักจะชอบหุ้นสภาพคล่องต่ำด้วยซ้ำไป เพราะนั่นมักจะบอกถึง ความไม่สมดุลย์ของผู้ซื้อและผู้ขาย(แสดงว่าเรามีโอกาสซื้อหุ้นที่ถูกมากๆ แต่ต้องเลือกให้ถูกตัวนะ)และที่สำคัญคือ..ความคาดหวังในหุ้นสภาพคล่องต่ำๆนี้มักจะต่ำตามสภาพคล่องเสียด้วย

• ถึงแม้นโอกาสเจอเพชรในกองหินของหุ้นสภาพคล่องต่ำจะมีสูงกว่าหุ้นที่มีคนติดตามมากๆแล้ว........ในความเป็นจริง ความเสี่ยงก็มากกว่าเช่นกัน เพราะถ้าเราดันไปเจอช้างที่ตายแล้ว เงิน500บาทอาจจะเสียเปล่าเลยก็ได้......ผมจึงระมัดระวังในเรื่องการถือครองหุ้นสภาพคล่องต่ำมากกว่าปรกติ โดยคิดอยู่เสมอว่า ถ้าเราถือหุ้นสภาพคล่องต่ำจะคล้ายๆเรา อม “สเปโต*” อยู่ ถ้าเราคิดถูก เราก็มีโอกาสที่จะได้มากกว่าคนอื่นสองเท่า แต่ถ้าเราคิดผิด โอกาสเสียสองเท่าก็มีเช่นกัน เพราะเราต้องขายในราคาส่วนลดมากขึ้น ผมจึงใช้ความระมัดระวังในการเลือกถือหุ้นสภาพคล่องต่ำ 

• *สเปโต คือไพ่พิเศษในการเล่นรัมมี่ ไพ่สเปโตจะมีแต้มเหนือกว่าตัวอื่นๆถ้าได้แต้มก็ได้มาก แต่ถ้าเสียแต้มก็เสียมาก 

• ผมจะมีเกณฑ์พิจารณาซื้อหุ้นกลุ่มนี้อย่างเข้มงวดจาก 
• 1.ผมจะลงทุนเมื่อ เขาเป็นหุ้นเติบโตอย่างชัดเจน บวกกับ 
• 2.หุ้นนั้นมีราคาค่างวดถูกเกินความเป็นจริงอย่างมาก 
• ถ้าผมเจอหุ้นที่เข้าข่ายสองข้อนี้ ผมคงไม่คิดมาก พร้อมที่จะอมสเปโตครับ...........แต่ผมจะระมัดระวังอย่างมาก และจะหลีกเลี่ยงหุ้นสภาพคล่องต่ำที่ผมยังไม่รู้จริง หรือ ในอดีตเป็นหุ้นประเภทที่ผลกำไรไม่สม่ำเสมอ หรือ เป็นหุ้นวัฎจักร เพราะถ้าคุณเข้าหุ้นกลุ่มนี้โดยไม่มีส่วนเผื่อความปลอดภัยที่มากพอ เวลาเกิดอะไรขึ้นกับพื้นฐานของกิจการ คุณก็จะถูกขังคุกอยู่นานสองนานจนอยากเขกหัวตนเองย้อนหลังทีเดียวเชียวครับ 

• -การซื้อ/ขายหุ้น ควร ซื้อ/ขาย เมื่อถึงราคาในใจ หรือทะยอยซื้อ/ขาย ดี ? 

• คำถามนี้ เราคงต้องกลับมามองว่า จำนวนที่เราต้องการจะซื้อ/ขาย เมื่อเปรียบเทียบกับโวลุ่มในแต่ละวัน มันประมาณขี้เล็บหรือมันโอเวอร์โหลดมากแค่ไหน เพราะโวลุ่มมันจะส่งผลไปถึงวิธีการที่เราจะซื้อ/ขาย ที่ไม่เหมือนกัน เช่นถ้าเราต้องการซื้อหุ้นที่มีสภาพคล่องสูงมากๆเช่นบ้านปู สมมุติวันนี้ตลาดเกิดถูกเทกระจาด ถึงแม้นเราจะมีราคาซื้อภายในใจ แต่เราก็ยังไม่ควรเข้าซื้อทันทีเมื่อราคาถูกเทต่ำกว่าเป้าหมายนั้นๆ เราอาจจะมองหาจังหวะในการเข้าซื้อ จากจุดที่แรงขายเริ่มหมดแล้ว หรือคาดว่าตลาดซึมซับข่าวร้ายไปมากแล้ว แล้วค่อยเคาะขวา เพียงไม้เดียวให้มันเสร็จๆ อย่างที่มีคนกล่าวไว้ว่า เวลามีดตกอย่าเพิ่งเอามือไปรับนั่นเอง....แต่ทำนองกลับกัน ถ้าผมรวยพอ...ต้องการเก็บหุ้นบ้านปู1000ล้านบาท(เวอร์ดีไหมครับ ฮา.) ผมคงจะทะยอยตั้งรับหุ้นเมื่อต่ำกว่าราคาในใจ อาจจะตั้งซอยสักสิบหรือยี่สิบช่องลงไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้หวังว่าจะได้ราคาที่ต่ำที่สุด เพราะฉะนั้น ถ้าท่านจะซื้อหุ้นจำนวนมากเมื่อเทียบกับสภาพคล่องในแต่ละวัน จงอย่าหวังว่า จะได้หุ้นในตอนที่คนทั่วไปอยากซื้อเช่นกันกับท่าน หรืออย่าคิดว่าจะรอซื้อเมื่อที่ราคาต่ำสุด เพราะตอนนั้นแรงขายคงจะเริ่มหมดแล้วเช่นกัน ในทำนองกลับกัน ท่านต้องคิดขายในช่วงที่คนอื่นอยากจะซื้อ และอย่าไปหวังว่าจะขายได้ราคาสูงสุด.......สิ่งที่ผมอยากจะสื่อคือ ถ้าคุณจะซื้อหุ้นจำนวนไม่มาก คุณอาจจะหาจังหวะซื้อ/ขายในจุดๆเดียวได้ แต่ถ้าคุณคิดการใหญ่ หรือ พอร์ตใหญ่ คุณอย่าไปคิดว่าจะซื้อหุ้นได้ที่ราคาต่ำสุด และขายณ.จุดราคาที่สูงสุดเลยครับ....ผมว่าฝันกลางวันคงจะง่ายกว่า

• -แล้วเรื่องของช่วงเวลาในการถือครองหุ้นหล่ะ ควรถือครองยาวนานแค่ไหน? และที่เขาบอกว่าเป็น VI ไม่ควรขายจริงหรือเปล่า? 

• ส่วนตัวผมคิดว่าVIเองก็มีหลายแขนง หลายอาจารย์ ไม่ได้มีสิ่งใดที่บ่งบอกว่า VIต้องถือยาว มีแต่หลักเกณฑ์สำคัญอยู่ตรงที่ ซื้อต่ำกว่ามูลค่าที่มันควรจะเป็น แสดงว่า ถ้าราคามันไปถึงเป้าหมายที่ควรจะเป็นแล้ว และเราเห็นตัวอื่นที่คิดว่าให้ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่า เราก็ขายเปลี่ยนตัวได้ครับ ไม่ผิดกฏอะไร 

• ส่วนนิสัยส่วนตัวผมนั้น ผมมักจะระบุคำตอบไว้เลยครับ ว่าจะขายเมื่อไหร่ตั้งแต่ที่ซื้อลงทุนเลยครับ แต่คำว่าเมื่อไหร่ ไม่ใช่ระยะเวลาหรือราคาที่ตายตัว แต่จะขายด้วยเหตุการณ์อย่างที่เราคาดไว้ก่อนหน้านี้ ว่าถ้าเกิดเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เราต้องขาย อย่างคำพูดที่ว่า “ถ้าเราซื้อหุ้นตัวนี้เพราะอะไร เราก็ต้องขายเพราะสาเหตุนั้น” 




• -ทำไมต้องมีการแยกประเภทของกิจการก่อนการประเมินมูลค่าของกิจการ?

• การที่เราจะสามารถวิเคราะห์ ทรัพย์สินสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างละเอียดนั้น ขั้นแรกเราต้องมีการ จัดกลุ่ม จัดเกรด แยกประเภท ให้กับทรัพย์สินชิ้นนั้นก่อน เฉกเช่นถ้าคุณต้องการประเมินอัญมณีก้อนหนึ่งที่ได้อยู่ในมือคุณ ว่ามีมูลค่าเท่าไหร่ อย่างน้อยๆคุณควรจะรู้ว่า มันคือ หินกรวด หินพลอย หรือ หินเพชร แล้วค่อยนำหินที่ว่าไปวิเคราะห์เพื่อดูขนาด ดูเนื้อ ดูน้ำ ดูตำหนิ ดูการกระจายของแสง และเปรียบเทียบคุณภาพต่างๆในกลุ่มเดียวกัน.....เราคงไม่ตีราคาอัญมณีที่มีตำหนิให้เท่ากับๆกับหินกรวดที่สวยๆใช่ไหมครับ การประเมินมูลค่าของกิจการก็เช่นเดียวกัน อย่างน้อยๆเราควรรู้ภาพใหญ่ของบริษัทที่เราจะทำการวิเคราะห์ก่อนว่า.....เขาจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมประเภทใด และมีรูปแบบธุรกิจเป็นแบบใด เพื่อการประเมินขั้นละเอียดต่อไป

• -ทำไมซื้อขายต้องมาจากสาเหตุเดียวกัน ไม่เข้าใจ?

• จากที่กล่าวไปข้างต้นว่า เราซื้อเพราะเหตุใด เราก็ต้องขายเพราะสาเหตุนั้น นั่นเป็นคำกล่าวถึงมุมมองภาพใหญ่ๆของธุรกิจที่เราจะเข้าไปลงทุน เช่นเรามองว่าธุรกิจนี้เขาแข็งแกร่ง มีขอบข่ายคูเมืองชัดเจน คู่แข่งเจาะได้ยาก น่าจะเป็นการลงทุนที่ปลอดภัย หรือธุรกิจนี้มีราคาที่ถูกเกินไป บ.ยังสามารถสร้างผลกำไร แต่ราคาที่ซื้อตอนนี้เท่าๆกับเงินสดของบริษัท ลบหนี้สินทั้งหมด หรือ ตัวธุรกิจของเขาเองน่าจะโตตามอุตสาหกรรมที่ยังมีช่องว่างอีกมาก โอกาสที่จะโตได้มากกว่า30เปอร์เซนต์ต่อปีในช่วงสามถึงสี่ปีนี้ เป็นต้น 

• สิ่งที่เรากล่าวถึงว่า เราซื้อหุ้นตัวนี้เพราะอะไร เราก็ต้องขายเพราะสาเหตุนั้น หมายความว่า ถ้าเราซื้อเพราะความแข็งแกร่งของธุรกิจเขา แต่ต่อมาเราพบว่า ตลาดเปลี่ยน เราคิดผิด ตอนนี้บริษัทเพรี่ยงพร้ำให้กับคู่แข่ง เราก็ต้องไม่หลอกตนเอง ควรพิจารณาในสาเหตุที่เราซื้อในตอนนั้น และมีการประเมินมูลค่าเขาใหม่อีกครั้งหนึ่ง 

• แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้ามีเรื่องที่ร้ายแรงเกิดขึ้นอื่นๆ เกิดขึ้นกับทางบริษัท แล้วเราควรอยู่เฉยๆ เช่น เราเลือกซื้อบริษัทที่แข็งแกร่ง คู่แข่งเจาะยาก แต่มารู้ทีหลังว่าผู้บริหารมีการตกแต่งบัญชี ไซฟอนเงิน เป็นผมๆก็คงจะบ๊ายบาย...ขอไปอยู่เรือลำที่ กัปตันเขาใช้เวลาควบคุมหางเสือและดูทิศทางเรือดีกว่าครับ

• ถาม-ตอบ พอหอมปากหอมคอ เรามาเริ่มเข้าเนื้อหาจริงกันดีกว่านะครับ ในภาคที่ผ่านมา ถ้าจะเปรียบก็คงจะเป็นแผนที่ใบใหญ่ ที่มีสัญลักษณ์ทิศทั้งสี่อยู่มุมกระดาษ มีเกาะแก่งต่างๆกระจายอยู่มากมาย มีรอยเส้นประเป็นเส้นนำทางที่เราต้องไป พร้อมกับ มีคำใบ้ในกระดาษเป็นระยะ และที่ขาดไม่ได้คือคำเตือน-อุปสรรคในที่ต่างๆในที่ๆเรากำลังจะพบเจอ ในภาคที่สองนี้ผมจะพาท่านไปทัวร์เกาะทั้งสี่ ที่จะมีการบอกใบ้สัญลักษณ์ให้เราไปค้นหาขุมทรัพย์กันดังนี้

• เกาะที่หนึ่ง เป็นวิธีการค้นหาหุ้นในแบบต่างๆ
• เกาะที่สอง จะบอกถึงการแยกประเภทหุ้นที่เจอ เป้าหมายคือต้องการแยกเพชรออกจากกรวด
• เกาะที่สาม จะกล่าวถึงวิธีการวิเคราะห์มูลค่าของกิจการ เพื่อที่ต้องการรู้ว่ามูลค่าเหมาะสมของเพชรเม็ดนี้ควรอยู่ที่เท่าไหร่
• เกาะที่สี่ จะกล่าวถึงวิธีการมองและกำหนดจุดซื้อตามผลตอบแทนที่เราต้องการ

• แต่ที่จริงแล้ว ผมควรจะต้องเริ่มต้นจาก การสอนให้ท่านดูเข็มทิศให้เป็น แต่ด้วยความรวบรัด และความมือใหม่ของผมในเรื่องงานเขียน ผมอาจจะบอกวิธีการต่างๆในขณะที่กำลังพาพวกท่านไปยังเกาะเป้าหมาย โดยอาจจะพูดถึงรายละเอียดของแต่ละเกาะ หรือ สอนให้ดูเข็มทิศ แล้วกระโดดไปเล่าถึงปลาหมึกยักษ์ที่เราจะต้องเจอ สุดท้ายอาจจะจบด้วยสาวผิวสองสีที่ไปพบเจอมา ยังไงคงต้องขอรบกวนให้ท่านทั้งหลายที่อุตส่าห์หลงอ่านแล้ว ให้มองสิ่งที่ผมกล่าวเป็นจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งๆ ให้เอาเรื่องต่างๆที่ได้เล่าให้ฟังในแต่ละเรื่องมาประกอบร่าง สร้างแผนที่ในใจ ในแบบที่พวกท่านอยากให้เป็นแล้วกันนะครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘