วิชาการพูด 41

เสน่ห์ในการพูด
สำนวนที่ว่า “คารมเป็นต่อรูปหล่อเป็นรอง”เป็นสำนวนที่ยังใช้ได้เสมอแต่ดูเหมือนว่า ความหมายที่เราเข้าใจกันจะเป็นว่าเกี่ยวกับการเกี้ยวพาราสีผู้หญิงเสียส่วนมากแต่ถ้ามองจริง ๆ จะรู้ว่าที่เราเข้าใจนั้นอาจจะดูแคบไปสักหน่อยและในที่นี้จะมองสำนวนนี้ให้กว้างออกไปอีกนิดคือหมายรวมเอาถึงการใช้คารมหรือคำพูดในสถานการณ์อื่นๆ  ที่นอกเหนือจากการเกี้ยวพาราสีผู้หญิงด้วย
มนุษย์เราเสน่ห์เมื่อแรกพบกันก็คือ รูปร่างหน้าตา แต่ว่าคนเราใช่ว่าจะมีรูปร่างหน้าตาอันมีเสน่ห์ชวนมองเสมอทุกคนไปดังนั้นคนเราก็จะต้องพยายามสร้างเสน่ห์ในจุดอื่นให้กับตัวเอง และสิ่งที่เป็นเสน่ห์ต่อมาก็คือ“การพูดจา”เราเองสามารถที่จะสร้างเสน่ห์จากการพูดจาได้ไม่น้อยไปกว่ารูปลักษณ์ภายนอกเลย
ลักษณะการพูดแบบมีเสน่ห์จึงได้รับความสนใจและศึกษาจากผู้ที่ต้องการพูดเอง จุดประสงค์ในการโฆษณาตัวเอง แต่ก็ไม่ได้เสียหายเลยกลับเป็นการดีอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ไม่ได้อยากโฆษณาตัวเอง ที่จะนำไปใช้
หลักที่จะกล่าวต่อไปนี้ รวบรวมมาจากหนังสือที่มีชื่อเป็นไทยว่า “พูดลิงหลับ”ซึ่งเป็นงานเขียนของ ดอกเตอร์ไต้ชาวไต้หวันเป็นการพูดเพื่อสร้างเสน่ห์ให้กับตัวเอง ไม่ว่าจะพูดต่อหน้าคนหมู่มาก เช่น การปราศรัย การบรรยายหรือแสดงปาฐกถา หรือไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์อื่นใดก็ตามในที่นี้สรุปได้ทั้งหมด 6 ข้อ ก็คือ
1. การอารัมภบท
ในการบรรยายหรือปราศรัยทั่วไปการกล่าวอารัมภบท จะเป็นเครื่องตัดสินว่าจะเรียกความสนใจของผู้ฟังและกลายเป็นความดึงดูดใจ และยังช่วยขจัดบรรยากาศที่ “แปลกหน้า”หรือความไม่คุ้นเคยระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง เป็นการย่นระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายให้ใกล้ชิดกว่าเดิมในช่วงอารัมภบทจะต้องพยายามเรียกเสียงหัวเราะและเสียงปรบมือจากผู้ฟังให้ได้ ไม่อย่างนั้นแล้วไม่ถือว่าเป็นนักพูดมืออาชีพ
2. การมีอารมณ์สุนทรีย์และคำพูดติดตลก
นักจิตวิทยาชื่อก้อง “ซิกมันด์ ฟรอยด์”บอกว่า “คนเรามีแนวโน้มแสวงหา สุนทรีย์นิยม ชื่นชมต่อบุคคลเรื่องราว และสิ่งของที่สร้างความสุขสันต์ สวยงามและหรรษา ระหว่างการสื่อสารทางถ้อยคำคำพูดที่แฝงอารมณ์ขัน และคำสัพยอกที่ไม่หลู่เกียรติจะสร้างความประทับใจเป็นพิเศษ”ลองดูสิครับเมื่อเราพูด เมื่อผู้ฟังเต็มใจที่จะฟังเราพูดแล้วคงไม่มีใครปฏิเสธที่จะยิ้มเวลาพูดติดตลกหรอกจริงไหม
3. จดจำชื่อและเรื่องราวของผู้ฟังให้ได้
ไม่ว่าใครก็ตาม “ชื่อ”เป็นเสียงที่ไพเราะที่สุด ทุกคนภาคภูมิใจในชื่อของตัวเองเราจะดีใจหรือว่ามีความรู้สึกดีเสมอที่มีคนจำชื่อเราได้เพราะนั่นแสดงว่าผู้พูดให้ความสนใจในตัวเรา และนอกจากจะต้องจดจำชื่อ เรื่องราวให้ถูกต้องแล้วยังต้องเรียกขานหรือใช้ในจังหวะที่ถูกต้องเหมาะสมด้วยมีผู้กล่าวว่า การจำชื่อสกุลของผู้อื่นได้เป็นวิธีสร้างความรู้สึกที่ดีได้ง่ายที่สุด
4. การเปิดเผยจุดด่างเล็กน้อยของตน
การเปิดเผยจุดด่างเล็กน้อยของตน เป็นการเพิ่มพูนภาพลักษณ์ความ “สมบูรณ์พร้อมอย่างมีตำหนิ”เพราะคนที่เก่งหรือว่าสมบูรณ์พร้อม ถ้ายอมเปิดเผย “จุดด่างความเป็นมนุษย์”ออกมาจะน่านิยมกว่าผู้ที่สมบูรณ์พร้อมไร้ที่ติทำให้ดูสูงจนสุดเอื้อม อย่างเช่น ถ้าหากรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะออกทีวีรายการสดแต่บังเอิญพูดผิดจนหน้าแดง หรือนายกชวนลื่นล้มในห้องน้ำจนหัวแตกอาจเป็นเหตุให้คุณผู้หญิงทั้งหลาย คลั่งไคล้ในตัวท่านทั้งสองมากขึ้น เพราะว่ายังไงท่านทั้งสองก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นธรรมดาเหมือนกับพวกเราเช่นกัน
5. ไม่ใช้คำพูดต้องห้ามและการเปลี่ยนปมด้อยให้เป็นคำชม
คำพูดต้องห้ามอย่างเช่น คำสบถสาบาน คำพูดเกี่ยวกับเรื่องเซ็กส์และกายภาพคำพูดเยาะเย้ยถากถางและคำพูดเปิดโปงตัวเอง เป็นต้น หรือคำพูดที่ทำให้ผู้ฟังฟังแล้วรู้สึกอึดอัดไม่สบายใจ ควรหลีกเลี่ยง
การเปลี่ยนปมด้อยของผู้ฟังให้เป็นคำชมนอกจากจะไม่เป็นการทำร้ายน้ำใจของผู้อื่นแล้ว ยังทำให้ผู้ฟังรู้สึกดีขึ้นอีกด้วยเช่น คนตัวเล็กควรพูดว่า สันทัดทะมัดทะแมง หรือเห็นคนอ้วนกว่าเดิมจะพูดว่า สมบูรณ์พูนสุข อยู่ดีกินดี หรือไม่ก็ราศีเถ้าแก่จับอะไรทำนองนี้จะฟังดูดีขึ้นเยอะ
6. อย่าเป่าลมให้ตัวเองพองขึ้น
ตามหลักจิตวิทยา “ทฤษฎีเรียกร้องขั้นพื้นฐาน”แต่ละคนตั้งเกณฑ์เรียกร้องต่อเกียรติและศักดิ์ศรีไม่เท่ากันมีคนมากมายต้องการให้คนอ่นชื่นชมความสามารถและความสำเร็จของตัวเอง จึงประโคมอวดอ้างจุดเด่น ปมเขื่องบางอย่างเพื่อเสริมคุณค่าของตัวเอง หรือทำให้คนอื่นยอมรับและยกย่องแต่ถ้าบางครั้งเกิดเหตุการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อตัวเองลมที่พองอยู่อาจถูกปล่อยออกมาได้เหมือนกันฉะนั้นการพูดสื่อสารกับคนอื่น พยายามใช้ถ้อยคำเรียบง่าย หลีกเลี่ยงการอัดลมให้ตัวเองพองขึ้นผู้อื่นจะได้ไม่เกิดความรู้สึกว่า “คุยโม้มากไป”
ที่กล่าวมาทั้งหมด 6 ข้อคือ
1. อารัมภบทแปลก ๆ เรียความสนใจ
2. มีอารมณ์สุนทรีย์พูดติดตลก
3. จดจำชื่อเรื่องราวของผู้ฟังให้ได้
4. การเปิดเผยจุดด่างเล็กน้อยของตน
5. ไม่ใช้คำพูดต้องห้าม
6. อย่าอัดลมให้ตัวเองพองขึ้น
ทั้ง 6 ข้อ เมื่อวิเคราะห์ทางจิตวิทยาแล้ว นับว่าใช้ได้ผลกับการพูดและก่อให้เกิดเสน่ห์กับผู้พูดได้อย่างดีทีเดียว เชื่อว่านักพูดทุกคนต้องการที่จะเป็นที่รักของผู้ฟัง ต้องการที่จะให้ผู้ฟังสนใจทั้งนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะนำหนักนี้ไปปฏิบัติและปรับปรุงการพูดตัวเอง เพราะแต่ละข้อจะเปรียบได้เหมือนส่วนผสมในการปรุงยา เมื่อรวมจนครบทุกส่วนผสมแล้วเราก็จะได้ยาเสน่ห์การพูดที่ให้ผลดีอย่างน่าอัศจรรย์.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘