วิชาการพูด 37

ผงชูรสการพูด
เพื่อน ๆ คะ ถ้ากล่าวว่ามนุษย์เรามีอาหารที่ะรับประทานได้หลายทาง เพื่อน ๆ ว่าจริงไหมคะ อาหารที่เรารับประทานเข้าไปเพื่อยังชีพ เราก็เรียกว่าอาหารปาก เพราะมันเข้าทางปาก แต่ถ้าเราได้ดูสิ่งสวย ๆ งาม ๆ เห็นแล้วรู้สึกระทึกใจ เร้าใจ ภาพที่เห็นนั้นก็เรียกว่าอาหารตา และสิ่งที่เรารับฟังได้ทางหูก็เป็นอาหารหู นั่นคือ “การพูด” อาหารหูของเพื่อน ๆ มีรสอร่อยหรือยังคะ ถ้ายัง หรืออาจดีอยู่แล้ว แต่อยากให้รสชาติกลมกล่อมขึ้นไปอีกละก็ เชิญฟังทางนี้ค่ะ วันนี้ดิฉันมีสิ่งพิเศษที่จะสามารถทำให้อาหารหูของเพื่อน ๆ เอร็ดอร่อยกลมกล่อมอย่างที่ใคร ๆ ได้รับประทานเข้าไปแล้วก็ต้องติดใจอยากประทานอีก มาฝากค่ะ
ของสิ่งนี้เป็นเกร็ดเล็ก ๆ ใส ๆ เหลี่ยม ๆ หรือที่พ่อครัวแม่ครัวชั้นเยี่ยมเขาเรียกกันว่า ผงชูรส แต่เป็นผงชูรสการพูดที่จะนำไปใช้ปรุงอาหารหูของเพื่อน ๆ ให้มีรสชาติที่พิเศษขึ้นค่ะ ซึ่งดิฉันได้เกร็ดเล็ก ๆ ใส ๆ เหลี่ยม ๆ นี้มาจากหนังสือ “ผงชูรสการพูด” ของอาจารย์ถาวร โชตชื่น และอาจารย์เสน่ห์ ศรีสุวรรณค่ะ “ผงชูรสการพูด” ซึ่งเป็นกลเม็ดเกร็ดการพูดสูตรพิเศษเพื่อรสชาติของการฟังนี้ อาจารย์ทั้งสองก็ได้แนะนำว่า สามารถที่จะไปใช้ได้ทุกเมื่อตามความเหมาะสมเลยทีเดียวค่ะ เรามาดูส่วนผสมของผงชูรสเนี้กันก่อนนะคะ ซึ่งได้แก่
ส่วนประกอบอันที่ ๑ การอุปมาอุปไมย หรือการพูดเชิงเปรียบเทียบ การพูดหากมีการอุปมาอุปไมยด้วยแล้วล่ะก็ จะช่วยทำให้ผู้ฟังฟังแล้วเข้าใจเรื่องที่พูดง่ายขึ้น แต่ก็ต้องพิจารณาให้ดีก่อนนะคะว่าเรื่องที่ยกมาเป็นอุปมาอุปไมยนั้นมันเข้ากับเรื่องที่เราจะพูดหรือเปล่า
ส่วนประกอบอันที่ ๒ การใช้ภาษาแปลก ๆ เรื่องที่ธรรมดา ๆ นี่นะคะ หากเรารู้จักภาษาที่เข้าท่าเข้าทางแล้วล่ะก็ จะชวนให้น่าติตามทีเดียวแหละค่ะ ลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ หากดิฉันจะมาแนะนำยาแช่ผักผลไม้แก่เพื่อน ๆ โดยพูดว่า “ถ้าเพื่อน ๆ แช่ผักด้วยสิ่งนี้แล้ว ผักของเพื่อน ๆ จะดูสด ไม่เหี่ยวไปหลายวัน” กับพูดว่า “ดิฉันรับรองว่าถ้าเพื่อน ๆ แช่ผักด้วยสิ่งนี้แล้ว ผักของเพื่อน ๆ จะสดชูช่อกระเด๊ะอยู่ตลอดเวลา ไม่มีคำว่าเหี่ยวหัวตกเป็นอันขาด” เป็นไงคะกับถ้อยคำแปลก ๆ พิสดารเช่นนี้ ช่วยให้เห็นภาพพจน์ดีขึ้นไหมคะ
ส่วนประกอบอันที่ ๓ แทรกตัวอย่างเข้าไปเสริม การพูดของเราจะไม่เป็นแบบราบเรียบธรรมดา ถ้าเรามีตัวอย่างสอดแทรกตามสมควร และนักพูดที่ดีควรจะต้องมีตัวอย่างสะสมไว้มาก ๆ
ส่วนประกอบอันที่ ๔ แสดงความเฉิ่มความเชย ความเฉิ่มเชยของผู้พูดบางครั้งก็มีประโยชน์ สามารถเรียกเสียงฮาจากผู้ฟังได้ดีเหมือนกัน การแสดงความเชยนั้นก็แสดงได้สองแบบ คือ แบบที่พลาดพลั้งไปจริง ๆ กับแบบที่ตั้งใจหรือเตรียมเอาไว้ก่อนแล้วก็ได้
ส่วนประกอบอันที่ ๕ การเปิดเผยทีเด็ด โดยการปิดซ่อนบางสิ่งบางอย่างไว้เป็นทีเด็ด ชวนให้คนฟังติดตาม เช่น เพื่อน ๆ ทราบไหมคะว่าทำไมแม่ชีถึงไม่อยากไปจุฬาฯ… ก็เพราะว่า…แม่ชีกลัวพระเกี้ยว
ส่วนประกอบอันที่ ๖ อ้างเกร็ดบทกวี การเป็นนักพูดเจ้าบทเจ้ากลอนก็สามารถเรียกความสนใจจากผู้ฟังได้ดีทีเดียว เช่น ตามตำราของการดื่มเหล้านั้น ผู้ดื่มจะมีอาการแปลก ๆ ที่แตกต่างกันไปตามปริมาณของเหล้าที่ผ่านเข้าไปในลำคอ ซึ่งพอจะเรียงเป็นคำคล้องจองได้ดังนี้แก้วที่หนึ่งนงนุช    แก้วที่สองพุทธวาจา
แก้วที่สามแกล้วกล้าพูดจาฉลาด    แก้วที่สี่องอาจผ้าขาดไม่รู้ตัว
แก้วที่ห้าเมามัวพูดไม่กลัวผิด  แก้วที่หกมิ่งมิตรพูดผิดทุกคำ
แก้วที่เจ็ดปิดหน้าตาดำมือคลำหนทาง   แก้วที่แปดนวลนางเห็นช้างเท่าหมู
แก้วที่เก้าโฉมตรู เห็นประตูเป็นบันได   แก้วที่สิบไปไม่ไหว ลงนอน
ส่วนประกอบอันที่ ๗ ยอวาทีกระแนะกระแหน ซึ่งก็คือวิธีการพูดชมเชิงกระแนะกระแหนเหน็บแนม เช่น ม.ช.ของเรานี่นะคะดี๊ดี มีวิธีในการแก้ไขปัญหาการจราจรหลายวิธี วิธีหนึ่งก็คือห้ามนักศึกษาชั้นปีที่ ๑ และ ๒ ที่อยู่หอพักมีมอเตอร์ไซค์ขี่ แล้วให้นั่งรถแดง รถแดงก็ดี๊ดี สามัคคีกันดีค่ะ เวลามาทีก็มาพร้อม ๆ กัน เวลาไม่มาก็ไม่มาพร้อมกันอีก ทำให้นักศึกษาเข้าเรียนกันทันไม่ถึงครึ่งห้อง
ส่วนประกอบอันที่ ๘ แหย่เล่นกับผู้ฟัง เช่น เพื่อน ๆ คะ รู้จักกาลิเลโอไหมคะ… อ๋อ รู้จักกันหรือคะ ไม่ทราบว่าเดี๋ยวนี้ยังเจอกันอยู่หรือเปล่าคะ
ส่วนประกอบอันที่ ๙ กระทบกระทั่งตัวเอง ถ้าเข้าใจเลือกจังหวะให้พอเหมาะแล้ว วิธีนี้จะเป็นวิธีการที่ค่อนข้างได้ผลพอสมควร เพราะทางจิตวิทยาคนเรามักพอใจที่อยู่ ๆ ก็มีคนเสียดสีตัวเองให้ฟัง
ส่วนประกอบอันที่ ๑๐ บรรเลงตั้งแต่เปิดฉาก อาหารจะอร่อยหรือไม่อร่อยอยู่ที่คำแรก ถ้ารสชาติถูกปากก็พูดได้ว่าอาหารจานนี้อร่อย การพูดก็เหมือนกัน การเปิดฉากที่มันและสนุกสนานย่อมส่งผลดีไปตลอดการพูดครั้งนั้นด้วย
นี่คือส่วนผสมของผงชูรสที่อาจารย์ถาวรได้มอบให้ นอกจากนี้อาจารย์เสน่ห์ก็ยังมีส่วนประกอบหรือคำพูดต้องห้าม ที่หากเผลอหยิบใส่เข้าไปแล้วอาจทำให้รสชาติของอาหารที่แม้จะปรุงผงชูรสไปแล้วก็ตาม เสียรสชาติหรือรสชาติที่ผิดไปได้ มีอยู่ ๗ ประเภทด้วยกันคือ
ประเภทที่ ๑ คำหยาบคาย เป็นคำพูดที่พึงหลีกเลี่ยง พูดไปมีแต่ความเสียหาย ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย มีเรื่องเล่าของอาจารย์เสน่ห์เกี่ยวกับเรื่องนี้คือ ด็อกเตอร์สองคนเป็นเพื่อนสนิทกันมาก ไปเจอกันที่สนามบิน คนหนึ่งกำลังจะไปเมืองนอก อีกคนหนึ่งกลับมาจากเมืองนอก พอเจอกันเข้าก็เลยทักทายกันอย่างสนิทสนมตามแบบฉบับทันทีว่า
“อ้าว ไอ้เห้… มึงจะไปไหนวะ”
“อ้าวไอ้เห้… กูจะไปญี่ปุ่นว่ะ”
“แหมไอ้เห้… มึงไม่เคยโทรมาคุยกับกูเลยนะ”
“อ้าวไอ้เห้… มึงไม่ค่อยอยู่เลยนี่หว่า”
ด็อกเตอร์สองคนนี้รักษาภาษาของพ่อขุนรามฯไว้ได้ดีมาก ก่อนจะจากกัน ด็อกเตอร์ที่เพิ่งกลับมาก็หันไปบอกลูกชายที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ว่า “เอ้าลูก ลาลุงเขาซีลูก” ลูกชายซึ่งยืนฟังด้วยความงงงวยอยู่นานจึงยกมือไหว้ลาเพื่อนพ่อไปอย่างงง ๆ ว่า “ผมลาก่อนนะครับ คุณลุงเห้…”
เป็นไงละคะ ระวังนะคะ ใช้คำพูดแบบนี้ก็อาจจะกลับเข้าตัวอย่างนี้ก็ได้นะคะ
ประเภทที่ ๒ คำสองแง่สองง่าม ซึ่งมีความหมายไปในทางสัปดน ชวนให้คนฟังคิดไปในทางกุศลบ้าง อกุศลบ้าง เช่น ในการโต้วาทีในงานส่งเสริมการรักษาสุขภาพฟัน มีญัตติว่า “ฟันผู้หญิงดีกว่าฟันผู้ชาย” ฟังญัตติแล้วถ้าไม่คิดอะไรก็พอจะแปลความหมายในทางที่ว่าสุขภาพฟันของผู้หญิงมีสุขภาพที่ดีกว่าของผู้ชาย แต่ถ้าใครไม่รู้ถึงที่มาที่ไปของงาน หรือบางคนก็ชอบคิดลึกหน่อย ก็อาจจะแปลคำว่า ฟัน เป็นการกระทำอย่างหนึ่งไป
ประเภทที่ ๓ คำที่สวนความรู้สึก บางคนชอบใช้คำพูดที่สวนความรู้สึกของคนฟัง ทำให้คนฟังแปลจากความปรารถนาดีเป็นปรารถนาร้ายไปเลยก็ได้ เช่น ประโยคลาของพนักงานที่บริการลูกค้ามักจะกล่าวว่า “กลับแล้วหรือคะ เอาไว้เจอกันใหม่นะคะ” คำว่า “เจอกัน” ความหมายออกจะเป็นประเภทท้าตีท้าต่อยมากกว่า ซึ่งถ้าเป็นผู้ชายด้วยแล้ว “เอาไว้เจอกันใหม่นะครับ” ยิ่งจะดูน่ากลัวไปใหญ่ แต่ถ้าเข้าใจปรับปรุงคำพูดให้สละสลวยขึ้นอีกนิดเป็นว่า “ขอบคุณมากครับ โอกาสหน้าเชิญใหม่นะครับ” ก็จะทำให้คนฟังรู้สึกดีขึ้น
ประเภทที่ ๔ ใช้คำผิดหรือผิดความหมาย เรื่องการใช้คำผิดความหมายนี่มีเยอะแยะไปหมด แม้แต่ทางราชการ เช่น ด่านเจ้าหน้าที่ตำรวจมักจะติดป้ายไว้ว่า “หยุดตรวจ” ซึ่งความหมายน่าจะแปลได้ว่าตอนนี้ไม่ได้ทำการตรวจ ให้ผ่านไปได้ ความจริงเพิ่มคำเข้าไปอีกนิดว่า “หยุดเพื่อตรวจ” ความหมายก็จะดูชัดเจนขึ้น แถวห้างสรรพสินค้าก็เหมือนกัน เขียนเอาไว้ว่า “หยุดรับบัตร” อ่านแล้วก็เหมือนจะแปลว่า ไม่ต้องรับเข้าไปจอดได้เลย น่ากลัวเหมือนกันว่าขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังก้ม ๆ เงย ๆ เขียนอยู่นั้น หากเงยขึ้นมาอีกที อ้าวไปซะแล้ว ถ้าเพิ่มอีกนิดว่า “หยุดเพื่อรับบัตร” ก็จะดีกว่าเยอะเลย
นักพูดที่ดีต้องไม่ใช้คำที่ผิดความหมาย เพราะผู้ฟังอาจเข้าใจผิดจนเป็นอันตรายต่อชีวิตผู้พูดได้ เช่น ตัวอย่างนี้ค่ะ เถ้าแก่คนหนึ่งพยายามไปทวงหนี้จากลูกหนี้อยู่หลายครั้ง แต่ลูกหนี้ก็ไม่ยอมจ่ายซักที เถ้าแก่ก็เลยชักหมดความพยายาม จึงบอกกับลูกหนี้ไปด้วยเสียงค่อนข้างจะเฮี้ยบว่า “อั๋วคงไม่มีเวลามาเก็บเฮียแล้ว อีกสองวันอั๊วะจะใช้ลูกน้องมาเก็บเฮียให้ได้” ลูกหนี้ได้ฟังดังนั้นก็เลยพูดว่า “ก่อนลื้อจะให้ลูกน้องลื้อมาเก็บอั๊วะ อั๊วะเก็บลื้อซะก่อนดีไหม” เถ้าแก่คนนั้นก็เลยต้องเรียบร้อยโรงเรียนจีนไป เพื่อน ๆ ได้ฟังตัวอย่างนี้แล้วก็ระวังหน่อยนะคะ การใช้คำผิดความหมายอาจเป็นอันตรายที่ร้ายแรงได้
ประเภทที่ ๕ คำพูดเปลืองตัว คือประเภทที่พูดไปแล้วไม่ระวังอาจเข้าตัวได้ โดยเฉพาะคุณ ๆ ผู้หญิงทั้งหลาย เช่น สตรีท่านหนึ่งเป็นวิทยากรสาธิตใบหูเสือใช้รักษาคนเป็นหูน้ำหนวกว่าต้องทำอย่างไร และจะได้ผลอย่างไร ตอนสรุปจบเธอก็ได้บอกกับผู้ฟังว่า “ถ้าท่านผู้ฟังสนใจก็มาเอากับดิฉันได้” ฟังดูไม่ใช่ชวนไปเอาต้นหูเสือซะแล้ว ผู้ฟังที่เป็นผู้ชายก็คงตาลุกวาวกับคำพูดที่ว่า “มาเอากับดิฉันได้” มากกว่าจะสนใจเอาใบหูเสือเป็นแน่
ประเภทที่ ๖ คำซ้ำความหมาย ซึ่งจะทำให้การพูดฟังดูน่าเบื่อ ไม่กระชับ เช่นว่า… “เพื่อน ๆ คะ ดิฉันยังเป็นโสดนะคะ คือยังไม่มีแฟนน่ะค่ะ หรือคือยังไม่แต่งงาน คือยังไม่มีคู่ครอง หรือยังไม่มีสามีน่ะค่ะ” เรื่องเพียงนิดเดียวแต่ใช้คำซ้ำความหมายอย่างนี้แล้ว ทำให้น่าเบื่อไปเลยใช่ไหมคะ เอ้อ…ที่พูดมาเมื่อกี้ เรื่องจริงนะคะ
ประเภทที่ ๗ ภาษาต่างประเทศ ถ้าหากว่ามีภาษาไทยใช้อยู่แล้ว ก็จงเลี่ยงการใช้ภาษาต่างประเทศจะเป็นการดี ดิฉันจะขอยกตัวอย่างที่อาจารย์ใช้ประกอบการอธิบายเรื่องนี้คือ การชกมวยสากล นักมวยไทยเวลาจะขึ้นชกก็ต้องมีการประกาศชื่อเป็นภาษาอังกฤษออกทางหน้าจอโทรทัศน์ อย่างที่เมื่อหลายปีก่อน ก้องธรณีชกกับนักชกชาวโรมัน พอเริ่มประกาศชื่อที่หน้าจอโทรทัศน์ก็ทำให้รู้เลยว่าต้องแพ้แน่ ๆ ก็ก้องธรณีเวลาเขียนสะกดเป็นภาษาอังกฤษนั้นเขียนว่า kong thoranee อ่านว่า กอง-ทอ-ระ-นี อย่างนี้แล้วจะชนะได้อย่างไร ทางที่ดีเราควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาอังกฤษและภาษาต่างประเทศอื่นๆ จะดีกว่านะคะ
นี่ก็คือคำพูดต้องห้ามทั้ง ๗ ประเภท คือ คำหยาบคาย คำสองแง่สองง่าม คำที่สวนความรู้สึก การใช้คำผิดความหมาย ใช้คำที่ซ้ำความหมายเดิม และการใช้คำภาษาต่างประเทศ อย่าลืมนะคะ ก่อนพูดทุกครั้งต้องคิดให้ถี่ถ้วนก่อนพูด คำพูดต้องห้ามเหล่านี้ควรจะต้องระมัดระวังทุกครั้งที่มีการพูด อย่าคิดว่าเราเป็นคนตรง ชอบพูดตรง ๆ ไม่สนใจว่าจะเป็นสถานการณ์อะไร เพราะว่าอาจจะโดนสวนหมัดตรง ๆ กลับมาก็เป็นได้
และก็อย่าลืมนะคะ สูตรสำเร็จทั้ง ๑๐ ประการที่เป็นส่วนประกอบของผงชูรสการพูด อันได้แก่ การอุปมาอุปไมย การใช้ภาษาแปลก ๆ การแทรกตัวอย่างเข้าไปเสริม การแสดงความเฉิ่มเชย การอ้างเกร็ดบทกวี ยอวาทีกระแนะกระแหน แหย่เล่นกับผู้ฟัง บรรเลงตั้งแต่เปิดฉาก เหล่านี้เป็นสูตรสำเร็จที่สามารถนำไปใช้ได้ทุกเมื่อ แต่ถ้าใครรู้สูตรแล้วนำไปเก็บไว้เฉย ๆ ไม่เคยใช้เลย ผงชูรสก็อาจจะโดนน้ำ โดนความชื้นละลายไปหมดโดยเปล่าประโยชน์ และอย่าลืมว่า ยิ่งหัดใช้ ยิ่งหัดปรุงการพูดก็จะยิ่งมีรสชาติที่สะเด็ดสะเด่ามากขึ้น ข้อสำคัญ ขอให้ใช้ผงชูรสแท้ ๆ นี้เท่านั้น อย่าไปใช้ผงขาว หรือคำพูดต้องห้ามไปใส่แทนผงชูรสเป็นอันขาดนะคะ.

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘