วิชาการพูด 35

สูตรสำเร็จการพูด
ผมเชื่อว่าพวกเราทุกคนคงเคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้มาบ้างแล้ว อย่างเช่น เวลาพูดเกิดความประหม่าจนไม่สามารถพูดให้ดีได้ดั่งใจ หรือไม่ก็ไม่สามารถใช้ความคิดให้เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ขาดความเชื่อมั่นในตนเองขณะพูด
เหตุการณ์เหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นอีกถ้าหากเพื่อน ๆ นำสูตรสำเร็จที่ผมกำลังจะบอกให้ต่อไปนี้ลองไปปฏิบัติดู และผมก็มีความเชื่อมั่นอย่างแน่นอนว่าถ้าใครได้ทำตามที่ผมแนะนำแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ยากเลยที่จะก้าวสู่การเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่ ใช้คำพูดควบคุมความคิดของคนอื่นได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนต้องการไม่ใช่หรือครับ
สำหรับสูตรสำเร็จการพูดที่ผมจะบอกแก่เพื่อน ๆ นั้น เป็นเคล็ดลับของนักพูดชื่อดัง “เดล คาร์เนกี” ที่มีความสามารถในการพูดได้อย่างยอดเยี่ยม วิธีการที่เขาแนะนำนั้นพอจะสรุปได้เป็น ๑๑ ข้อใหญ่ ๆ คือ
๑. เตรียมให้พร้อม ๒. ซักซ้อมให้ดี ๓. ท่าทีให้สง่า
๔. กล่าววาจาทักทาย ๕. เริ่มบรรยายให้เข้าที ๖. เรื่องดีน่าสนใจ
๗. ความหมายชัดเจน ๘. เสียงเน้นฟังพอดี ๙. อย่าให้ให้มีเอ้ออ้า
๑๐. ดูเวลาให้ครบ ๑๑. สรุปจบจับใจ
ข้อแรก เตรียมให้พร้อม หลักในการเตรียมตัวให้พร้อมนั้นมีองค์ประกอบอยู่สองอย่างคือ ปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอกได้แก่ การเตรียมเรื่องราวที่จะพูด เริ่มต้นจากหาข้อมูล รวบรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการพูดให้ได้มากที่สุด และจัดลำดับความสำคัญของเนื้อหา เขียนเป็นบทพูดโดยใช้ภาาาของตัวเราเอง ส่วนปัจจัยภายในคือ การนำความคิดของเรามาจัดให้เข้ารูป หลังจากนั้นก็จำเกี่ยวกับบทพูด โดยจำเฉพาะจุดสำคัญของเรื่องที่จะพูดเท่านั้น ไม่ต้องจำรายละเอียดทั้งหมด แต่ให้สามารถลำดับเนื้อหาได้อย่างต่อเนื่อง
ข้อสอง ซักซ้อมให้ดี เป็นการซ้อมพูดหลังจากได้บทพูดแล้ว เพราะถือว่าการซ้อมเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นในตนเองขณะพูด อาจทำได้โดยใช้เทปอัดเสียงแล้วเปิดฟัง หรือจะฝึกหัดกับเพื่อนแล้วให้ เพื่อนช่วยวิจารณ์ พยายามปรับปรุงแก้ไขให้พูดเป็นธรรมชาติที่สุด ข้อสำคัญคือ ต้องฝึกซ้อมบ่อย ๆ จนชำนาญ
ข้อสาม ท่าทีให้สง่า เป็นการสร้างบุคลิกและท่าทางระหว่างที่พูด เนื่องจากบุคลิกและท่าทางของผู้พูดเป็นสิ่งสำคัญที่จะสร้างความเชื่อถือให้เกิดกับผู้ฟัง ดังนั้น ผู้พูดควรแต่งกายให้ดูภูมิฐาน สะอาด เรียบร้อย ก่อนขึ้นพูดไม่ควรกินอาหารหนัก ถ้าหากรู้สึกเหน็ดเหนื่อยควรพักผ่อนเสียบ้าง ระหว่างการพูดไม่ควรยืนอยู่หลังโต๊ะ วางตัวให้เป็นธรรมชาติ ใช่ท่าทางประกอบการพูดให้พอดีสอดคล้องกับเรื่องที่พูด ข้อสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ต้องยิ้มแย้มแจ่มใสระหว่างการพูดด้วย
ข้อสี่ กล่าววาจาทักทาย ขั้นแรกเมื่อเดินขึ้นไปอยู่บนเวทีแล้ว ผู้พูดควรทักทายผู้ฟังเพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองให้เกิดขึ้นระหว่างผู้พูดกับผู้ฟัง ขั้นต่อมาก็สร้างความเชื่อมั่นและความกระตือรือร้นที่จะพูด ตามองผู้ฟัง การทำเช่นนี้จะทำให้ผู้ฟังเกิดความสนใจในตัวเราและเรื่องที่จะพูด
ข้อห้า เริ่มบรรยายให้เข้าที การเปิดเรื่องควรใช้ข้อความสั้น ๆ เข้าสู่ใจความของเรื่องให้เร็วที่สุด ข้อที่ควรระวังในการเปิดเรื่องมีดังนี้คือ “อย่ามัวอ้อมค้อม อย่ายอมถ่อมตน อย่าสาละวันขออภัย อย่าทำให้ตลก” เพราะเพราะถ้าทำอย่างนี้แล้ว ความสนใจของผู้ฟังจะลดลง ควรเปิดเรื่องแบบ “พาดหัวข่าว เร้าสนใจ ใส่คำถาม ความสงสัย ใช้วาที ชี้คุณค่า น่าตะลึง”“พาดหัวข่าว” เป็นการเปิดเรื่องด้วยการเล่าเรื่องที่คนทั่วไปกำลังสนใจกันอยู่ “เร้าอยากรู้” คือการเร้าความอยากรู้ให้เกิดกับผู้ฟัง “สู่คำถาม” เป็นการเริ่มต้นด้วยการถามคำถามผู้ฟัง “ความสงสัย” เป็นการเริ่มต้นด้วยตัวอย่างแปลก ๆ “ใช้วาที” คือการอ้างคำพูดของบุคคลสำคัญ “ชี้คุณค่า” เป็นการขึ้นต้นด้วยการชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับ และ “น่าตะลึง” เป็นการเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงที่ทำให้คนตะลึง
ข้อหก เรื่องดีน่าสนใจ เรื่องที่พูดควรเป็นเรื่องที่คนทั่วไปสนใจ ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวเอง เช่น สุขภาพ ร่างกาย และอีกอย่างหนึ่งคือการนำเรื่องที่ธรรมดามานำเสนอให้เป็นเรื่องที่แตกต่างจากเดิม ซึ่งสามารถทำให้ผู้ฟังสนใจเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ถ้ามีการใช้อุปกรณ์ประกอบการพูดแล้วจะเป็นผลดีมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ฟังจดจำสิ่งที่เราพูดได้นาน
ข้อเจ็ด ความหมายชัดเจน ในการพูดแต่ละครั้งควรทำให้ผู้ฟังเข้าใจสิ่งที่เราพูด อาจใช้การเปรียบเทียบกับสิ่งที่คนรู้จักอยู่แล้ว หรือว่าจะใช้ของสะดุดตามาประกอบคำพูด ใช้คำจำกัดความหมาย รวมไปถึงอ้างตัวอย่างหรือบุคคลที่มีตัวตน ข้อสำคัญคืออย่าบรรยายลักษณะสำคัญหลายจุด และการกล่าวซ้ำความคิดเพื่อให้ผู้ฟังเชื่อเรามากยิ่งขึ้นนั้น ควรใช้ถ้อยคำที่แตกต่างกันไป
ข้อแปด เสียงเน้นฟังพอดี เสียงที่ใช้ในการพูดนั้นควรดังให้ได้ยินกันทั่ว มีการใช้เสียงหนักเบาให้แตกต่างกันไปเพื่อเพิ่มรสชาติในการพูด ใช้เสียงหนักในคำที่มีความสำคัญ ลดเสียงในคำที่ไม่มีความสำคัญ ใช้ระดับเสียงสูงต่ำสลับกันไปเพื่อผู้ฟังไม่เบื่อ การใช้จังหวะพูดก็มีส่วนช่วยโดยถ้าถ้อยคำไม่สำคัญอาจพูดอย่างรวดเร็ว แต่จะพูดช้าลงในคำพูดที่ต้องการเน้น สำหรับความคิดสำคัญให้หยุดนิดหนึ่งก่อนและหลังพูดเล็กน้อย
ข้อเก้า อย่าให้มีเอ้ออ้า ในการพูดนั้นผู้พูดควรทำให้การพูดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช้คำพูดที่ซ้ำกันอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้ฟังจะเกิดความรำคาญ ทำให้เสียสมาธิในการฟังได้
ข้อสิบ ดูเวลาให้ครบ เรื่องเวลานั้นเป็นสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งในการพูด ผู้พูดควรพูดให้เหมาะสมกับเวลาโดยดูเนื้อหาประกอบ ไม่ควรที่จะพูดนานเกินไปเพราะจะทำให้ผู้ฟังไม่สนใจฟังได้
ข้อสิบเอ็ด สรุปจบจับใจ วิธีปิดฉากการพูดนั้นเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผู้ฟังประทับใจและจดจำเรื่องที่พูดไปอีกนาน สิ่งที่ไม่ควรทำในการปิดเรื่องมี ๓ อย่าง คือ “ไม่มากก็น้อย คอยขอโทษ หมดแค่นี้” อย่างแรกคือการกล่าวถึงเรื่องที่พูดมาทั้งหมดว่าคงให้ประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย อย่างที่สองคือมัวแต่ขอโทษผู้ฟังที่รบกวนเวลาให้ฟัง และอย่างที่สามคือบอกว่าเรื่องที่พูดลงจบลงเพียงแค่นี้
แต่สิ่งที่ควรทำในการปิดเรื่องมีดังต่อไปนี้ “สรุปสุนทร คำสอนศาสนา วาจายกย่อง วรรคทองจับใจ ทำให้หัวเราะ เฉพาะบทกวี มีการวิงวอน” “สรุปสุนทร” คือการสรุปใจความให้รวบรัด “คำสอนศาสนา” คือการอ้างคำสอนทางศาสนา “วาจายกย่อง” เป็นการยกย่องผู้ฟังที่นั่งฟังด้วยความตั้งใจ “วรรคทองจับใจ” คือใช้คำคมหรือข้อคิดเตือนใจ “ทำให้หัวเราะ” เป็นการปิดเรื่องโดยทำให้ผู้ฟังเกิดความบันเทิงใจ “เฉพาะบทกวี” เป็นการนำกวีนิพนธ์มาปิดเรื่อง และ “มีการวิงวอน” เป็นการวิงวอนให้ผู้ฟังปฏิบัติตามที่สิ่งที่เสนอไป
เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับสูตรสำเร็จการพูด เพื่อน ๆ จะเห็นว่ามันไม่ยากเลยใช่ไหมครับ ผมเชื่อแน่ว่าถ้าใครปฏิบัติได้ครบทั้ง ๑๑ ข้อที่พูดมา คนนั้นจะต้องเป็นนักพูดที่ยิ่งใหญ่สมกับตั้งใจไว้อย่างแน่นอนครับ แต่อย่างไรก็ดี เพื่อน ๆ อย่าลืมนะครับว่า การที่จะประสบความสำเร็จในการพูดได้นั้น ไม่ใช่เฉพาะรู้หลักปฏิบัติเพียงอย่างเดียว แต่เราจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยจึงจะเกิดผลสูงสุดต่อตัวเราเอง
“อยากจะเป็นนักพูดดีต้องมีหลัก               ต้องรู้จักกลวิธีมีแบบแผน
คือเตรียมการอย่างมั่นใจไว้เป็นแกน   ไม่คลอนแคลนจากขั้นตอนก็นอนใจ
ชั้นที่หนึ่งพึ่งเตรียมตัวไม่มัวช้า          ชั้นต่อมาเตรียมเรื่องราวเข้าเงื่อนไข
ชั้นที่สามหาความพร้อมย้อมฤทัย          พูดเมื่อไรก็เยี่ยมยอดตลอดกาล.”

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘