วิชาการพูด 25

ไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรมืออาชีพชื่อนี้รับประกันคุณภาพ
                หากจะต้องยกนิ้วขึ้นมาเพื่อลำดับพิธีกรที่ถือว่าอยู่ในระดับแนวหน้า ก็คงจะได้ตัวเลขที่มากพอสมควร แต่ถ้าจะจัดให้เป็นมือหนึ่งของไทยจริง ๆ นั้น ก็คงจะมีไม่มากนัก ..คน ๆหนึ่งที่เหมาะสมจะได้รับตำแหน่งนี้จนไม่มีใครกล้าปฏิเสธ แต่กลับต้องยอมรับในความสามารถและฝีไม้ลายมือของเขาแทน .. เพราะ ไตรภพ ลิมปพัทธ์  ชื่อนี้การันตีถึงคุณภาพระดับคับแก้วของเขาได้เป็นอย่างดี
                   ผู้ชายผู้ร่ำรวยความสามารถคนนี้ ได้กล่าวไว้ในบทสัมภาษณ์ ของหนังสือ 10 วิธีสู่ความสำเร็จ ในตอนต้นว่า…
                   " ความจริงชีวิตของผมไม่น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับใครได้เลยนะ เพราะเป็นชีวิตที่แทบจะเรียกได้ว่า มีราชรถมาเกยตลอด พอเรียนจบจากนิติศาสตร์ รามคำแหง ก็มีงานมารอเรียกตัวเลย  ทำงานอยู่ดี ๆก็มีคนมาชวนไปเล่นเกม เล่นเกมเสร็จเขาก็ชวนผมไปเป็นพิธีกรอีก  พอเป็นพิธีกรได้ซักพัก ก็มีคนมาชวนตั้งบริษัท ทำงานก็มีคนมาเสนอเวลาให้ตลอด "
                   จากคำบอกเล่าของเขา  หากฟังอย่างผิวเผิน หลาย ๆคนคงจะคิดว่านั่นเป็นโชค แต่หากลองคิดให้ลึกสักนิด ก็จะทราบว่า ความสำเร็จที่เขาได้มาเป็นเจ้าของทั้งหมดนั้น เป็นเพราะเขามีอาวุธที่เรียกว่า   " ความสามารถ "    นั่นเอง สำหรับความสามารถในด้านการเป็นพิธีกรนั้น  เขาจะมีเคล็ดลับส่วนตัวกี่ข้อและแตกต่างจากคนอื่น ๆ อย่างไรบ้าง ในการที่จะนำตนเองไปสู่ความสำเร็จ..ดิฉันว่าเราลองมาฟังอย่างตั้งใจกันดีกว่านะคะ
                    สิ่งที่จำเป็นต้องมี สำหรับ วิธีที่ 1  ก็คือ  " ภาพลักษณ์ภายนอกที่ต้องดูดี  "
                       ภาพลักษณ์นี้ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่จะเป็นพิธีกรได้ ต้องหล่อ -สวย เท่านั้น หากแต่ภาพลักษณ์ของพิธีกรที่ดีในความรู้สึกของเขาคือ ผู้ที่มีบุคลิกภาพดี  ฉลาดคล่องแคล่ว รู้จักแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเก่ง  มีความรู้กว้างขวางรอบตัว  เพราะอาชีพพิธีกรเป็นอาชีพที่ต้องพบกับผู้คนมากมายหลายสาขา  ซึ่งล้วนแต่มีความแตกต่างกันไป และพิธีกรที่ดีจะต้องพูดคุยกับผู้ร่วมรายการได้อย่างเป็นธรรมชาติ
                 เรื่องปกติที่พิธีกรต้องมี วิธีที่ 2  คือ   "  การออกเสียงให้ชัด  "
                        การออกเสียงที่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่พิธีกรทุกคนต้องมีอยู่ในตัวแล้ว แต่การออกเสียงที่คนส่วนใหญ่มักเป็นปัญหาก็คือ การออกเสียง   " ร " หรือ "ล " สำหรับตัวเขาถือเป็นเรื่องโชคดี เพราะการออกเสียงพูดที่ชัดเจนเป็นลักษณะนิสัยของเขาอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่ต้องฝึกฝนอะไรมาก
                    วิธีที่ 3 คือ  "  ต้องเลือกดึงลิ้นชักที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้   "
                        ในแต่ละรายการ จะมีพิธีกรหรือผู้ดำเนินรายการทีมีบุคลิกภาพแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เช่น ทไวไลท์โชว์ หรือรายการวาไรตี้ พิธีกรต้องมีความคล่องตัว และหลากหลาย แต่หากเป็นอย่างรายการ เฉียด พิธีกรอาจจะต้องตื่นเต้น หรือเครียดในบางครั้ง ดังนั้นในแต่ละรายการจึงมีความต้องการ ตัวพิธีกรทีมีบุคลิดแตกต่างกันไป  ซึ่งคุณไตรภพ เชื่อว่า .. มนุษย์ทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน ซึ่งนั่นก็คือ มีบุคลิกที่หลากหลาย   ทุกคนก้าวร้าวได้ เข้มแข็งได้ อ่อนนุ่มได้ พูดเก่งได้ พูดไม่เก่งได้ เพียงแต่ว่าคนไหนใช้อะไรบ่อย ๆก็จะกลายเป็นบุคลิก  เช่น คนที่ไม่ค่อยพูดก็เป็นเพราะเขาใช้ความที่ไม่ค่อยพูดบ่อยไป แต่ถามว่าเขาพูดได้ไหม  ต้องตอบว่าได้ แต่..เขาไม่ค่อยใช้  เปรียบเอาว่าในสมองของเราหรือในจิตใจของเรา  มีลิ้นชักอยู่เป็นล้าน ๆลิ้นชัก ซึ่งเก็บแฟ้มต่าง ๆไว้ ไม่ว่าจะเป็นแฟ้มพูดเก่ง พูดไม่เก่ง ขี้แง กล้าหาญ ทุกคนมีเท่ากัน แต่ขึ้นอยู่กับว่าใครใช้ลิ้นชักไหนมากกว่ากัน  เช่นเหมือนกับ ในเวลาที่คุณไตรภพทำงานพิธีกร เขาก็จะเปิดลิ้นชักต่าง ๆออกมาใช้  และเขายังคิดว่าใครก็สามารถทำงานพิธีกรได้ ไม่ว่าจะเป็นคนขายก๋วยเตี๋ยว  ช่างแต่งหน้า ขอเพียงแต่เปิดลิ้นชักออกมาใช้เท่านั้นเอง
                  สิ่งที่ช่วยในการทำงานได้มาก วิธีที่ 4   คือ   "   ธรรมะ  "
                        คุณไตรภพ เปรียบจิตมนุษย์เหมือนโลกที่หมุน เคลื่อนไหวสับสนอยู่ตลอดเวลา ซึ่งต่างกับจิตของพระอริยะอันสงบแล้ว ธรรมะจึงถูกนำมาใช้ในทุก ๆ ส่วนของชีวิต แม้แต่ในงานพิธีกร ธรรมะก็จะมีส่วนช่วยไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของสมาธิ ความเมตตา และความไม่โกรธในเวลาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์การทำงาน ทำให้เราเปิดใจกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นได้โดยไม่โกรธ
                  สิ่งสำคัญที่พิธีกรที่ดีต้องมี  วิธีที่ 5  นั่นก็คือ "  จิตใจที่ดี  "
                         เพราะจิตใจที่ดีจะทำให้เรามีความเป็นกลางสูง เวลาที่อีกฝ่ายพูดอะไรมาก็ไม่อิจฉาตาร้อน ไม่พูดขัดหูหรือหมันไส้เขา แต่จะรู้สึกส่งเสริมยินดีไปกับเขา ซึ่งนั่นจะทำให้..ทำงานง่ายขึ้น นอกจากนี้ ควรจะวางใจไว้ให้ดี ทำจิตใจให้เรียบ และคิดถึงคนแต่ในแง่ดี อย่าทำให้ผู้ที่มาร่วมในรายการรู้สึกว่าตนเองถูกเชิญมาฆ่า
                  สิ่งที่จะช่วยให้ผลงานออกมาเป็นที่น่าพอใจ วิธีที่ 6  คือ " ความตั้งใจ "
                        คุณไตรภพ เชื่อว่า ในการทำงานไม่จำเป็นต้องรอให้ใครมาบอกว่าดีหรือไม่  เพราะตนเองต้องรู้อยู่กับใจว่า งานที่ทำออกมานั้น ตนเองตั้งใจที่จะทำให้ออกมาดีแค่ไหน ดังนั้น รางวัลต่าง ๆ จึงไม่มีความสำคัญสำหรับเขามากเท่ากับ ..การที่ผลงานออกมาดีแล้วจนตนเองเกิดความรู้สึกพอใจ     
                  วิธีที่ 7   "  รวมความหมายของทุกหน้าที่ไว้กับคำว่า พิธีกร  "
                         ในงานพิธีกรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความเป็นนักแสดงอยู่ในตัวด้วย และต้องมีมากกว่าความเป็นนักแสดงเสียด้วยซ้ำ คือนอกจากเป็นนักแสดงแล้ว  ยังต้องเป็นผู้กำกับ ผู้เขียนบท ตากล้อง คนตัดต่อ คนลงเสียง  ซึ่งต้องเป็นหลายต่อหลายอย่างในคำว่าพิธีกร  ยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่ทำการสัมภาษณ์ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งลูกของเขาตาย ..เมื่อต้องถามว่าลูกของคุณเป็นอะไรตาย  ช่วงนี้พิธีกรต้องรู้บทบาทของตัวเองว่าจะต้องทอดเสียงอย่างไร จะต้องมองอีกฝ่ายด้วยแววตาอย่างไร และเมื่ออีกฝ่ายตอบก็ต้องทราบอีกว่า ควรจะเว้นระยะห่างในการถามแค่ไหน เพื่อที่จะสามารถให้เหลือช่วงเวลา ที่จะต้องใส่เพลงประกอบเพื่อให้เกิดอารมณ์  ขณะเดียวกันก็ต้องรู้ว่ามุมกล้องเป็นอย่างไร  และต้องมองกล้องไหน ซึ่งสิ่งเหล่านี้นับว่าเป็นเทคนิคเฉพาะตัวจริง ๆ   
                  วิธีที่ 8  " ต้องมีอารมณ์ร่วมในเหตุการณ์ที่ได้รับรู้จากผู้ร่วมรายการ "   
                        ในการซักถาม หากว่าพิธีกรเอาแต่มุ่งถามให้ได้คำตอบอย่างที่ต้องการนั่น ย่อมไม่ใช่วิธีที่ดี เพราะในการซักถามนั้น มิได้เอาอารมณ์ออกมาร่วมด้วย พิธีกรจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปหาผู้ร่วมรายการ  และที่สำคัญก็คือ ต้องเข้าไปให้ถึงใจของเขาให้ได้  ซึ่งนั่นจะช่วยทำให้ผู้ชมได้รับรู้และเข้าใจถึงความรู้สึกที่แท้จริง ของผู้มาร่วมรายการ เพราะพิธีกรที่ดี ต้องสามารถสื่อทุกอย่างออกมาได้  ซึ่งหากทำไม่ได้ก็เท่ากับว่างานนั้นไม่มีความหมายอะไรเลย
                            

                  วิธีที่ 9  " ต้องรู้จักการับและการให้  "
                        ในการเชิญผู้ร่วมรายการมาออกรายการ สิ่งที่เราต้องการจากเขาคือ เรื่องราวของเขา แต่ไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องตั้งหน้าตั้งตาถามให้เขาตอบเราให้มากที่สุด ในขณะเดียวกัน พิธีกรก็ต้องรู้จักที่จะเป็นผู้ให้ด้วย  เช่น ในขณะที่ผู้เข้าร่วมรายการตอบคำถามเรา บางคำถามเขาอาจจะรู้สึกสะเทือนใจ  พิธีกรต้องรับรู้ได้ถึงความรู้สึกตรงนั้น และเราสามารถช่วยเขาได้ อาจจะด้วยการตบหัวเข่าเบา ๆ พร้อมกับพูดปลอบใจเขาว่า สิ่งนั้นมันผ่านไปแล้ว และจะไม่มีวันกลับมาอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเล็ก ๆน้อย ๆที่เราพิธีกรสามารถทำได้
                  วิธีที่ 10  " มีหัวใจที่รักในการทำงาน "
                        เป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่ว่าจะทำงานสิ่งใด ๆ ผู้กระทำจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีความรักในการทำงานนั้น เพราะหากว่าการทำงานเป็นไปอย่างแห้งแล้ง ปราศจากหัวใจซึ่งรักที่จะทำ งานที่ทำออกมาก็จะดูเหมือนกับว่าไม่มีคุณค่าอะไรเลย ดังนั้นควรถามตัวเองให้ดีว่า อยากทำอาชีพพิธีกรเพราะรักหรือไม่ ถ้าใช่ก็หมายถึงงานที่ดี ที่จะมีตามมา แต่ถ้าไม่ใช่ ก็อย่าเป็นซะเลยดีกว่า..เสียเวลาเปล่า ๆ
                        หลักการทั้ง 10ข้อที่กล่าวไปแล้วนี้ ถือได้ว่าเป็นทัศนคติที่น่าสนใจของผู้ชายที่ชื่อ ไตรภพ ลิมปพัทธ์
จริง ๆ เพราะท่ามกลางการเคลื่อนไหวบนจอทีวี  ทุกอารมณ์ที่เขาสื่อออกมา ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เกิดจากความรักของเขา  ด้วยความตั้งใจในการทำงานเพื่อให้ออกมาดีจนเป็นที่น่าพอใจ ก็เป็นการสมควรแล้วมิใช่หรือ ที่เขาจะได้รับคำว่า
" ความสำเร็จ " เป็นของขวัญให้กับตนเอง

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘