วิชาการพูด 21

พูดอย่างไรให้ประทับใจคนฟังJ

     "ฝีปากเป็นสิ่งที่ฝึกฝนได้" นี่คือสิ่งที่ผู้แสวงหาความสำเร็จทางการพูดทุกคนควรตระหนัก เพราะคงไม่มีใครจะสามารถไต่ ไปสู่จุดสูงสุดได้จากพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว โดยขาดการหาความรู้ ฝึกซ้อม เพิ่มพูนศักยภาพที่มีอยู่ในตัวของคนทุกคนอย่างเท่าเทียมกันอยู่แล้วให้มากขึ้น และมากขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด นี่คือพลังแห่งการแสวงหาหรือที่เราเรียกว่า "พรแสวง"
    นักพูดที่ฉันประทับใจเขาใช้นามปากกาว่า"ดอกเตอร์ไต้" นักเขียนอิสระชาวไต้หวัน จากหนังสือชุด พูดลิงหลับ ซึ่งเรียบเรียงโดย ใบไผ่เขียว ชื่อของเขาที่อาจจะไม่เป็นที่รู้จักเลยก็ได้สำหรับพี่ๆและเพื่อนๆหลายๆท่าน ฟังจากชื่อหนังสืออาจจะคิดว่าดอกเตอร์ท่านนี้คงจะมีบุคลิกคล้ายตลกคาเฟ่ หรือไม่ก็ Talk show ชวนหัว เวทีใดเวทีหนึ่งเป็นแน่ แต่เปล่าเลยค่ะ นักพูดท่านนี้ท่านเคยเป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยแม้ว่าสิ่งที่เขาต้องการจะสอดแทรกทุกครั้งในการพูดของเขาคือความขำขันแต่นั่นมิใช่ไร้สาระ สิ่งที่ทำให้ฉันประทับใจในตัวของเขาก็คือ การพูดที่ไม่ได้เน้นเพื่อความเป็นเลิศเหนือใคร แต่การพูดคือความสามารถในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและประทับใจผู้ฟังต่างหาก
    พี่ๆและเพื่อนๆเคยพบเหตุการณ์ที่เวลาไปฟังนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ดอกเตอร์หรือท่านคุณหมอ พูดแล้วผู้ฟังอย่างเราๆ เกิดอาการ งง ไม่รู้เรื่อง บ้างไหมคะ ผู้ฟังเขาไม่มีทางหรอกค่ะที่จะโทษตัวเองว่า โง่จังเลย เรียนมาน้อยกว่าเขาก็นี้แหละ แต่เราจะ บ่นๆๆและบ่น ว่า แปลกใจจริงหนอคนเรายิ่งเรียนมากยิ่งพูดไม่รู้เรื่อง ในทางกลับกัน หากว่าท่านเป็นผู้พูดท่านจะรู้สึกอย่างไร โอ้..บทพูดที่เต็มเปี่ยมไปด้วย เนื้อหา ความรู้ คำคม ขำขัน ข้อคิด ศัพท์ ภาษา หรูเลิศอลังการบานตะไท แต่ขาดการสื่อที่ตรงใจและใช้คลื่นเดียวกันกับผู้ฟัง การพูดนั้นก็เป็นอันพังวินาศสันตะโร
    ดังนั้นสิ่งที่นักพูดทุกคนควรตระหนักอีกประการหนึ่งคือ "คุณพูดให้คนฟัง" มิใช่พูดกับ โต๊ะ เก้าอี้ แก้ว แหวน นาฬิกา แล้วอย่างนี้เราจะมีวิธีการพูดอย่างไรให้ประทับใจคนฟัง ดอกเตอร์ไต้มีวิธีมาเสนอค่ะ
ขั้นแรก ขั้นเตรียมการพูด
1.    1.      แสวงหาฐานข้อมูล& คือการจดบันทึก ความรู้ ข้อคิด คำคม ขำขัน ฯลฯ ที่เราได้ยินได้อ่าน ได้พบ จากที่ไหนก็ตามเอาไว้ในสมุดเล่มกระทัดรัดสักเล่มหนึ่ง เมื่อมีเวลาว่างก็นำมาจัดคัดแยกเป็นหมวดหมู่เพื่อความสะดวกในการใช้ อ้อ..อย่าลืมจดที่มาของข้อมูลด้วยนะคะ
2.    2.      ขจัดอุปสรรคการสื่อสาร ใครท่านใดที่ออกเสียงไม่ชัด สำเนียงเพี้ยน ฟังแปร่งหู ก็หัดอ่าน หัดท่อง ฝึกลม ฝึกปอด เสียให้ชำนาญ เพราะการออกเสียงไม่ชัดนอกจากจะทำให้การพูดของท่านไม่น่าฟังแล้วยังอาจจะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดได้
3.    3.      กล้าก้าวขึ้นเวที ท่านทราบไหมคะว่านักพูดที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียง อาจจะมาจากเด็กขี้อายคนหนึ่งหรือคนที่ต้องเรียนในวิทยาลัยเพราะเอ็นทรานซ์ไม่ติด แต่ตลอดระยะเวลา 3 ปี ในการเรียน ทุกเวทีอภิปราย โต้วาที เขาสมัครเข้าแข่งขัน อาจไม่มีสักครั้งที่จะได้รับรางวัลและเพื่อนๆก็ระอาในตัวเขา แต่เขาก็ยังพยายามอย่างไม่ลดละแล้วเวลา 3 ปีก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า เขาทำได้ เขาสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศในการพูดมาได้ ที่สำคัญในวันจบการศึกษาเพื่อนชมเขาว่า 3ปีนี้เขาเปลี่ยนไปมาก และเด็กขี้อายคนนี้ก็ได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักศึกษากล่าวคำอำลาวิทยาลัย นี่ต่างหากกระมังคะที่ยิ่งใหญ่เหนือกว่ารางวัลใดๆ
4.    4.      ฝึกซ้อมและฝึกซ้อม[ นักพูดที่ดีไม่มีหรอกค่ะที่จะพูดไปโดยขาดการซักซ้อม เพราะการฝึกพูดมิใช่เป็นเพียงแค่การฝึกฝีปาก แต่ยังเป็นการฝึกใจ ทดสอบพลังใจในการขจัดความประหม่า ความกลัวและความเขลาของคุณด้วย การพูดต่อหน้าชุมชนเพียง5-10นาทีอาจจะต้องใช้เวลาซ้อมหลายชั่วโมง ใช้เวลาเขียนบทพูดหลายวัน ดังนั้น ไม่ต้องอายหากคุณจะก้าวขึ้นเวทีการพูด เพราะโอกาสที่คุณจะฝึกฝนต่อเหตุการณ์ สถานที่จริงมีไม่มากนักอย่ากลัวที่จะไม่ได้รับรางวัล เหมือนอย่างที่ดอกเตอร์ไต้ท่านกล่าวว่า "คุณไปตกปลาไม่แน่เสมอไปว่าจะตกปลาได้ แต่ถ้าคุณไม่ไปตกปลา จะไม่มีวันตกปลาได้"
ขั้นการพูด
1.    1.      อารัมภบท ที่แฝงอารมณ์ขันจะขจัดบรรยากาศ"แปลกหน้า" ไม่คุ้นเคยระหว่างคุณกับผู้ฟังได้ ซึ่งนั่นถือเป็นสิ่งดีไม่ใช่หรือที่จะดึงดูดความสนใจกับการพูดของคุณ
2.    2.      พูดออกมาจากใจY พูดให้ผู้ฟังรู้สึกเหมือนคุณกำลังฉายภาพยนต์เหตการณ์นั้นๆให้เขาดูอยู่การพูดในที่สาธารณะหากใช้สำนวนโวหารมากเกินไปก็เป็นเพียงแค่สร้างนามธรรมที่ว่างเปล่าแก่ผู้ฟังเท่านั้น พูดออกมาจากใจ ใส่ความรู้สึกจริงใจ ไม่ต้องใช้คำหรูหราก็กระชากใจผู้ฟังได้
3.    3.      ยกอ้างคำคม อุปมาอุปมัยผู้พูดอย่างเราก็เป็นเพียงปุถุชนธรรมดา หากว่าต้องการให้การพูดดูน่าเชื่อถือก็ต้องรู้จักการใช้ อมตะวาจา ของผู้มีชื่อเสียง ประกอบการพูดเพิ่มความน่าเชื่อถือ อีกทั้งการใช้อุปมาอุปมัย ก็เป็นการทำนามธรรมให้ออกมาสู่รูปธรรมเพื่อความชัดเจนและง่ายต่อการจดจำของผู้ฟังอีกด้วย
4.    4.      อาศัยเครื่องมือ จากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า ความสนใจทางด้านจักษุมีมากกว่าความสนใจของโสตประสาท ถึง25เท่า ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่นักพูดไม่ควรมองข้ามที่จะหา เครื่องมือมาเสริมในการพูดของตน ไม่ว่าจะเป็น ปากกา รูปภาพ แผนผัง แผนที่ฯลฯ ล้วนแล้วแต่สร้างบรรยากาศที่แปลกใหม่และน่าสนใจได้ทั้งสิ้น
5.    5.      จำชื่อนามสกุล ในการสื่อสารระหว่างบุคคลการจำชื่อนามสกุลถือเป็นบันไดขั้นแรก แต่ในการพูดต่อสาธารณะชน มักจะไม่ค่อยมีคนกล่าวถึงมากนัก ทั้งๆที่เป็นธรรมดาของบุคคลที่จะรู้สึกภาคภูมิใจในชื่อของตนเอง โดยเฉพาะพิธีกร หรือการยกอ้างคำพูดของบุคคลอื่นหากกล่าวชื่อเขาผิด ตกๆหล่นๆ ก็คิดดูแล้วกันว่าจะทำให้คะแนนนิยมต่อนักพูดท่านนั้นตกต่ำขนาดไหน
6.    6.      ใช้สถิติอย่างเหมาะสมเพิ่มความน่าเชื่อถือ เชื่อไหมคะว่าสถิติที่ถูกต้องและชัดเจนมีพลัง ในการสร้างความตกตลึงแก่ผู้ฟัง เมื่อคุณใช้สถิติ จะทำให้การพูดของคุณดูน่าเชื่อถือ เหมือนอย่างที่นักวิชาการมักจะกล่าวถึงสถิตินั่นเพราะเขามีข้อมูลที่แม่นยำ มิใช่พูดสุ่มสี่สุ่มห้า สถิติยังสามารถสร้างความตระหนก ความตระหนัก ความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน และโน้มน้าวใจผู้ฟังได้อีกด้วย
7.    7.      สร้างแนวร่วม คือการสร้างความรู้สึกเป็น"หัวอกเดียวกัน"กับผู้ฟัง อย่าพยายามทำตนเองให้แปลกแยกไปจากผู้ฟังโดยเฉพาะด้านที่สูงกว่า เพราะนั่นจะนำมาซึ่งความห่างเหิน และไม่ไว้วางใจ นี่คือหลักมนุษย์สัมพันธ์ในเชิงจิตวิทยา
ขั้นหยุดพูด
    สิ่งที่นักพูดควรระวังอย่างมากก็คือ จงหยุดพูดก่อนที่ผู้ฟังจะอยากให้คุณหยุดพูด ดอกเตอร์ไต้กล่าวว่า “สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการจะพูดอะไรก็คือ อะไรที่คุณไม่ควรพูดและเมื่อใดที่คุณควรหยุดพูด”
    บทสรุปที่สามารถทำให้ติดหูตรึงใจผู้ฟังนั้นไม่จำเป็นเลยค่ะว่าต้องเป็นคำอธิบายยืดยาว หรือคำพูดที่สวยหรู เพราะเพียงคำคมสั้นๆแต่ได้ความหมายครอบคลุมเรื่องที่พูดมาทั้งหมด สามารถทำให้ผู้ฟังจำได้ง่าย ความกระชับของการสรุปจะสร้างความรู้สึกประทับใจได้มากกว่า อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า ผู้พูดสามารถจะจับจุดสำคัญของเรื่องที่ต้องการนำเสนอได้ แม้เวลาจะผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด คำพูดสั้นๆในตอนสรุปของท่านอาจจะติดหูติดตาตรึงใจผู้ฟังไปอีกนาน
    เป็นอย่างไรบ้างคะวิธีการพูดอย่างไรให้ประทับใจผู้ฟังที่ฉันนำเสนอมานี้คงไม่ยากเกินไปสำหรับผู้ที่มีความมุ่งมั่นและพยายามอย่างไม่ลดละเพื่อการเป็นนักพูดที่ดี แต่สิ่งสำคัญที่จะลืมไม่ได้คือ หากอ่านเพียงทฤษฎีต่อให้ท่องได้จนขึ้นใจทุกตัวอักษรไม่ผิดเพี้ยน แต่ขาดการฝึกฝนก็ไร้ประโยชน์ และการพูดให้ประทับใจผู้ฟังมิใช่อยู่แต่เพียงบนเวทีเท่านั้น แต่คือทุกย่างก้าวของการดำเนินชีวิต คนที่พูดเก่งไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน อย่างเช่นคำที่นักพูดของฉันคนนี้ท่านกล่าวว่า “ต่อให้สามารถพูดจนอีกฝ่าย “เป็นใบ้รับประทาน”เถียงไม่ออกสักคำก็ถือว่าเป็น “ชัยชนะลวง” เพราะว่าคุณจะไม่มีวันพิชิตความรู้สึกที่ดีของอีกฝ่าย ทั้งยังสูญเสียมิตรภาพที่มีอยู่ไป” ดังนั้นเมื่อเวลาที่คุณพูด อย่าให้ใครมาว่าคุณได้นะคะว่า เมื่อคนคนหนึ่งชอบใช้ ปาก วิพากย์วิจารณ์ต่อล้อต่อเถียง คงจะไม่ชอบใช้ หู และน้อยครั้งจะใช้ ใจ ใช้ สมอง ขบคิดใคร่ครวญ
    ใช่แล้วล่ะคะเส้นทางสู่การเป็นนักพูด ต้องผ่านการเป็นนักฟัง นักอ่าน และเมื่อสามารถพูดได้อย่างคล่องแคล่วก็อย่าลืมที่จะฟังและอ่านอยู่เสมอ ที่สำคัญหากไม่มีอะไรในสมองคิดไตร่ตรองออกมาเป็นคำพูดที่ดีได้ ก็อย่าพูดเลยเสียดีกว่า
    รักและหวังให้ผู้มีพรแสวงทุกคน เดินตามความฝัน เพื่อไปถึงจุดสูงสุดแห่งความสำเร็จทางการพูด อย่างสง่างามค่ะ
------------------------JJJJJ---------------------------------------

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘