วิชาการพูด 12

“พลังการพูด”
 “ด้วยมนุษย์พูดกันอยู่ทุกวันนี้
ไม่มีที่หยุดหน่วงเหมือนห้วงเหว
ไม่มีรสหมดเนื้อเหลือแต่เปลว
พูดเหลวเหลวมีมากไม่อยากฟัง”
พวกเรารู้ไหมว่าวันหนึ่ง เราพูดกันคนละกี่คำ นายเอลเมอร์ วิลเวอร์นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ได้บันทึกเป็นสถิติว่า โดยเฉลี่ย มนุษย์หนึ่งคนพูดคนละประมาณ 30,000 คำต่อวัน และคิดว่าสำหรับคนไทยคงมากกว่า 30,000 อย่างแน่นอนเพราะชอบเมาท์กันอยู่แล้วอย่างที่รู้ ๆ กันหรือไม่จริง และแน่นอนการพูดมากก็ย่อมมีการผิดพลาดมากเป็นธรรมดา
นอกจากนี้คำพูดยังเป็นสิ่งที่มีรสชาดที่เรียกว่า “รสน้ำคำ” ดังที่สุนทรภู่กล่าวไว้ ในนิราศภูเขาทองตอนหนึ่งว่า
“ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์
มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต
แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร
จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”
คำพูดที่ว่า “มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต” จึงมีความหมาย ว่าคำพูดมี “รสชาด” และเป็นอาหารของจิตใจ ที่ประสาทหูรับรู้ โดยไม่สามารถยับยั้งได้ และทันทีที่มันพุ่งเข้าสู่รูหูของผู้ฟัง มันจะแผ่อิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ซึ่งอาจจะเป็นการสร้างมิตรหรือก่อศัตรูก่อได้ การพูดโดยไม่ได้คิดหรือการพูดที่ผิดพลาดก็ไม่สามารถถอนคืนหรือลบทิ้งไปได้ ซึ่งนักการฑูตเรียกพฤติกรรมนี้ว่า “จุดอ่อนแอของการพูด”
บุคคลสำคัญของโลก เช่น อัมราฮัมลินคอล์น ประธานาธิบดีผู้ยิ่งใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เจ้าของวาทะที่ว่า “รัฐบาลนี้เป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน” อันเป็นรากฐานของการปกครองระบอบประชาธิปไตย จนกลายเป็นคำพูดอมตะที่กล่าวขวัญกันอยู่จนถึงทุกวันนี้
ทำไมสุนทรพจน์ของลินคอล์นจึงเป็นที่จับอกจับใจ ลึกซึ้งแหลมคม ทั้ง ๆที่ท่านไม่ได้เป็นนักพูดมาตั้งแต่เกิด ทั้ง ๆที่ในอดีต เมื่อลินคอล์นเป็นทนายว่าความครั้งแรกมีอาการ ปาก ขาสั่นเหงื่อตกเป็นเม็ดๆ จนศาลสงสาร สั่งให้นั่งลง หลังจากนั้นท่านได้ฝึกฝนตนเองและประสบความสำเร็จในการพูดอย่างยอดเยี่ยม แสดงให้เห็นว่า เรานอกจากจะชื่นชมกับความสำเร็จเบื้องหน้าของ บุคคลอื่นแล้ว ยังต้องมองให้ลึกถึงความยากลำบากในเบื้องหลังด้วยว่า “กว่าจะลุกยืน ก็ต้องผ่านการล้ม กว่าจะคม ก็ต้องผ่านจากการทื่อ กว่าจะเก่ง ก็ต้องผ่านการฝึกปรือ กว่าจะลือชื่อ ก็ต้องผ่านความอดทน”
ฉะนั้นคำพูดที่เกิดจากการศึกษาวิธีพูด จากประสพการณ์ จากการฝึกฝน และจากการเตรียมตัวที่ดีจึงเป็นการพูดที่มีพลังแห่งการพูด ดั่งคำพูดของนักปราชญ์จีนโบราณที่ว่า “คำพูดสามารถย้ายภูเขาได้” พวกเราลองมาเพิ่มพลังคำพูดโดยใช้หลัก 6 ประการดังต่อไปนี้กันดีไหม
ประการที่หนึ่ง การใช้สรรพนาม “ ท่าน และ เรา ” แทนสรรพนามอื่น ๆทั้งหมด เพราะ “ท่าน และ เรา” สองคำนี้เป็นคำที่ทรงพลังที่สุดในทุกภาษา ใช้ผสมกันได้อย่างกลมกลืน ใช้ด้วยกันจะทรงพลังยิ่งกว่าใช้อย่างเดียว ตัวอย่าง
ลินคอล์นได้พูดไว้ที่สมรภูมิ เก็ตติ๊สเบอร์ก หลังจากพูดไม่ถึง 4 นาที มีผลทำให้สงครามกลางเมืองหยุดลงทันที ใจความของคำพูด ท่านใช้คำสรรพนามอย่างมีประสิทธิภาพ คือมีคำว่า “เรา” และ “ของเรา” 10 ครั้ง คำว่า “ท่าน , พวกท่าน , ของท่าน” 7 ครั้ง ส่วนคำว่า “ข้าพเจ้า” มีเพียงครั้งเดียว
ประการที่สอง คือ การใช้ถ้อยคำมนต์ขลังให้ผู้ฟังคล้อยตาม ซึ่งมีอยู่ 2 แบบคือ
1. แบบกำหนดคำพูดไปที่จุดเด่นของสิ่งที่ต้องการพูดถึง โดยไม่พูดถึงจุดด้อยของสิ่ง ๆ นั้น เช่น คำพูดที่ว่า “ท่านพูดไม่รู้เรื่อง” หากเปลี่ยนเป็น “เราฟังไม่เข้าใจ” จะกลายเป็นคำพูดที่รู้สึกดีและมีพลัง ถือเป็นการสะกดคนฟังได้มากกว่า
2. แบบให้มีทางเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นการกำหนดช่องทางของคำตอบ ในลักษณะที่ผู้พูดต้องการ เช่น หนุ่มชวนสาวว่า “วันนี้เราไปทานข้าวกันดีไหม” ฟังแล้วเราเองยังรู้สึกว่าธรรมดา อาจไม่ได้ผล แต่ถ้าเปลี่ยนเป็น “วันนี้เราจะไปทานสุกี้หน้ามอหรือหมูกะทะหลังมอกันดี” หนุ่มอาจได้คำตอบอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ แต่ความหมายคือมีสาวไปนั่งทานด้วย
ประการที่สาม คือ การใช้น้ำเสียง การรู้จักใช้เสียงนั้นนอกจากจะเพิ่มเสน่ห์แก่ผู้พูดแล้ว ยังช่วยให้คำพูดมีพลังอีกด้วย เช่นคำว่า “ขอบคุณ” หากเราพูดด้วยน้ำเสียงแข็งก็เหมือนเป็นการกระแทกประชด หากกล่าวว่า “ขอบคุณ” ด้วย น้ำเสียงที่อ่อนน้อม มีสัมมาคารวะ จะให้ความรู้สึกที่ดีและมักสะกดผู้ฟังได้เสมอ
ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญกว่า “คำพูด” ก็คือ วิธีที่เราใช้เสียง เพราะเสียงคือสื่อที่โฆษณาบุคลิกภาพของผู้พูดเอง ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมพลังการพูด เรามาทำเสียงให้น่าประทับใจเวลาพูดกันดีกว่า
ประการที่สี่ คือ ใช้คำพูดสร้างมโนภาพให้กับผู้ฟัง โดยการพูดให้ผู้ฟังตามทัน เข้าใจง่ายคำพูดที่ทำให้คนฟังเกิดภาพ จะช่วยให้แนวคิดของผู้พูดพุ่งเข้าสู่จิตใจของคนฟังอย่างรวดเร็ว เช่น พูดว่า “กุ้งอบมาแล้วค่ะ” ฟังธรรมดาไป หากพูดใหม่ว่า “กุ้งอบซอสปรุงรสต้นตำหรับสด ๆร้อนๆจากเตามาแล้วค่ะ ” ฟังแล้วจะเกิดภาพมากกว่า
ประการที่ห้า คือ การกระตุ้นด้วยคำถาม เป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการเพิ่มพลังการพูด เพราะ เป็นการขจัดปฏิกิริยาต่อต้านหรือความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยของผู้ฟัง ทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า ผู้ฟังกำลังพูดอยู่กับตัวเองและกำลังคิดตอบปัญหาด้วยตัวเอง หมายถึงการมีอารมณ์ร่วมในการฟังและคล้อยตามได้ ตัวอย่างเรื่องนี้ คือคำพูดของ แพตทริค เฮนรี่ สมาชิกรัฐเวอร์จิเนียร์เมืองขึ้นของอังกฤษสมัยนั้น เขาต่อสู้เพื่อให้รัฐเวอร์จิเนียมีอิสรภาพ ด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ในรัฐสภา เขาพูดว่า … “พี่น้องของเราต่างอยู่ในสนามรบ ทำไม ? เราจึงอยู่กันอย่างงอมืองอตีน… เราจะนอนคอยกันอย่างเกียจคร้านเช่นนี้หรือ…? ชีวิตอันเป็นที่หวงแหน มีเสรีภาพเป็นที่ชื่นใจไหม …? เมื่อจะต้องเป็นทาสของอังกฤษ ? อยู่ในฐานะเป็นทาสหรือสู้กับอังกฤษดี…? ” ในที่สุดสมาชิกรัฐสภาเห็นด้วยกับเขา รัฐเวอร์จิเนอร์จึงได้รับการปลดปล่อยให้มีอิสรภาพ
ประการที่หก การพูดแบบให้ฟังง่าย คือ ทำเรื่องยาก ๆ ให้ง่าย ๆ ใช้คำพูดง่ายๆธรรมดา พอได้ยินปุ๊บก็เข้าใจปั๊บ เช่น พูดว่า “ฉันโกรธแล้วนะ” กับพูดว่า “เธอเขย่าธรรมชาติอารมณ์ขุ่นมัวให้ฉันโมโห” ประโยคหลังฟังเข้าใจยากและบางครั้งกว่าคนฟังจะเข้าใจคนพูดก็หายโกรธไปพอดี
พลังหกประการข้างต้นรวมกับหลักการพูดที่เป็นสากลซึ่งพวกเรารู้ ๆ กันอยู่อย่างดีแล้วนั้นประกอบกำลังกัน ภายใต้การฝึกปรืออย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยความตั้งใจให้เกิดประสิทธิผล ทำให้เกิดความมั่นใจได้ว่าคำพูดวันละประมาณ 30,000 คำของพวกเรานั้น จะกลายเป็นคำพูดที่มีพลังอำนาจ แต่ จะมีพลังอำนาจขนาดไหน ก็ขึ้นอยู่กับการฝึกปรือวิทยายุทธ และการทำชั่วโมงบิน ทั้งนี้เพราะการพูดไม่ได้เป็นศาสตร์ ไม่ได้เป็นศิลป และไม่ได้เป็นทักษะ แต่การพูดเป็นทั้งสามอย่างรวมกัน สมดั่งคำกลอนที่ว่า
“ศิลปะทั้งผองต้องฝึกหัด
ตามบรรทัดฐานเห็นเป็นปฐม
วาทศิลปเลิศล้ำคำนิยม
คมเหนือคมอาวุธใดในปฐพี
ครูอาจารย์การพูดพิสูจน์แล้ว
อันดวงแก้วแจ่มจำรัสรัศมี
ถึงแรกมัวสลัวผ้าเหมือนราคี
เช็ดขัดดีขึ้นมาจึงน่ายล”
สุดท้ายนี้ขอให้ท่านทั้งหลายได้นำเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ ไปใช้ประโยชน์ให้คำพูดของท่านมีพลังเพิ่มมากขึ้น หากท่านใดประสบความสำเร็จจากการพูดอย่างมีพลังนี้แล้ว กรุณาแจ้งให้ทราบด้วยจะเป็นพระคุณยิ่ง ขอให้ทุกท่านจงโชคดี สวัสดีค่ะ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘