การเลือกลงทุนที่เกี่ยวข้องกับหุ้นในรูปแบบต่างๆ

ทีนี้เราลองมาดูกันนะครับว่า ถ้าจะลงทุนในหุ้นแล้ว มีกี่วิธีที่ทำได้บ้าง

- กองทุนรวมหุ้น
กองทุนพวกนี้สามารถที่จะให้ผลตอบแทนได้เหมือนกับการที่เราลงทุนเอง โดยที่เราไม่ต้องทำงานอะไรเป็นพิเศษนัก เมื่อเรานำเงินส่วนของเราซื้อหน่วยลงทุน เงินของเราก็จะผสมเข้ากับเงินของนักลงทุนคนอื่น และมีผู้จัดการกองทุนที่เป็นมืออาชีพทำหน้าที่เลือกและซื้อขายหุ้นให้กับเรา นอกเหนือไปจากการที่ไม่ต้องใช้ความพยายามหรือความสามารถพิเศษในการดูแลแล้ว การลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีการคัดเลือกเป็นเจ้าของหุ้นจำนวนหลายๆ ตัวมักจะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่าการที่ลงทุนแยกต่างหาก และนอกเหนือไปจากนั้น (สมมติว่า) ถ้านักลงทุนคนใดคนหนึ่งลงทุนในหุ้นเพียงตัวเดียวของบริษัทเดียว บริษัทนั้นอาจจะล้มละลายทำให้หุ้นมีมูลค่าเป็นศูนย์ได้ แต่กองทุนที่ถือหุ้นของบริษัทจำนวน 40-50 บริษัท ก็ย่อมมีโอกาสน้อยมากที่จะทำให้ทุนทั้งหมดกลายเป็นศูนย์ได้

ในทางตรงกันข้ามของการที่่มีความเสี่ยงต่ำนี้ การลงทุนผ่านกองทุนที่ลงทุนในหุ้นจำนวนหลายๆ บริษัทมาก ก็อาจจะได้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าการลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัท ถ้าการลงทุนในหุ้นเพียงไม่กี่บริษัทนั้นได้รับการคัดเลือกมาอย่างถูกต้อง และที่สำคัญก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นและนักลงทุนก็จะต้องลงมือลงแรงในการ เฟ้นหาหุ้นของบริษัทที่ดีและมีโอกาสที่จะเติบโตสูงต่อไปในอนาคต

จริงๆ แล้วการเลือกกองทุน ก็เหมือนกับการเลือกหุ้นนั่นแหละครับ คือถ้าเลือกผิด ก็อาจจะขาดทุนได้เหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือไม่มีการรับประกันว่าจะได้กำไร (หรือแม้แต่เท่าทุน) ดังนั้นวิธีการหนึ่งในการลงทุน นักลงทุนอาจจะใช้วิธีผสมผสานกันก็ได้ โดยลงทุนเองด้วยการคัดเลือกหุ้นเอง และลงทุนผ่านกองทุนรวมผสมกันไปก็ไม่มีใครว่าอะไรนะครับ

- ตราสารหนี้
ถ้าว่ากันโดยพื้นฐานสุดๆ แล้ว ตราสารหนี้ก็คือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าหนี้ของผู้ซื้อ (และลูกหนี้ - ผู้ออก) นั่นเอง เมื่อเราซื้อตราสารหนี้ เราก็กลายเป็นผู้ให้กู้ยืมเงินแก่สถาบันอะไรสักอย่างหนึ่ง (เช่นบริษัท, รัฐบาล - เรียกว่าพันธบัตร) และผู้ที่กู้เงินไปก็มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายดอกเบี้ยให้กับเรา และถ้าผู้กู้ไม่ล้มละลาย ล้มหายตายจากหมดสตางค์เสียก่อนล่ะก็ เมื่อหมดระยะเวลาของตราสารแล้ว (เรียกว่า maturity date) ก็มีหน้าที่ที่จะต้องจ่ายเงินคืนให้กับผู้ให้กู้หรือผู้ที่ถือตราสารนี้นั้น ไว้ และก็จะจ่ายเป็นเงินเท่านั้น ไม่มากไปกว่านั้น ไม่น้อยไปกว่านี้ (อืม... เหมือนเพลงเลย) นั่นก็คือ ไม่มีกำไรหรือขาดทุนจากมูลค่าที่ตราไว้นั้น

ตราสารหนี้ก็มีสองประเภทคือ ที่ออกโดยเอกชนก็เรียกว่าตราสารหนี้หรือหุ้นกู้บริษัทเอกชน หรือถ้าออกโดยรัฐบาลเราก็เรียกว่าพันธบัตรรัฐบาล ภาษาอังกฤษก็เรียกว่า Treasury bill หรือ T-Bill นะครับ สำหรับหุ้นกู้บริษัทเอกชน ย่อมจะมีความเสี่ยงมากกว่า (เสี่ยงว่าบริษัทอาจจะเจ๊ง) ก็มักจะต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลซึ่งถือว่ามีความมั่นคง มากกว่า

ดูเผินๆ การลงทุนในตราสารหนี้ไม่มีความเสี่ยง (ถ้าตัดเรื่องบริษัทจะล้มละลายจ่ายเงินคืนไม่ได้ทั้งต้นทั้งดอกนะครับ) แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้นนัก การลงทุนในตราสารหนี้ก็มีความเสี่ยงในเรื่องของอัตราดอกเบี้ย คือถ้าอัตราดอกเบี้ยทั่วไป (เช่นเงินฝากธนาคาร ที่ถือว่ามีความเสี่ยงต่ำ และคงจะต่ำกว่าตราสารหนี้ของบริษัทเอกชนโดยทั่วไปด้วย) มีอัตราที่สูงขึ้น ราคาซื้อขายของตราสารหนี้ย่อมจะต้องลดลง ถ้าจะยกตัวอย่างให้เห็นเป็นตัวเลขก็เช่นว่า บริษัทเอ ออกตราสารหนี้ระยะเวลา 1 ปี (ยกตัวอย่าง สั้นๆ นะครับจะได้ง่ายหน่อย) มีอัตราดอกเบี้ย 5% ในขณะนั้นอัตราดอกเบี้ยทั่วไปอยู่ที่ 2.5% ก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับคุณสมชายที่ซื้อตราสารหนี้นี้มาด้วยราคา 1,000,000 บาท (รับปันผลปีละ 50,000 บาท) แต่หากว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารแบบประจำ 12 เดือนขยับขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็น 10% (สมมติครับ สมมติ) ในเวลาอย่างนี้ หากมีความจำเป็นรีบร้อนเร่งด่วน คุณสมชายจะไม่สามารถขายตราสารหนี้ด้วยราคา 1,000,000 บาทอีกต่อไป เพราะว่าคนที่มีเงิน 1,000,000 บาทก็คงจะเลือกเอาเงินไปฝากธนาคารด้วยดอกเบี้ยปีละ 100,000 บาทน่าจะดีกว่า ดังนั้นคุณสมชายก็จะขายตราสารหนี้ได้เพียงราคา 950,000 บาทเท่านั้น (ว่ากันเพียงโดยประมาณเพื่อเป็นตัวอย่างเท่านั้นนะครับ) เพราะว่าจะต้องชดเชยกับเงินจำนวน 50,000 บาทที่หายไปจากการได้รับดอกเบี้ยที่อัตราเพียง 5% พอนึกภาพออกนะครับ ว่าก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่เช่นกัน แต่แน่นอนล่ะครับ เมื่อเป็นแบบนี้แล้ว คุณสมชายก็คงจะเลือกที่จะถือตราสารนั้นไปจนครบอายุ และไปรับเงินคืน 1,000,000 บาทจากผู้ออก (ผู้กู้) มากกว่าที่จะขายทิ้งไปนะครับ

และก็เหมือนกับหุ้นที่มีกองทุนสำหรับหุ้น ตราสารหนี้ก็มีกองทุนที่ลงทุนในตราสารหนี้เช่นกัน แต่ว่าโดยทั่วไปแล้วถือว่ามีผลตอบแทนที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้น สามัญในระยะเวลานาน

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันอาทิตย์ ที่ ๒๔ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕