การอ่านงบการเงินเบื้องต้น 1

การอ่านงบการเงินเบื้องต้น 1

หลุม หลบภัยในตลาดหุ้นที่ผันผวน เดาทางได้ยาก แบบในขณะนี้คงจะหนีไม่พ้นหุ้นที่มีพื้นฐานทางธุรกิจที่ดี หุ้นประเภทนี้มีของดีคุ้มตัว ราคาจะไม่วิ่งลงไปแบบติดดินแน่นอน เพราะเหตุผลง่ายๆ 2 ประการคือ หนึ่งตราบใดที่ผลประกอบการยังดีโตต่อเนื่อง ราคาหุ้นย่อมกลับมาได้อีกครั้ง(ถ้า fundflow) เข้ามาอีก 



สอง หุ้นดีย่อมมีน้ำใจจ่ายปันผลงาม ปันผลดีย่อมคุ้มราคา ความต้องการจะครอบครองหุ้นที่มีปันผลชนะเงินเฟ้อ ยังไงก็มีสูง เศรษฐีและกองทุน ย่อมสนใจและรับซื้อหุ้นประเภทนี้ไว้ได้ตลอด





ด้วย เหตุผลที่กล่าวมาสองข้อ ผมเลยนึกว่าควรที่จะเขียนถึงเทคนิคการวิเคราะห์พื้นฐานของหุ้น ให้เพื่อนๆได้เรียนรู้กัน โดยผมขอเริ่มจากการเรียนรู้พื้นฐานของบริษัท จากการอ่านงบการเงิน เพื่อบ่งบอกถึงสถานะภาพและการเติบโตของกิจการ พื้นฐานที่ดีมีกำไรเติบโต ย่อมสะท้อนผ่านไปยังราคาหุ้น ที่สำคัญมันคือ สิ่งที่ระบุคุณภาพของแนวโน้ม(Trend) ของราคาเป็นอย่างดี แน่นอนว่าราคาหุ้นในตลาดเกิดจาก Demand และ Supply ของนักลงทุน แต่เราต้องไม่ลืมแนวคิดพื้นฐานที่ว่า คนส่วนใหญ่(ที่ไม่โลภจนตาบอด)ต้องการลงทุนในบริษัทที่มีผลประกอบการดีและ เติบโต


ดัง นั้นการเข้าใจและสามารถจำแนกบริษัทที่มีพื้นฐานของบริษัทที่ดี ย่อมเปรียบเสมือนการมองเห็นหลุมหลบภัยในยามสงคราม แม้เพื่อนหลายคนที่ติดตามอ่านบล็อคผมจะเป็นขาซิ่งที่ชอบเก็งกำไร แต่เชื่อผมเถอะว่า เราไม่สามารถเก็งกำไรในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงได้ทั้งหมด คุณย่อมไม่ต้องการนำกำไรที่หามาได้ทั้งปีไปเสี่ยงตลอดเวลา เพราะเมื่อใดที่คุณพลาดนั้นหมายถึง การสูญเสีย



ทำไมต้องอ่านงบการเงิน
งบ การเงินคือ แผนที่การเงินที่บอกว่ากิจการที่จะลงทุนมีผลประกอบการไปได้ดีไหม เติบโตเท่าใด มีพื้นฐานทางการเงินดีไหม  ผมจะขออธิบายและเน้นเฉพาะส่วนสำคัญที่ช่วยให้ตัดสินใจในการเลือกหุ้นเพื่อ ลงทุน คล้ายกับการใช้รถยนต์นะครับ ขับเป็นแต่ไม่จำเป็นต้องไปซ่อมมันเป็น บางอย่างที่ยุ่งยากเกินไปก็อาจจะผ่านไป (ถ้าจำเป็นสำหรับท่านก็ควรศึกษาเพิ่มเติมในอนาคตแบบเจาะลึกรายละเอียดต่อ ไป) 


เป้า หมายของการอ่านงบการเงินคือการต้องการเลือกหุ้นที่มีพื้นฐานของกิจการที่ แข็งแกร่งทั้งด้านผลประกอบการและฐานะทางการเงินเพื่อลงทุนระยะยาว โดยมุ่งเน้นที่จะได้ผลตอบแทนจากมูลค่าที่ซ่อนอยู่ของหุ้นตัวนั้น ทั้งในรูปแบบส่วนต่างของราคาและเงินปันผล หลายกิจการที่เป็นบริษัทขนาดเล็กแต่ผลประกอบการดีเลิศเแข็งแกร่งนั้น แต่ยังขาดสภาพคล่อง ยังไม่เป็นที่รู้จักดังนั้นรายงานและบทวิเคราะห์อาจจะยังไม่มี การรู้งบการเงินทำให้เราสามารถหาเพชรในตมที่ซ่อนอยู่ได้เจอก่อน แน่นอนว่าผลตอบแทนและต้นทุนก็จะถูกว่าผู้อื่น

การวิเคราะห์งบการเงิน

การ วิเคราะห์งบการเงินก็คือการแกะรายละเอียดและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณจาก บัญชีงบประมาณ เพื่อวิเคราะห์ถึงสถานะภาพและผลประกอบการของบริษัท โดยงบการเงินประกอบไปด้วยส่วนหลักที่จะพิจารณาพิเศษ ได้แก่ งบดุล,งบกำไรขาดทุน,งบกระแสเงินสด,  หมายเหตุประกอบงบการเงิน เป็นต้น


การ วิเคราะห์งบการเงิน เป็นการสังเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ในรูปแบบการเปรียบเทียบทั้งแบบระหว่างปีงบประมาณ และแบบระหว่างงบรายไตรมาส เพื่อหาความสัมพันธ์ และรูปแบบการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการสังเคราะห์ข้อมูลที่เป็นสัญญาณพิเศษในการบ่งบอกถึงการเจริญเติบโต ของกิจการในอนาคต


งบดุล
งบดุล คืองบการเงินที่บอกถึงฐานะและความมั่นคงของกิจการบริษัท บ่งบอกทั้งส่วนของหนี้สิน ,ทรัพย์สิน, โครงสร้างทางการเงิน รวมไปถึงผลประกอบการของบริษัท ในส่วนของงบดุลนี้สามารถบ่งบอกรายละเอียดต่างได้มากมาย ได้แก่
ตัวอย่างงบดุล ของไตรมาสที่ 3 ปี 2553 (บางส่วน)


1. สินทรัพย์ของบริษัท
แนว คิดคือ ผมชอบบริษัทที่มีทรัพย์สินมากๆ เพื่อที่จะได้เป็นหลักประกันว่ากรณีที่เกิดการล้มละลาย จะได้มีทรัพย์สินมาจ่ายคืนให้กับผู้ถือหุ้นได้ 
- สินทรัพย์ทั้งหมด ที่บริษัทมี ตัวนี้จะใช้เป็นฐานการพิจารณา เปรียบเทียบกับตัวเลขต่างๆ รวมถึงดูการเติบโตของสินทรัพย์ในปีต่างๆด้วย

2. สภาพคล่องทางการเงิน
บ่งบอกสภาพคล่องทางการเงินของบริษัท การมีสภาพคล่องดี ก็จะเป็นผลดีในแง่การนำเงินไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆระยะสั้นโดยไม่ต้องทำการ กู้หรือก่อหนี้เพิ่มเติม บริษัทที่สภาพคล่องต่ำก็จะมีโอกาสที่จะต้องกู้เพิ่ม หรือมีการขายสินทรัพย์ ลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้

2.1 อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน
อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียน(Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน /หนี้สินหมุนเวียน
- อัตราส่วนนี้ใช้วัดความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้น ถ้าได้ค่าที่มากยิ่งแสดงถึงสินทรัพย์หมุนเวียนที่ดีกว่าหนี้ แปลว่าสภาพคล่องระยะสั้นย่อมดีไปด้วย 


2.2 อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว 
อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = (สินทรัพย์หมุนเวียน – สินค้าคงเหลือ) /หนี้สินหมุนเวียน
- อัตราส่วนนี้คือการวัดความสามารถของการเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินสด โดยหักภาระของสิ่งที่แปลงเป็นเงินสดยากออกก่อนนั้นคือสินค้าคงเหลือ 



3. หนี้สิน
หนี้สิน ในส่วนของที่บริษัทเป็นลูกหนี้คือส่วนสำคัญในการพิจารณา เพราะบางครั้งเราสามารถจับสัญญาณบางอย่างจากการสร้างหนี้ของบริษัทได้ เช่นการขาดสภาพคล่องต้องก่อนหนี้เพื่อ นำมาจ่ายปันผล, การสร้างหนี้โดยผิดปกติจากบริษัทลูก ที่ส่งผลภาระผูกพันธ์มายังบริษัทแม่ เป็นต้น นอกจากนี้การมีหนี้มากย่อมต้องนำผลกำไรไปใช้จ่ายดอกเบี้ยและเงินต้น สำหรับหนี้ ส่งผลให้เงินปันผลลดลงอีกด้วย ดังนั้นบริษัทที่เป็นหนี้มากจึงจำเป็นต้องพิจารณาเป็นพิเศษ


3.1 อัตราส่วนหนี้ต่อทุน
อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) = หนี้สินรวม /ส่วนของเจ้าของ

ตัวนี้เป็นตัวบ่งบอก ปริมาณหนี้ การมีปริมาณอัตราส่วนที่สูงทำให้เสี่ยงต่อการถูกเร่งรัดหนี้ จนไปถึงความเสี่ยงในการล้มละลายอันเกิดจากหนี้ที่มาก นอกจากนี้ยังสะม้อนถึงความสามารถในการโตของกิจการในด้านโอกาสการกู้ยืมเงิน ถ้ามี อัตราส่วนนี้สูงมากกว่า 2 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูงมาก (ปกติผมชอบบริษัทหนี้น้อย D/E น้อยกว่า 1 ยิ่งดี)



3.2 ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย
ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage)  = {กำไรสุทธิ  + ภาษีเงินได้  - ดอกเบี้ยจ่าย} /ดอกเบี้ยจ่าย

อัตราส่วนนี้บ่งบอกความสามารถของการจ่ายหนี้ที่ยืมมาของบริษัท 


4. ลูกหนี้การค้า
คือ ส่วนของคู้ค่าที่ติดค่าบริการ หรือค่าสินค้าจากบริษัท โดยอาจะเป็นการให้เครดิตสินเชื่อกับคู่ค้า ในส่วนนี้สามารถบ่งบอกได้ถึง ความสามารถในการเก็บเงินจากลูกค้า การหมุนเวียนเงินสด สภาพคล่อง รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดหนี้สูญ ระยะเวลาในการเก็บหนี้จากลูกหนี้ยิ่งสั้นยิ่งดี เพราะทำให้บริษัทสามารถนำเงินมาใช้จ่ายและลงทุนหมุนเวียนต่อไปได้


4.1 อัตราการหมุนเวียนของลูกหนี้ 
อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้ (Account Receivable Turnover)  = ขายเชื่อสุทธิ หรือใช้ยอดขายรวม (ครั้ง หรือ รอบ) /ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย

***ลูกหนี้ถัว เฉลี่ย = (ลูกหนี้ต้นงวด + ลูกหนี้ปลายงวด )/ 2 


หากค่าอัตราส่วนสูง แสดงถึงความสามารถในการบริหารลูกหนี้ให้แปลงสภาพเป็นเงินสดได้เร็ว ย่อมส่งผลดีต่อสภาพคล่อง


4.2 ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ 
ระยะเวลาถัวเฉลี่ยในการเรียกเก็บหนี้ (วัน) = 365 วัน /อัตราหมุนเวียนของลูกหนี้

จำนวนที่ได้ยิ่งต่ำยิ่งดี แสดงถึงความสามารถในการบริหารหนี้ การเก็บหนี้จากคู่ค้า 



5. สินค้าคงเหลือ
สินค้า คงเหลือเป็นอีกสิ่งที่น่าจะให้ความสนใจมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะมีการนำเอาสินค้าคงเหลือไปคิดเป็นสินทรัพย์ด้วย ดังนั้นการที่มีสินค้าคงเหลือมาก ย่อมส่งผลให้มีโอกาสเกิดการเสื่อมของมูลค่าลดลงไปตามเวลา ส่งผลให้เกิดการขาดทุนได้ นอกจากนี้การมีสินค้าคงเหลือที่สูง ยังสะท้อนความสามารถในการแข่งขัน ยอดขายที่ลดลง การกระจายสินค้าและ การผลิตเพื่อสต๊อคจนมากเกินไป 


5.1  อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ 
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ = ต้นทุนสินค้าขาย /สินค้าคงเหลือเฉลี่ย  
โดย

สินค้าคงเหลือเฉลี่ย =( สินค้าต้นงวด + สินค้าปลายงวด )/ 2


อัตราส่วนนี้สูงยิ่ง บ่งบอกความสามารถในการระบายสินค้า และการขายสินค้า


5.2 ระยะเวลาในการขายสินค้า
 ระยะเวลาขายสินค้า(วัน) = 365 /อัตราหมุนเวียนของสินค้า คงเหลือ


ระยะ เวลาสั้น ยิ่งดีหมายถึงการขายสินค้าได้เร็ว ลดค่าการจัดเก็บสินค้า ลดความเสี่ยงการขาดทุน และแสดงถึงประสิทธิภาพการจัดจำหน่าย การกระจายสินค้า ตลอดจนการทำการตลาด

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘