Behind The Scene : Indexes Return Vs. Stocks Return

ตารางแสดงผลตอบแทนของหุ้นตลอดช่วงชีวิตของมัน เหตุผลเบื้องหลังที่คนส่วนใหญ่เจ๊งหุ้น!
นี่เป็นบทความที่ผมได้อ้างอิงมาจากส่วนหนึ่งของผลวิจัยการลงทุนจากกองทุน Blackstar Funds ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยถึงแม้ว่าในประเทศไทยเราจะยังไม่มีงานวิจัยในลักษณะนี้ออกมาเท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่าตลาดหุ้นในโลกส่วนใหญ่นั่นก็มีลักษณะและธรรมชาติที่คล้ายกัน อยู่เป็นอย่างมาก เนื่องจากแท้จริงแล้วมันก็เหมือนกับที่ Gorge Soros ได้เคยกล่าวเอาไว้ว่า ตลาดคือห้องทดลองของเขา หรือพูดอีกอย่างก็คือ มันคือห้องปฏิกรณ์ทางอารมณ์และความเชื่อของคนที่ถูกแสดงออกผ่านการกระทำโดย อาศัยเม็ดเงินที่ตนเองมีอยู่นั่นเอง ในวันนี้จะเป็นส่วนหนึ่งทีน่าสนใจของบทวิจัยชิ้นนี้เท่านั้น โดยผมจะขอนำมาลงในฉบับสมบูรณ์ในโอกาสต่อไปครับ :D
กี่ครั้งกี่หนแล้ว ที่เรามักจะได้ยินใครต่อใครพูดว่า “ผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นนั้นอยู่ที่ประมาณ 10% ต่อปี” ส่วนตัวของผมเองนั้นมักจะได้ยินสิ่งเหล่านี้อยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นจากเพื่อนๆนักเล่นหุ้น, ที่ปรึกษาการลงทุนต่างๆ หรือแม้แต่ในงานมีทติ้งสังสรรค์ แต่ผมอยากจะบอกว่าความจริงแล้ว นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดกันอย่างมหันต์! เหตุลผลก็เนื่องมาจากว่า ผลตอบแทนของหุ้นในแต่ละตัวนั้น มีความแตกต่างกันไปโดยสิ้นเชิงนั่นเองครับ
นักลงทุนส่วนใหญ่ที่มักชอบซื้อแล้วถือยาวกับหุ้นไม่กี่ตัว นั้น (โดยเฉพาะนักลงทุนจำเป็น) กำลังแบกรับความเสี่ยงที่พวกเขาจะขาดทุนอย่างมากโดยไม่รู้ตัว โดยหลักฐานของเหตุผลเหล่านี้ได้แสดงอยู่ในกราฟ ที่เป็นผลมาจากงานวิจัยของกองทุน Black Star Funds ด้านล่างเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราจะเห็นได้ว่า มากกว่า 2 ใน 3 ของหุ้นส่วนใหญ่นั้น ให้ผลตอบแทนที่น้อยกว่าดัชนีรวมของตลาดหุ้น (สีแดงทางด้านซ้าย) ในทางกลับกัน เราจะเห็นได้ว่า มีเพียงหุ้นจำนวนเพียงแค่ประมาณ 6% เท่านั้น ที่สามารถจะให้ผลตอบแทนที่เหนือกว่าตลาดได้เป็นอย่างมาก (Bar Chart แท่งสีน้ำเงินด้านขวา) นอกจากนี้เรายังพบหลักฐานที่ชัดเจนอีกว่า หุ้นที่ให้ผลตอบแทนเหนือกว่าตลาดเหล่านี้ มักที่จะใช้เวลาหลายๆอาทิตย์อยู่ไกล้ๆกับระดับราคาสูงสุดของราคาหุ้น (All Time High) อยู่เสมออีกด้วย
ผลตอบแทนของหุ้นโดยเฉลี่ยรายตัว
ตาราง 1.0 : แสดงให้เห็นถึงผลตอบแทนของหุ้นเมื่อนำมาหักลบกับผลตอบแทนของดัชนี Russell 3000 index ตั้งแต่ปีค.ศ.1983 – 2006 โดยเราจะสังเกตุได้ว่า 64% ของผลตอบแทนจากราคาหุ้นส่วนใหญ่นั้นน้อยกว่าเมื่อเทียบกับตลาด และมีเพียง 6.1% เท่านั้น ที่ชนะตลาดได้ขาดลอยที่ 500% หรือมากกว่านั้น
ความจริงแล้ว ความสับสนเกี่ยวกับผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยที่ 10% ต่อปี (หรือ 8, 9, 10, 11, 12%)เหล่านี้นั้น เป็นผลมาจากการที่มันได้ถูกคำนวณจากผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของดัชนีหลักๆของตลาด ไม่ว่าจะเป็นดัชนี Dow Jones, Industrial Average, S&P500 (หรือแม้แต่กระทั่ง SET) นั่นเอง และนี่เป็นสิ่งที่พวกเราควรจะต้องทำความเข้าใจและระวังกันให้ดี เนื่องจากดัชนีเหล่านี้มีธรรมชาติที่แตกต่างจากหุ้นเป็นอย่างมาก เนื่องจากดัชนีหลายๆตัวนั้นถูกคำนวณด้วยวิธีการถ่วงน้ำหนัก (Weighted) ดังนั้น เมื่อราคาของหุ้นบางตัวได้วิ่งขึ้นไป (พร้อมกับมูลค่า Market Cap ที่มากขึ้นของมัน) นั่นจะทำให้น้ำหนักที่ถูกนำไปถ่วงในดัชนีมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน และในทางกลับกันแล้ว การที่หุ้นบางตัวได้มีราคาที่ลดลงไปอย่างมากนั้น ก็จะทำให้ถูกลดทอนการถ่วงน้ำหนักในการคำนวณไปด้วยในเวลาเดียวกัน หรือพูดอีกอย่างก็คือ ดัชนีต่างๆนั้น ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างมาให้มีการปรับตัวไปตามแนวโน้มของตลาดโดยรวมแทบทั้งสิ้น (ถ่ายน้ำหนักจากหุ้นแย่มาที่หุ้นดี) ในขณะที่หุ้นรายตัวส่วนใหญ่นั้นไม่ใช่เลย!
ผลจากการศึกษาวิจัยของกองทุน BlackStar Funds นั้นได้บ่งชี้ให้เราเห็นว่า แท้จริงแล้ว … ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยของหุ้นรายตัวนั้น กลับมีค่าที่ติดลบแทนที่จะเป็นบวก! (ค่าที่คุณเห็นที่ -1.06% นั้นไม่ได้พิมพ์ผิดแต่อย่างใด) นี่จะเป็นสิ่งที่ทำให้นักลงทุนรายย่อยหลายๆคน ที่เชื่อว่าผลตอบแทนแบบ Buy and Hold โดยเฉลี่ยนั้นอยู่ที่ 10% ต่อปีต้องอึ้งไปตามๆกัน และสิ่งเหล่านี้เอง ที่เป็นคำตอบว่าทำไมนักลงทุนที่ไม่มีระบบหรือแนวทางการลงทุนที่ชัดเจนจึง ต้องขาดทุนอยู่ร่ำไป
และนี่คือความจริงที่โหดร้ายของตลาดหุ้น 2 ประการ :
1. ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีของหุ้นรายตัวส่วนใหญ่นั้นมีค่าที่ติดลบ
2. ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีของหุ้นรายตัวส่วนใหญ่นั้นแย่กว่าดัชนีตลาด
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสิ่งที่เราเห็นจะเป็นเรื่องที่ดูเลวร้ายเอามากๆ (ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในตลาดส่วนใหญ่นั้น มาจากหุ้นไม่กี่ตัวเมื่อคิดเป็นร้อยละของหุ้นทั้งหมด) แต่นี่ก็สามารถที่จะกลับกลายเป็นสิ่งที่ดีได้เช่นกัน ทำไมน่ะหรือครับ? ก็เนื่องมาจากว่า มันได้ช่วยให้เราสามารถในการที่จะเพ่งความสนใจ ไปยังหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด (แข็งแกร่งที่สุด) ได้โดยง่ายนั่นเอง และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงเพ่งความสนใจไปยังหุ้นที่อยู่ไกล้ๆกับระดับราคาสูงสุด (All Time High) หรือระดับราคาสูงสุดภายใน 1 ปี (52 Weeks) อยู่เสมอนั่นเอง
สุดท้ายนี้ นี่คือหนึ่งในประโยคที่ถูกเขียนไว้ในงานวิจัยของพวกเขาครับ
“ใน ทางคณิตศาสตร์แล้วมันถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีเหตุผลทีเดียว ในการที่หุ้นตัวที่สามารถให้ผลตอบแทนเป็น 1,000% นั้น จะต้องทะลุแนวต้านของมันเป็นร้อยๆครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นภายในช่วงเวลาติดต่อกันหลายๆปีนั่นเอง” – Cole Wilcox และ Eric Crittenden (Blackstar Funds)
หวังว่าจะเป็นข้อมูลใหม่ๆให้พวกเราได้ฉุกคิดกันบ้างนะครับ ทั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาจะ Discredit การเล่นแบบถือยาวทั้งสิน เพียงแต่อยากนำผลวิจัยที่มีข้อมูลที่ชัดเจนมานำเสนอให้ดูบางส่วน จะได้ไม่หลงระเริงหรือโกหกตัวเองเวลาติดหุ้นกัน เพราะส่วนตัวผมเองแล้วเชื่อว่าการถือครองหุ้นแบบ Buy and Hold โดยมีระบบ/กลยุทธ์ที่ชัดเจนนั้น ยังคงสามารถที่จะให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้เช่นเดิม (เพราะการเล่นแบบนี้ให้ Reward to Risk Ratio ในแต่ละครั้งสูงมาก พูดง่ายๆคือได้ทีหนักหน่วงมาก) แต่ทั้งนี้ มันต้องไม่ใช่การถือครองหุ้นเพราะ “ความจำเป็น” ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม แล้วเจอกันใหม่สวัสดีครับ

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร