Failure is the best component of Success

ขอทบทวนสิ่งที่เรียนรู้ในปีนี้เป็นประโยคสั้น ๆ ว่า “จงรีบหัดที่จะแพ้ ก่อนสงครามใหญ่จะมาถึง”
ประเทศจีนสมัยราชวงศ์ชิงถูกกลุ่มประเทศยุโรปเหยียบย่ำ เผาพระราชวังฤดูร้อน และหลังจากดร.ซุนยัดเซ็นกอบกู้ประเทศได้ไม่นาน ก็ต้องมาย่อยยับจากสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์ ต่อมาในยุคประธานเหมา จีนมีโอกาสเรียนรู้ที่จะพ่ายแพ้มากยิ่งกว่าเดิม ตั้งแต่สงครามเกาหลี กลุ่มกบฎไม่ว่างเว้นแต่ละปี การปฏิวัติวัฒนธรรม การปฏิรูปทางการเมือง จีนใช้เวลานานกว่า 80 ปี (นับจริง ๆอาจจะนานกว่านี้ เป็นร้อยปี) กว่าที่จะเข้าสู่ยุคทองที่ยิ่งใหญ่ของจีนในช่วงตั้งแต่รัฐบาลเติ้ง เสี่ยว ผิง ที่ GDP เติบโตเฉลี่ย 10% เป็นระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ ยี่สิบปีที่แล้วไม่มีใครเคยคิดว่าประเทศนี้จะสามารถท้าทายกับประเทศสหรัฐ อเมริกา ประเทศที่ไร้คู่เปรียบเทียบตั้งแต่สหภาพโซเวียตล่มสลายลง

ภาพ การยอมรับการพ่ายแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขของประเทศญี่ปุ่นในสงครามภาคพื้นแปซิฟิค
ประเทศอื่น ๆ ที่เป็นประเทศชั้นนำของโลก อย่างประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่จะยับเยินจากสงครามโลกครั้งที่ 2 (ที่ใช้เวลาฟื้นฟูระดับอัศจรรย์เพียงแค่ไม่กี่ทศวรรษ) ต้องผ่านช่วงลำบากตั้งแต่เอโดะ เมย์จิ การปฏิรูปประเทศที่ผ่านความเจ็บปวด อีกทั้งต้องต่อสู้กับภัยธรรมชาติโดยตลอด ประเทศฝรั่งเศส บอบช้ำจากสงครามที่ยาวนานกว่า 100 ปี กับอังกฤษ ก็กลับมายิ่งใหญ่ เป็นมหาอำนาจยุโรป (ถ้าไม่ติดที่นิสัยคนฝรั่งเศสที่ค่อนข้างต้องการความสมดุลในชีวิต คงไปได้ไกลกว่านี้) ประเทศเยอรมัน อิตาลี รัสเซีย สหรัฐ ไม่มีแม้แต่ประเทศเดียวที่ไม่เคยแพ้สงครามย่อย ๆ ก่อน หรือต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมากมาก่อนที่จะวางเดิมพัน”ขนาดใหญ่” ที่เปลี่ยนชะตากรรมประเทศตลอดไป
ดังนั้นช่วงเวลาฟื้นฟูหลังจากสงครามใหญ่ ๆ ไม่ใช่ประเด็นสำคัญนักในมุมมองผม สิ่งที่ผมเชื่อว่าสำคัญกว่ามาก คือ การศึกย่อยที่ช่วยสร้าง “พื้นฐาน” ของแต่ละประเทศ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังมายาวนาน หยั่งรากไปถึงประชาชนในชาติ ความ”ฟลุ้ค” ไม่สามารถนำพาประเทศกลับมาได้ ประเทศเหล่านี้มีพื้นฐานที่ยอดเยี่ยมมาก่อนต่างหาก ยิ่งแพ้การศึกย่อย ๆ บ่อยเท่าไหร่ จะยิ่งทำให้พื้นฐานเข้มแข็งขึ้น
เปรียบเทียบชีวิตการลงทุนที่ยาวนาน Hamburger Crisis คงไม่ใช่สงครามใหญ่ แต่เป็นสงครามย่อยที่เราจะต้องผ่านมันไป และหัดที่จะเรียนรู้ที่จะแพ้(ขาดทุน) ปีนี้ก็เช่นกัน ถ้าขึ้นรถ ไม่ทัน ก็หัดเรียนรู้ที่จะแพ้(ขาดทุนโอกาสกำไร) ทุกครั้งที่เข้มแข็งขึ้น การตัดสินใจเราจะดีขึ้น กล้า วางเดิมพันมากขึ้น มองภาพเล็ก ภาพใหญ่ออกจากกันได้ดีขึ้น รู้จักจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่กำหนดชัยชนะ
การลงทุนในปีที่ผ่านมาถือว่าได้เรียนรู้ คุ้มค่า ผลตอบแทนที่ทำได้ประมาณ 100% ก็คงไม่มากไม่น้อย ผลตอบแทนกลาง ๆ จากหุ้นที่ค่อนข้างปลอดภัย ดีใจที่ชนะตลาดติดต่อกันเป็นปีที่ 6 ขนาดพอร์ตปีนี้โตขึ้นมากเกือบ 3 เท่า จากการเพิ่มทุนใหม่เข้าไปจำนวนมาก พอร์ตหุ้นไม่กระจายตัวเกินไป มีการวางหุ้นในระยะกลาง ระยะยาว ได้ซื้อหุ้นตัวใหม่เข้าพอร์ต 12 ตัว คัดทิ้ง 13 ตัว (ปีนี้เป็นปีหนึ่งที่ขายหุ้นเร็วเกินไป โดยเฉพาะต้นปี) เงินปันผลเติบโต 40%
ความพ่ายแพ้ในปีที่แล้ว และต้นปีนี้ จะเป็นบทเรียนล้ำค่า แม้ผมไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก แต่มันคงเป็นบทพิสูจน์บนเส้นทางหมื่นลี้ ไม่เคยกลัวความล้มเหลว เพราะมันคือส่วนหนึ่งของความสำเร็จ
Failure is the best component of Success (when you’ve learnt from it and got second chance :D )

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘