แนวโน้มการลงทุนในอนาคต


การลงทุนระยะยาวที่ดี นอกจากการดูที่ตัวบริษัทแล้ว ยังต้องมองเห็นแนวโน้มในอนาคตของธุรกิจนั้น ๆ ยิ่งถ้าเป็นแนวโน้มใหญ่อย่าง Megatrend ก็จะยิ่งอำนวยให้การลงทุนมีผลตอบแทนที่สูงในระยะยาว ผมเคยเขียนเรื่องนี้ในมุมมองของ Professor ที่ผมเรียนด้วยใน MBA ของจีน ซึ่งแนวโน้มเหล่านั้นก็ยังคงอยู่ และเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ
วันนี้ผมเลยลองนั่งนึก ๆ ดู แทนที่จะมองว่าแนวโน้มธุรกิจจะเป็นอย่างไร แต่มองว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับการลงทุนในอนาคตบ้าง
1. การลงทุนต่างประเทศ
เพราะตลาดทุนในอนาคตคงเชื่อมโยงกันหมด อย่างน้อยก็ใน ASEAN ที่คงรออีกไม่นานเราคงสามารถเทรดกับตลาดมาเลเซีย สิงค์โปร์ ฯลฯ ได้ และปัจจุบันกองทุนที่ลงทุนต่างประเทศแบบนี้ก็มีมากมายและแพร่หลายในประเทศ เจริญแล้ว (ประเทศไทยก็เริ่มมีกองทุนประเภท fund of fund ให้เห็นเยอะขึ้นเรื่อย ๆ ) ดังนั้นการลงทุนอาจจะเหมือนธุรกิจก็ได้นะครับ ว่าใครมี exposure หรือความสามารถด้านภาษา อาจจะได้เปรียบกว่า
2. สภาวะการแข่งขันสูง
ความยากในการลงทุนมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในแต่ละปี เหมือนกับที่เรามองย้อนไปดูธุรกิจสมัยก่อน ๆ ที่มีการแข่งขันน้อยกว่าปัจจุบัน หุ้นในอดีตที่ undervalue หาได้ง่ายกว่า PE เฉลี่ยถูกกว่า ปัจจุบันนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะต้องเสี่ยงมากขึ้น หรือรับผลตอบแทนที่น้อยลง สาเหตุมีหลาย ๆ อย่าง แต่ส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนคุณภาพที่เพิ่มขึ้นในตลาด(ซึ่งไม่ออกจากตลาด) และปริมาณนักลงทุนใหม่ ๆ ที่มากขึ้นตลอดเวลา ดังนั้นการแข่งขันในอนาคตเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
3. อายุเฉลี่ยของนักลงทุนจะลดลง
คิดถึง Megatrend เรื่อง aging economy ที่คนจะสูงวัยขึ้น แต่สำหรับประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างในเอเชีย อายุเฉลี่ยนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะมีอายุลดลง เนื่องจากการศึกษาและกระแสที่คนสมัยใหม่อยากจะมีอิสรภาพทางการเงินมากกว่า แต่ก่อน และมีแนวโน้ม work – life balance สูง ไม่เหมือนคนสมัยก่อนที่มุ่งทำงานเก็บเงิน แรงขับเคลื่อนสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ปริมาณเงินในระบบที่มาก กดอัตราดอกเบี้ยต่ำอยู่ตลอด (คนสมัยใหม่ก็ไม่มีแนวโน้มที่จะกู้เงินมาทำธุรกิจเหมือนแต่ก่อน ยิ่งทำให้เงินถูกดูดซับน้อยลงอีก) สิ่งที่จะให้คำตอบจากสภาวะแวดล้อมข้างต้นที่คนสมัยใหม่หาได้อยู่มีอย่าง เดียวที่เห็นเด่นชัดในปัจจุบัน คือการลงทุนในตลาดหุ้น
4. เกิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอ
สินค้าทางตลาดเงินและตลาดทุนมีเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วมากในช่วงหลายปีที่ ผ่านมา ตั้งแต่หุ้นกู้ อนุพันธ์แบบต่าง ๆ สินค้าโภคภัณฑ์ ETF ฯลฯ ดังนั้นพอร์ตโฟลิโอจะมีความหลากหลายขึ้น คนที่ลงทุนหุ้นจะไม่จำกัดเฉพาะหุ้น หรือคนลงทุนในตลาดเงินอย่างพันธบัตร หรือเงินฝากธนาคารจะเริ่มถือครองหลักทรัพย์อย่างอื่นด้วย การที่มีการบริหารพอร์ต สลับไปมาระหว่างสินทรัพย์รูปแบบต่าง ๆ ยิ่งเพิ่มความผันผวนของหลักทรัพย์ต่าง ๆ อีก การถือหลักทรัพย์ประเภทเดียวอาจจะทำให้ผลตอบแทนเกิดความผันผวนสูง ก็ส่งผลให้เกิดการบริหารพอร์ตโฟลิโอขึ้นอีก (เป็น cause-effect ที่วนไปมา)
5. แนวทางในการลงทุนจะมีหลากหลายขึ้น
นอกจากตัวสินค้าแล้ว “วิธี” การลงทุนจะมีความหลากหลาย การลงทุนจะแบ่งเป็น segment ย่อย ๆ เพิ่มขึ้น อย่างการลงทุนแนวคุณค่า (Value Investment) ก็จะแบ่งออกเป็นหลาย ๆ แบบ โดยเป็นวิธีการเฉพาะกลุ่มหรือเฉพาะตัว แนวคิดทางการลงทุนอาจจะเข้มข้นเหมือนแนวคิดด้านอื่น ๆ เช่นศาสนา หรือการเมือง
อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวโน้มในอนาคตจะเปลี่ยนรูปแบบการลงทุนพลิกโฉมหน้าไปอย่างไร หรือจะมีนักลงทุนเข้ามาในตลาดมากมายขนาดไหน สิ่งที่จะยึดเหนี่ยวในนักลงทุนสามารถอยู่ในกระแสได้คือการรักษาความสมดุล ระหว่าง ความศรัทธาใน “หลักการ” ที่ไม่เคยเปลี่ยนไปไหน เช่นหลักการลงทุนต่าง ๆ (หนังสือบางเล่มถูกเขียนมาเกือบร้อยปีและยังคงถูกใช้ต่อไป) และ”การปรับตัว”เพื่อรับการเปลี่ยนแปลง ตามทฤษฎีคลาสสิกเรื่องวิวัฒนาการของชาร์ล ดาวินต์ ว่าผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่เข้มแข็ง แต่เป็นผู้ที่ปรับตัวได้ ประกอบกับสุดยอดวลีที่เราไม่ควรลืมเลยคือ ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเสมอไม่ว่าอนาคตจะไปไกลแค่ไหนก็ตาม

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวิชาธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง วันเสาร์ ที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๘