อคติและการลงทุน

สมองเป็นอวัยวะที่ทำงานหนักมาก เพราะนอกจากจะควบคุมการทำงานของร่างกายมนุษย์ให้ดำเนินไปอย่างปกติแล้ว ยังจะต้องทำหน้าที่ในการตัดสินใจต่าง ๆ ในชีวิต ตั้งแต่คุณตื่นขึ้นมาตอนเช้า จนกระทั่งปิดตาเข้านอน

ภาพ จาก wiki ความสัมพันธ์ของกลไกสมอง http://en.wikipedia.org/wiki/Defense_mechanism
ด้วยการทำงานที่หนักของมันตลอดเวลา สมองจึงมีวิธีการมากมาย เพื่อจะลดภาระ โดยเฉพาะในเรื่องการใช้เหตุผล (Rationalization) ในการตัดสินใจทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ซึ่งถ้าคิดดูดี ๆ แล้ว วัน ๆ หนึ่งเราจะต้องตัดสินใจอะไรมากมายไปเสียทุกเรื่อง ดังนั้นการทำงานในส่วนนี้สมองจะต้องรับเป็นภาระที่หนักมาก
กลไกในการลดภาระของการใช้ตรรกะและเหตุผลของสมอง คือการใช้ “อคติ” ซิกมัน ฟรอยด์ บอกว่ากลไกการใช้เหตุผล Rationalization มีความหมายเดียวกับการหาข้อแก้ตัว หรือ Making excuse หรือเป็นกลไกการปกป้องความคิดของตัวเอง เพื่อมิให้สมองต้องคิดอะไรซับซ้อน หรือรู้สึกแย่ในความคิดตัวเอง (ทั้งในอดีตและปัจจุบัน) กลไกนี้จึงเข้ามาทำงาน
ตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นได้ชัดคือ ถ้าสมองมีเหตุผลมาก ๆ คนทุกคนควรจะต้องทำอะไรหลาย ๆ อย่างเหมือนกัน เช่นไม่สูบบุหรี่ เพราะจะทำลายสุขภาพ กินผัก ไม่กินเนื้อสัตว์ หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์ทางการเมืองล่าสุด พฤษภา 53 ผมคิดว่าไม่มีใครที่คิดว่าตัวเองผิด (เท่าที่ถามมาก็พบว่าเป็นอย่างนั้น) ไม่ว่าจะฝ่ายไหน สีอะไร สาเหตุคือทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีสมองภายใต้กลไกนี้
หากการลงทุนที่ดี คือการใช้เหตุและผล ไม่ใช่การใช้อารมณ์ กลไกทางสมองนีเป็นสิ่งที่เราควรจะศึกษาอย่างยิ่งยวด
อคติที่พบเห็นบ่อย ๆ มีอยู่หลายหลาก สิ่งหนึ่งคือ เรามักจะคิดว่าสิ่งที่พบเห็นบ่อย ๆ เป็นข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่นถ้าเราไปเมืองจีนครั้งแรก เห็นคนจีนกินบะหมี่ติด ๆ กันสองสามร้าน เราก็จะคิดว่าคนจีนกินบะหมี่เป็นอาหารประจำวัน (ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริงอาจจะกินข้าว, หมั่นโถ ก็ได้) อีกสิ่งหนึ่งคือถ้าเรามีความทรงจำอะไรบางอย่าง แต่ขาดหายไป สมองจะมีอคติเติมให้โดยอัตโนมัติ เช่นถ้าเราคลับคล้ายคลับคลากับเหตุการณ์หนึ่ง และมันเกิดซ้ำขึ้น เราจะคิดว่าเราฝันเห็นอนาคต
กลไกการเข้าข้างตัวเองหรือเข้าข้างพวกตัวเองก็คืออคติอีกอย่างหนึ่ง กลไกทั้งหมดทั้งสิ้นนั้น มีมาตั้งแต่สมัยมนุษย์เริ่มจะใช้เหตุและผล (อยู่บนวิวัฒนาการเพื่อการอยู่รอด) เพราะถ้าคิดถึงความน่าจะเป็น เหตุการณ์ที่เกิดบ่อย ๆ น่าจะถูกมากกว่าผิด หรือแม้กระทั่งการเข้าข้างพวกตัวเอง ก็มีส่วนให้เราอยู่รอดได้มากกว่าที่เราจะไปเข้าข้างคนเผ่าอื่น ความสามัคคีก็เป็นผลพวงจากอคติตัวนี้
ผมคิดว่าอคติเกิดขึ้นมากในชีวิตการลงทุน เหตุการณ์บางอย่างเรามักมองมันดีเกินไป และแย่เกินไป หรือเราก็ยึดติดกับการตัดสินใจบางอย่างมากจนเกินไป เช่นถือหุ้น ไม่ขาย หรือขายหุ้นทั้งที่ตั้งใจจะถือยาว ๆ หรือเชื่อมั่นในหุ้นมากเกินไป (เพราะอดีตที่ผ่านมาดี) หรือมีความเห็นในลักษณะที่ว่า “คิดว่า” เป็นจำนวนมาก
อีกอย่างที่ผมเห็นบ่อย ๆ คือ ถ้ามีคนพูดถึงหุ้นตัวไหนมาก ๆ คนจะตีความว่าสิ่งนั้นดี มีพวก และปลอดภัย เราะจะเห็นหุ้นหลายตัวที่มีความสุดยอดขึ้นมาเฉย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวธุรกิจไม่เคยเปลี่ยนแปลงไปไหน หรือหุ้นบางตัวก็แย่ลงกระทันหัน ทั้ง ๆ ที่ทุก ๆ อย่างก็เหมือนเดิม เวลาเราจะซื้อหุ้นที่ทุกคนว่าดี ด้วยราคาแพง ๆ PE สูง ๆ เราจะมีอคติทันทีว่า หุ้นมันดี มันเลยราคาแพง (คนส่วนมากคิดว่ามันคือเหตุผล แต่จริง ๆ มันคือการหาข้อแก้ตัว) หรือถ้าซื้อหุ้นตัวไหนที่ PE ต่ำ ๆ เราจะคิดว่าคุ้มมาก ถูกมาก
ผมมีวิธีลดอคติได้ ศาสนาพุทธบอกว่าสิ่งนี้คืออัตตา คือตัวตน ภาษาอังกฤษในเชิงจิตวิทยาเรียกว่า ego/super ego พระพุทธองค์ค้นพบก่อนซิกมัน ฟรอยด์เป็นพัน ๆ ปี แถมพระองค์ยังแนะนำวิธีการลดอัตตาที่ได้ผล ไม่จำกัดกาลด้วย คือการเจริญสติภาวนา
สติมา เกิด สมาธิ เกิด ปัญญา แสงสว่างแห่งปัญญา จะนำให้ทุกท่านเห็นถึงความจริง ยิ่งมีสติมากเท่าไหร่ (ต้องมีสติแบบที่ไม่ได้อคติว่าตัวเองมีสติด้วย) มันจะทำให้คุณลงทุนได้ดีขึ้นมากในทันที โดยที่คุณไม่ต้องทำอะไรเลย

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ปัญหาและเฉลยธรรม นักธรรมชั้นโท สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันพฤหัสบดี ที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

ปัญหาและเฉลยวินัยบัญญัติ นักธรรมชั้นเอก สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๓ วันเสาร์ ที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓

I miss you all กับ I miss all of you ต่างกันอย่างไร